GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การทำงานของกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งภาคเหนือตอนล่างแห่งประเทศไทย

เราต้องเลี้ยงผึ้ง จนกว่าผึ้งจะเลี้ยงเรา NATO=No Action Talk Only

       หลังจากเลือกประธานคนใหม่คือ นายเสวก พ่วงปานแล้ว ได้มีการกำหนดการทำงานใหม่ ในยุคน้ำมันแพง คือให้เรียกประชุมเฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการ ซึ่งจะมีอยู่ไม่เกิน 15 คน รวมทั้งที่ปรึกษา และตัวแทนนายทะเบียน (คุณสุรวิทย์) จะไม่เกิน 17 คน  ทุกครั้งที่มาประชุมก็จะมีเรื่องวนเวียน (มีวาระเรื่องสืบเนื่อง) ที่บ่อย ๆ คือ เรื่องการซื้อน้ำตาล (เพราะกลุ่มฯ รวมกลุ่มกันเพื่อซื้อน้ำตาลราคาถูกจากโรงงานน้ำตาล โดยทำหนังสือถึงคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล)  เรื่องติดตามการเงิน โดยฝ่ายเลขากลุ่มฯ คุณจเรศักดิ์ จะถามการใช้จ่ายเงินและเงินที่ยังเหลืออยู่ของสมาชิก และการแต่งตั้งกรรมการให้ไปทำหน้าที่ต่าง ๆ

        ปัญหาคือเมื่อแต่งตั้งกรรมการให้ไปทำหน้าที่ต่างๆ แล้ว ส่วนมากเมื่อกลับมาประชุมกันใหม่ ไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะกรรมการรวมทั้งสมาชิกมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน การประชุมของกลุ่มฯ  เราเรียกว่า  "การประชุม NATO" NATO นี้ ไม่ได้หมายถึง North Atlantic Treaty Organization หรือ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือนะครับ แต่หมายถึง NATO แบบไทย คือ ย่อมาจาก NO ACTION TALK ONLY คือ แปลเอาความว่า "การประชุมแบบวิวาทะ แต่ไร้การปฏิบัติ" ซึ่งคงไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้เลียงผึงฯ นี้หรอกครับ แต่มันเป็นกันทั่วประเทศ (ไม่ทราบว่าประเทศอื่นเป็นด้วยหรือเปล่า) อย่างเช่น มีการตั้งกรรมการชุดหนึ่ง ในนำน้ำผึ้งในสต๊อกไปบรรจุ เพื่อจะจำหน่ายต่อไป เวลาผ่านไป 1 เดือน ไม่มีอะไรคืบหน้า แล้วกรรมการก็เบื่อกันเองว่าไม่มีอะไรใหม่ทำให้ไม่อยากมาประชุม

       ในการประชุมกรรมการกลุ่มฯ 2 ครั้งล่าสุด คือ หลังประธานใหม่รับตำแหน่ง คือ ครั้งที่ 6/2548 วันที่ 24 มิถุนายน 2548 และ ครั้งที่ 7/2548 คือ วันที่ 28 กรกฏาคม 2548 นั้น ก็ยังมีการประชุมที่วนเวียนแบบย่างเท้าอยู่กับที่ คือ เรื่องน้ำตาล และเรื่องเงินของสมาชิก

       ในการวิเคราะห์ของผม (ที่ปรึกษากลุ่มฯ) กลุ่มฯ มีปัญหาอย่างแรกสุดคือ เรื่องฐานข้อมูล ดังนี้ 1. กล่มฯ เกิดมาจากการต้องการซื้อน้ำตาลราคาถูก ดังนั้นจะมีบัญชีรายชื่อกล่มผู้ซื้อน้ำตาลอยู่บัญชีหนึ่ง (ถือโดยนายทะเบียนและส่งต่อเหรัญญิก)  2. กลุ่มระดมทุนจากสมาชิกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม ส่งหนังสือประชุม รวมทั้งการจัดประชุมวิชาการ ได้มาจากเงินสนับสนุนกลุ่ม ท่านละ 300 บาท จากบัญชีสมาชิกแรกเข้า (ถือบัญชีโดยเหรัญญิก)  3. กลุ่มมีการระดมทุนเพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือสมาชิกในการรับซื้อน้ำผึ้งเพื่อพยุงราคา คือ บัญชีผู้ถือหุ้น (ถือโดยอนุกรรมการกองทุน)   บัญชีทั้งสามนี้ จำนวนสมาชิกไม่ตรงกัน ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์ปัญหาแล้วจะต้องมีการจัดทำฐานข้อมูล  ซึ่งในกรรมการคงทำไม่ได้ เพราะสมาชิกเป็นเกษตรกรตัวจริงเป็นเกษตรกรต้นน้ำ (ความจริงคงทำได้ถ้ามีงบประมาณไปจ้างเขาทำ แต่กลุ่มฯ ไม่มี) ดังนั้นที่ปรึกษาต้องทำหน้าที่ สทร. พุดเบา ๆ คือแส่ทุกเรื่อง

       ในการประชุมครั้งที่ 6/2548 เป็นการประชุมที่ยาวมาก เกินกว่า 6 ชั่วโมง ที่ปรึกษาได้ถามถึงข้อมูลว่ามีสมาชิกอยู่กี่ราย คำตอบที่ได้ไม่ตรงกัน ถามว่าในกลุ่มฯ ผลิตน้ำผึ้งได้เท่าไร คำตอบคือไม่รู้  มีผึ้งอยู่เท่าไร และจะขายใครเท่าไร คำตอบคือไม่รู้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือฐานข้อมูล ซึ่งมีแผนที่จะทำในเดือนตุลาคมนี้ (ซึ่งจะเล่าในครั้งต่อไป)

       ในการประชุมครั้งนี้ ที่ปรึกษาได้พูดถึง KM = Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้เป็นครั้งแรก โดยเน้นให้นำความรู้ไปปฏิบัติ การปฏิบัติทำให้เกิดประสบการณ์ ประสบการณ์เปลี่ยนเป็นเงินได้ (คนฟังพอเข้าใจ แต่หลังเลิกประชุมเหมือนเดิม)  แต่ภาคปฏิบัติคงเกิดยากเพราะสมาชิกผู้เลี้ยงผึ้งเป็นเกษตรกร ที่ผลิตน้ำผึ้งมาแล้วรอ พ่อค้ามารับซื้อ ซึ่งพ่อค้าก็กดราคา และสมาชิกไม่มีแผนการผลิตที่เหมาะสมกับตลาด รวมถึงไม่ทราบรากเหง้าของปัญหา ในการประชุมครั้งนี้จึงทดลองทำ SWOT Analysis ดู (จะเล่าเรื่องภายหลัง)

        ผมมีความคิดว่า "กลุ่มฯ" นี้ก็เหมือนบริษัทหนึ่ง แต่เป็นบริษัทที่ต้องทำตลาด และควบคุมการผลิตหรือควบคุมคุณภาพให้ได้ โดยไม่ต้องมีโรงงานเป็นของตัวเอง (โรงงานผลิตน้ำผึ้งอยู่ที่สมาชิกแต่ละราย)  การเอากรรมการ มาทำงานที่บริษัทใหม่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนห่วงโรงงานของตัวเอง (ฟาร์มผึ้งของตัวเอง) ห่วงกิจการของตัวเองมากกว่าห่วงกลุ่มฯ กลุ่มฯ ต้องช่วยสมาชิก แต่สมาชิกไม่คิดจะช่วยกลุ่มฯ   เมื่อเป็นดังนี้กรรมการควรมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ไม่ต้องลงมือทำ ส่วนผู้ปฏิบัติต้องให้เป็นหน้าที่ของพนักงานในบริษัทใหม่ ซึ่งกลุ่มฯจะต้องจ้าง  แต่กรรมการก็บอกว่าไม่มีเงินจ้าง (ย้อนกลับไปเรื่องเงิน) เมื่อเป็นดังนี้ การทำงานมันจะสำเร็จได้ยังไร

        ที่ปรึกษา ใช้ Knowledge Management มาช่วยแก้ปัญหาให้ ดังนี้

  1. หาทุนมาก่อสร้างอาคารสำนักงานแบบ Three in One เพื่อเป็นอาคารภาคปฏิบัติ คือ ห้องสำนักงาน ห้องโชว์สินค้า และห้องสำหรับบรรจุภัณฑ์ (ซึ่งได้ผู้รับเหมาที่ปิดทองหลังพระมาช่วย)
  2. จัดหาผู้จัดการบริษัท (ที่ยังไม่ต้องใช้เงินจ้าง)
  3. ต้องจัดหาทุนเพื่อมารับซื้อผลิตภัณฑ์ผึ้งอย่างแรกที่มีปัญหาคือ น้ำผึ้ง (ความจริงผลิตภัณฑ์จากผึ้งมี 6 ชนิดด้วยกัน ซึ่งถ้าแปรรูปแล้ว จะเกิดผลิตภัณฑ์ไม่ต่ำกว่า 100 ชนิดแน่ ๆ)
  4. ต้องจัดทำฐานข้อมูลสมาชิก, ฐานข้อมูลจำนวนรังผึ้ง, ฐานข้อมูลการผลิตน้ำผึ้งชนิดต่างๆ (ชนิดของน้ำผึ้งแบ่งตามชนิดของน้ำต้อยหรือNectar ที่ผึ้งไปเก็บมาจากบริเวณเกสรตัวเมียของดอกไม้)
  5. ต้องรู้ว่า เกษตรกรจะผลิตน้ำผึ้งขายให้ใคร เท่าไร และคุณภาพอย่างไร
  6. ต้องแบ่งเกรดน้ำผึ้ง (ทำเป็นเจ้าแรก) และให้ราคาตามคุณภาพ
  7. ต้องใช้หลักการบริหารจัดการที่ดีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายหรือเรียกว่า "Good Governance"
  8. ต้องจัดหาและจัดทำตลาดที่หลากหลาย (ไม่ควรต่ำกว่า 20 ช่องทาง)
  9. ต้องประชาสัมพันธ์กล่มให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย (กำลังทำอยู่นี่ไง)
  10. สิ่งที่สำคัญและต้องทำคือการเขียนแผนธุรกิจ และกำหนดยุทธศาสตร์ ของกลุ่ม และ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)
  11. สร้างพลังเครือข่ายและขอการสนับสนุนจากภาครัฐทุกรูปแบบ                               (ความจริงจะเขียนแค่ 10 ข้อเท่านั้นแหละ แต่ดันเป็น 11 ข้อไปได้)

        ผมต้องขอลาไปก่อนครับ จะเก็บมาเล่าให้ฟังใหม่

     

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 1799
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

ติดตามตอนต่อไป อย่างใจจดใจจ่อ 

ได้ฟังอาจารย์สมลักษณ์เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ได้ความรู้เพียบเลยค่ะ ยังไม่ได้ไปช่วยงานอาจารย์อย่างเต็มที่สักทีเลย  สอนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ กลับมาทีไร  เหนื่อยจนหลับเพลินทุกที  อาจารย์คะ...ขอเวลาหน่อยนะคะ  ดาจะพยายามเข้าไปช่วยงานอาจารย์ให้ได้มากที่สุด  จริงๆ แล้วดาก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรอาจารย์มากเท่าที่ควรเลย  แต่อยากขอบคุณอาจารย์สมลักษณ์ มากนะคะ  ที่เปิดโอกาสให้ดาได้เข้าไปร่วมงานกับอาจารย์ 

ถึงดา

จริง ๆ คนที่เป็นนักบริหารไม่สามารถทำได้ทุกเรื่อง คิดได้แต่ทำไม่ได้ ต้องมีคนอื่นที่เป็นมือซ้ายขวามาช่วย ครับ