"....พลังกลุ่มเพื่อแปรการปฏิบัติให้เป็นการเรียนรู้และสร้างความรู้อย่างทวีคูณ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ดีมากสำหรับสภาวการณ์ที่มีข้อจำกัดหลายอย่างแต่เราต้องการแก้ปัญหาโดยต้องได้ผลการดำเนินการภาคปฏิบัติไปด้วย ...."

          ผมมีบทเรียนหลายครั้งในการทำกิจกรรมที่เราได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้  และได้ประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ ซึ่งทำให้เราแกร่งกร้าขึ้นทุกครั้งเมื่อทุกอริยาบทของชีวิตดำเนินไป จึงออกจะชอบวิถีเรียนรู้แบบครูลักพักจำไปในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน  การสมาคมกับเพื่อนฝูง และการดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ

          มีอยู่หลายครั้งที่ไม่เพียงได้บทเรียนที่ดีมากแก่ตนเอง  ทว่า ก่อให้เกิดผลดีและมีส่วนต่อการนำมาใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆแต่ก็มีความหมายต่อตนเองตรงที่ได้มีส่วนร่วมจากการริเริ่มของตนได้มากขึ้น และได้วิธีทำวิจัยมาทำงานแนวชุมชนด้วย

         บทเรียนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจต่อการทำงานของผมในลำดับต่อมามากพอสมควรคือ การได้ไปเวิร์คช็อปการวิจัยเชิงปฏิบัติการชุมชน เป็นเวิร์คช็อปนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์ ด้านการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างศักยภาพการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน  หรือการวิจัยแบบ Community Organizing Through Participatory Action Research หรือการวิจัยแบบ CO-PAR ซึ่งนักวิจัยเชิงคุณภาพจะรู้จักว่าเป็นการวิจัยเพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงจากชุมชนฐานรากที่ดีอย่างหนึ่ง ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อป 25  คน มาจากประเทศไทย  แคนาดา  อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  สนับสนุนโดยโครงการ Canada-Asia Partnership เวิร์คช็อปที่ว่านี้ จัดขึ้นเมื่อปี 2537 หรือ 14 ปีที่แล้ว

         องค์กรหลักที่ดำเนินการคือ MTRC / PHC หรือ Mindanao Training Centre for Primary Health Care Development  ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนของฟิลิปปินส์ที่มีบทบาทมากองค์กรหนึ่ง ทว่า ในการบริหารจัดการนั้นน่าสนใจมากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากร่วมกันดูแลกระบวนการเป็นโครงการย่อยๆ หลายฝ่าย ทั้งองค์กรเอกชน มหาวิทยาลัยแห่งกรุงมะนิลา MTRC/PHC องค์กรท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ เป็นเครือข่ายการจัดการเรียนรู้ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้ามาก่อนไทยมากของฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษาอบรม  การพัฒนาชุมชน และการพัฒนาชนบทของประเทศโดยองค์กรพัฒนาเอกชน 

         การอบรมและเวิร์คช็อปมีเนื้อหาที่สำคัญคือ การสร้างศักยภาพในการเรียนรู้เป็นทีมและการบริหารจัดการกลุ่ม  แนวคิดและทฤษฎีการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาประเด็นความสนใจ  การพัฒนาเครื่องมือและการเก็บข้อมูล  การวิเคราะห์และนำเสนอชุมชน  การวางแผนและพัฒนาโครงการปฏิบัติการชุมชน  การติดตามและประเมินผลแบบเสริมพลัง  ปิดท้ายด้วยการพัฒนาโครงการเพื่อนำกลับไปดำเนินการของตนเอง 

         มีการลงปฏิบัติการในพื้นที่จริงและจากของจริง โดยผมลงไปจัดเวทีชุมชนและทำ Participatory S&SME (Strengthening and Sustainability Monitoring and Evaluation) ที่สหกรณ์ชุมชนทำสวนกล้วยไม้ ซึ่งเป็นรูปแบบ CSR หรือ Coporate Social Responsibilty หรือรูปแบบกิจการที่เป็นการดูแลภาคสาธารณะขององค์กรธุรกิจเอกชนซึ่งใส่ใจและมีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยสหกรณ์ดังกล่าว  มีห้างสรรพสินค้าของเมืองดาเวา ให้การสนับสนุน ถ่ายทอดทักษะการจัดการและรับผลผลิตของชุมชนไปจำหน่ายให้ 

          ผมและทีมสนใจมาก  ดังนั้น เพื่อทำงานจริงๆและเรียนรู้ปัจจัยการบริหารจัดการที่สำคัญๆไปด้วย  เลยพัฒนาเครื่องมือจากชุมชนเพื่อเรียนรู้ขึ้นจากของจริงให้มาก พร้อมกับออกแบบกระบวนการเพิ่มมิติการ Empowerment ลงไปด้วย เสร็จแล้วก็จัดเวทีวิเคราะห์เป็นชุมชนแล้วนำกลับไปนำเสนอ ซึ่งก็สามารถพัฒนาให้เป็นวิธีเรียนรู้เป็นกลุ่มก้อนได้ด้วยเช่นกัน

          เวิร์คช็อปดังกล่าวใช้เวลา  5  สัปดาห์ กลุ่มคนไทย 5 คนที่ไปร่วมนั้น นอกจากผมแล้ว  ก็มาจากสมาคมพัฒนาคุณภาพประชากรและชุมชน (PDA) / สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล / และศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานภาคใต้ นครศรีธรรมราช ทั้งหมดล้วนเป็นนักวิจัยมือใหม่และเป็นคนรุ่นใหม่  มีประสบการณ์ในการทำงานชุมชนมาก

         ที่พลังการเรียนรู้และสร้างความรู้เป็นกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือ  ระหว่างการเรียนรู้และทำงานภายใต้กระบวนการของเวิร์คช็อปนั้น ทุกคนสนใจมาก แต่กลุ่มคนไทยนั้นทั้งยิ่งสนใจและขวนขวายที่จะเรียนรู้ในทุกเรื่อง ทว่า พวกเราเสียเปรียบที่จะแสดงออกและอภิปรายกับเพื่อนๆผู้ร่วมเวิร์คช็อปจากประเทศอื่น แต่เนื้อหาและกิจกรรมต่างๆนั้นดีมาก จะทำอย่างไรกันดี...ประเด็นนี้เลยเป็นโจทย์การวิจัยเป็นกลุ่มเรียนรู้ของพวกเราในลำดับต่อมา

          ผมรีบเสนอและจัดการให้ทีมคนไทยทั้ง 5 คน ประชุมและออกแบบวิธีเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบฉับพลัน โดยพัฒนากรอบที่จะช่วยกันดูทั้งในภาพรวม และประเด็นจำเพาะที่แต่ละคนจะช่วยดู เสร็จแล้วก็รวบรวมวิธีเก็บข้อมูลและรวบรวมเนื้อหาสาระต่างๆไปด้วย...........

  • วิเคราะห์กระบวนการทั้งหมดว่าจะมีกี่ด้านที่สำคัญต่อการสกัดเป็นบทเรียน นำกลับไปทำงานเมื่อกลับประเทศ
  • แต่ละคนเลือกเป็นเจ้าของหัวข้อนั้นตลอดระยะเวลาอบรม
  • พัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูลที่ต้องทำเหมือนกันชุดหนึ่ง แต่ละคนพัฒนาให้ยืดหยุ่นอีกส่วนหนึ่งสำหรับทำงานให้ยืดหยุ่นกับตนเอง  ปรับปรุงรระเบียบวิธี เครื่องมือ และวิธีการต่างๆ  ช่วยกันเป็นรายวันทุกเย็นหลังเลิกอบรม
  • เมื่อพบปะกลุ่ม ทุกคนนำเสนอผลการเรียนรู้ของตนเอง  แล้วถกอภิปรายกันทุกมิติ ก่อนที่จะสรุปเป็นบทเรียนและสร้างองค์ความรู้ขึ้นรายวัน 
  • รวมความรู้เป็นของกลุ่มส่วนหนึ่งและส่วนหนึ่งสรุปเป็นของใครของมัน    
  • แต่ละสัปดาห์ มีคนอาสาหมุนเวียนย่อยความรู้และตั้งประเด็นที่ควรเห็นความสำคัญ  พากลุ่มได้เรียนรู้และสรุปบทเรียนเป็นรายวัน
  • ผมเก็บข้อมูลเชิงกระบวนการซ้อนเข้าไปอีกชั้นแล้วทำเป็นรายงานให้กับกลุ่ม  โดยมีผลงานและภาพถ่ายกิจกรรมของกลุ่มซึ่งผมถนัดเป็นช่างถ่ายรูปด้วย เป็นการรวบรวมความรู้ให้กับกลุ่มอย่างรอบด้าน

          ตอนเย็นของทุกวันตลอดระยะเวลาของการอบรมและเวิร์คช็อป  หลังจากกลุ่มผู้อบรมประเทศอื่นๆ แยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น  พวกเรากลุ่มคนไทย  ก็กลับมารวมกลุ่มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้  สรุปและประมวลความรู้ช่วยกันเป็นรายวัน  ครอบคลุมไปจนถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวกทางวิชาการและการบริหารจัดการ ซึงเป็นมืออาชีพมาก

           พอถึงสัปดาห์สุดท้าย  ผลของการเรียนรู้เป็นกลุ่มดังกล่าว ก็ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งตนเองและส่งผลดีไปถึงกลุ่มเพื่อนนานาชาติ ที่ได้รับความชื่นชมจากคณะผู้จัดมาก คือ..................

  • กลุ่มผู้เข้าอบรมจากไทย  เป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนแบ่งปันได้อย่างมากมาย ผู้จัดชื่นชมและมีกำลังใจมาก  เพราะส่วนใหญ่มักพบว่าคนไทยจะขี้อายและไม่ค่อยกล้าแสดงออกในการมีส่วนร่วม
  • กลุ่มผู้เข้าอบรมคนไทย ติดตามเรียนรู้อย่างเข้าใจจนสามารถพัฒนาวิธีคิด  พัฒนาเครื่องมือ และออกแบบกระบวนการลงไปเรียนรู้กับชุมชน พร้อมกับสามารถร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มผู้เข้าอบรมจากประเทศอื่นได้ พลิกสถานการณ์จากการต้องคอยแต่ตามดูเอาจากคนอื่นเขา ไปสู่การช่วยกันดูแลคนอื่นได้ แบ่งปันและนำการเรียนรู้ให้กับคนอื่นในสิ่งที่เราทำได้
  • ก่อนกลับประเทศไทย  พวกเราพากันสังเคราะห์และประมวลบทเรียน  ให้ความรู้และประสบการณ์ทั้งหลาย ทั้ง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge บูรณาการเข้าไปเป็นความรู้และประสบการณ์จำเพาะตนของทุกคนอีกครั้ง
  • ได้บทเรียนและความรู้จากประสบการณ์ขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่หลอมรวมมาจากกลุ่ม พอกลับประเทศ  ก็รวบรวมเป็นเล่มและทำแจกจ่ายกันเอง  รวมทั้งมอบให้แหล่งสนับสนุนและห้องสมุดในหน่วยงาน
  • เมื่อกลับสู่ประเทศไทย  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่สามารถจัดเวทีนำเสนอบทเรียน  และนำเอาความรู้ที่ช่วยกันสร้างขึ้นกลับไปทำงานของตนได้ตามอัตตภาพพอสมควร
  • เป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้สถาบันและองค์กรสนับสนุน มีนโยบายให้ผู้ไปศึกษาดูงาน ประชุมวิชาการ อบรม เวิร์คช็อป ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ  เมื่อกลับมาแล้ว  ให้จัดเวทีพูดคุยและนำเสนอบทเรียนของตนเอง  ถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่คนอื่นๆที่สนใจด้วย
  • ผมเองนั้น  ได้ทักษะมากในการทำ Rappid Assessment and Learning Practice ทั้งในงานเชิงพื้นที่ งานชุมชน และจากกิจกรรมทั่วๆไป ให้มีความหมายต่อการเรียนรู้ สร้างความรู้ และเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆไปด้วย เช่น การประชุม  การสัมมนา  กิจกรรมเวที  กิจกรรมชุมชน รวมทั้งการทำงานเชิงสังคม หรือทุกกิจกรรมของชีวิต สามารถออกแบบแนวคิดและเลือกเทคนิควิธีการให้ยืดหยุ่นไปตามเงื่อนไขจำเพาะได้อย่างไม่ต้องติดอยู่กับเครื่องไม้เครื่องมือและระเบียบวิธีที่ตายตัว

        พลังกลุ่มเพื่อแปรการปฏิบัติให้เป็นการเรียนรู้และสร้างความรู้อย่างทวีคูณ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ดีมากสำหรับสภาวการณ์ที่มีข้อจำกัดหลายอย่างแต่เราต้องการแก้ปัญหาโดยต้องได้ผลการดำเนินการภาคปฏิบัติไปด้วย  โดยมุ่งพึ่งตนเองก่อนและใช้ทุนมนุษย์หรือกลุ่มที่มี  เป็นจุดแข็งในการแปรสถานการณ์จำเพาะหน้าให้เป็นโอกาสที่ดีได้อยู่เสมอ.