หลังจากเหน็ดเหนื่อยมากับการเดินทางไปภาคใต้สุดชายแดนในสยาม สะบักสบอมพอสมควร ลงเครื่องที่ดอนเมืองช่วงเย็นเมื่อวันก่อนฝนตกหนัก กรุงเทพน้ำเจิ่งนองไปทั่ว ไม่รู้สิครับ บรรยากาศแบบนี้ดูเหงาๆ ใครบางคนบอกว่าบรรยากาศแบบนี้คิดถึงใครบางคนที่เขาอยู่ไกลออกไป...ผมคิดว่าบรรยากาศมีผลต่ออารมณ์ของเรามาก หากเรายังไม่รู้สึกเข้มแข็งพอ

 

แต่ผมรู้สึกอย่างเดียวคือ เหนื่อยจัง ครับ...6 วันที่เดินทางไปใต้กับภารกิจที่ถูกกำหนดเงื่อนไขด้วยเวลา ไปทำงาน ถึงจะเหมือนเที่ยวแต่ก็จัดโปรแกรมเวลาไว้ ปกติเวลาไปเที่ยวผมมักจะไม่ได้สนใจเรื่องเวลามากนัก ให้มีข้อจำกัดที่น้อยที่สุด

 

เรียก Taxi สีเขียวเหลืองจากข้างๆ ท่าอากาศยานดอนเมือง หวังเพียงเพื่อเลี่ยงค่าธรรมเนียม 50 บาท ดูเหมือนจะไม่คุ้มเอาเสียเลย เพราะกว่าจะได้รถก็ใช้เวลาร่วมเกือบครึ่งชั่วโมง พอถึงที่พักหลับสนิทตลอดคืน อากาศเย็นสบายมากสำหรับช่วงฝนตกชุ่มฉ่ำ

 

ตื่นแต่เช้า นอนเต็มที่กำลังวังชากลับมาเกินร้อยเช่นเดิม มีนัดกับ เพื่อนดิเรก วันนี้กะว่าจะไปพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ไปดูหนังดีๆสักเรื่องหรือไม่ก็จิบกาแฟ คุยกันสบายๆ 

 

กาแฟลาเต้ที่พร่องแก้ว หมายถึงว่าเราต้องย้ายที่นั่งคุยกันแล้ว สถานที่ที่เราตั้งใจไปพักผ่อนก็น่าจะเป็นสวนสาธารณะ ที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "ปอด"ของคนเมืองกรุงเค้าละครับ  วันนี้โอกาสดีมากที่ไกด์วิศวกรหนุ่มเพื่อนของผมพาชมสวนตั้งสามสวน เริ่มจาก สวนจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ และสวนรถไฟ 

 

   
 

สวนรถไฟเป็นชื่อเล่นของ "สวนวชิรเบญจทัศ"  หากบอกชื่อเต็มๆแบบนี้หลายคนคงไม่คุ้นใช่มั้ยละครับ  เรื่องราวของสวนรถไฟใครรู้บ้างครับ...

เริ่มจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2534 และวันที่ 29 มกราคม 2534 สมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้จัดสร้างสวนสาธารณะบนพื้นที่ "สนามกอลฟ์รถไฟ" ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ส่วนแรก 140 ไร่ให้สร้างเป็นสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ส่วนที่เหลือ 375 ไร่ กรุงเทพมหา-นครรับมอบที่ดินจากกระทรวงคมนาคม เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2541และจ่ายค่าชดเชยให้การรถไฟ ฯ จำนวน 555 ล้านบาท และเริ่มเข้าปรับปรุงพื้นที่สนามกอลฟ์เดิมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2542 ต่อมา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนมายุครบ50 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2545 กรุงเทพมหานครได้ขอพระราชทานชื่อให้กับสวนรถไฟ ซึ่งได้ทรงพระราชทานนามใหม่ให้ว่า "สวนวชิรเบญจทัศ"

 
 

ผมชื่นชอบเส้นทางที่ลัดเลาะตามพุ่มไม้สีเขียวสด ระยะทางที่คดเคี้ยวรอบๆสวนทั้งรอบใหญ่รอบเล็ก มีกิจกรรมระหว่างทางที่น่าสนใจ สวนสาธารณะแห่งนี้ถูกสร้างในแนวคิด" สวนแห่งครอบครัว " ที่ตระเตรียมกิจกรรมหลากหลายไว้ดึงดูดความสนใจของสมาชิกทุกวัยในครอบครัว แทรกอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่เปิดโล่งให้ความรู้สึกอิสระ มีเนินหญ้าสลับกับพื้นราบกว้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานสำหรับสวนสาธารณะครบครัน และเป็น "สวนสาธารณะในฝันของนักปั่นจักรยานเสือภูเขา" ด้วยเส้นทางจักรยานวิบาก ยาว 3,020 เมตร ลัดเลาะดงไม้ ไต่เนินไปรอบนอกสวน หรือจะเลือกเดินชมธรรมชาติ วิ่งออกกำลังก็ทำได้ในเส้นทางใหญ่ พร้อมไปกับกิจกรรมศึกษาธรรมชาติจากประสบการณ์ตรงในห้องเรียนกลางแจ้ง นั่นคือ ความโดดเด่นที่สุดของสวนวชิรเบญจทัศคงในนาม"อุทยานการเรียนรู้จตุจักร"

 

 
 

ดิเรกพาผมไปเช่าจักรยาน เพื่อปั่นเล่นๆ ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ 20 บาท ต่อคัน ไม่จำกัดชั่วโมง อากาศที่กำลังเย็นสบายของวันพักผ่อน ทำให้การปั่นจักรยานเราสนุกสนาน ไม่ร้อน ...ผ่อนคลายดีจัง  แวะซื้อขนม น้ำให้พร้อมสรรพ์ เมื่อเสบียงพร้อมเราก็ลุย ปั่นไป คุยกันไป สุขใดเสมอเหมือน...แว่บหนึ่งทำให้ผมคิดถึงวัยเด็กที่ผมเองก็ปั่นจักรยานเป็นภารกิจหนึ่งของชีวิตและวันเวลาช่วงนั้น  เราเหมือนกับไปเป็นเด็กอีกครา

 

เหนื่อยก็นั่งพัก จอดจักรยานไว้ทานขนม เติมพลัง วันนี้มีดนตรีในสวนด้วย แต่โชคไม่ค่อยอำนวย ฝนร่ำๆจะตก  โอกาสที่ดี วันนี้มีดนตรีในสวนแต่ฝนดันมาทักทายเสียก่อน แอบหนีขึ้นรถไฟฟ้าไปกินสุกี้ร้อนๆดีกว่า

ผมถ่ายรูปภายใต้แสงน้อยๆ อาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่อยากให้ชม

นี่หละครับ...บรรยากาศสบายๆในวันพักผ่อนของผม มีโอกาสไปพักผ่อนกันได้ครับ

บันทึกต่อไป จะพาไปเที่ยวเยี่ยมชม บ้าน ดร.ยุวนุช (คุณนายด้อกเตอร์)ที่อยุธยากันครับ