อีกหนึ่ง lecture series ที่ทางมหาวิทยาลัย UBC จัดมาให้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าเข้าฟัง 

Prof. Robert หรือ Bob Thurman เป็น

  • อาจารย์อยู่ภาควิชาศาสนา มหาวิทยาลัย Columbia
  • เป็นนักวิชาการชั้นนำที่เผยแผ่ศาสนาพุทธในอเมริกา
  • เป็นคนอเมริกันคนแรกที่เคยคนขาวคนแรกที่ได้บวชเป็นพระธิเบต
  • เป็นศิษย์และเพื่อนสนิทของดาไล ลามะองค์ปัจจุบัน
  • เป็นคนที่ TIME magazines ยกให้เป็น 25 most influential Americans in 1997
  • เป็นพ่อของนักแสดงหญิง Uma Thurman

        http://dalailamamatters.com/bobandhhdl.jpg

       [http://bobthurman.com]

วันนี้มาพูดในหัวข้อ "Buddhism as a Civilization Matrix and the Current Global Crisis"

http://gotoknow.org/file/matana_gotoknow/Thurman_at_ubc.png

 ท่านให้คำนิยามของคำว่าคนศิวิไลซ์ (อารยชน) คือคนที่

  •      มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathetic)
  •      มีความรู้สึกพอ (content)
  •      มีความสามารถที่จะมองความสุขอย่าง critical คือไม่หลงไปกับความสุข

และสิ่งที่จะทำให้คนศิวิไลซ์คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า

แต่ในยุคนี้เราความควรเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบของระบบการศึกษา (system of education) ที่เข้าได้กับคนทุกศาสนา ไม่ควรไปเผยแผ่ในรูปแบบของ"ศาสนา"พุทธ

สรุปประเด็นสำคัญๆอื่นๆได้ประมาณว่า

  • การที่สรรพสิ่งเป็นไปอย่างนี้ ถ้าเราไม่พอใจ แล้วคิดว่าตายแล้วจะพ้น คือการมองที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ แต่ถ้ามองว่า ก็นี่และสรรพสิ่งมันก็เป็นไปแบบนี้ ไม่ต้องหนีไปไหนหรอกแต่เราพ้นทุกข์ได้ทั้งๆที่อยู่ในโลกนี้แหละถ้ามองให้ถูก ปฎิบัติให้ถูก มองว่าก็ที่มันเป็นอยู่อย่างนี่แหละไม่เลวร้ายซักหน่อย เป็นอยู่อย่างนี้แหละมีความสุขได้ (reality is bliss) ไม่ต้องหนีไปไหน
  • นีี่แหละคือสิ่งที่ศายมุนี"เห็น" แต่ว่าสอนแค่นี้เข้าใจยาก ท่านก็สอนว่า ทุกข์หน่ะมันมีเหตุเพราะอะไร เราพ้นทุกข์ได้นะ มีทางออก
  • คนตะวันตกที่มักจะคิดว่าศาสนาพุทธมองโลกในแง่ร้ายเพราะไปเน้นแต่อริยสัจข้อแรกว่าชีวิตนี้ทุกข์ แต่ไม่ศึกษาต่อข้อสามว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าเราพ้นทุกข์ได้
  • Buddhism is realism
  • you think you are real, I think I am real, people in this room are real
  • แต่ที่สำคัญคือคุณมอง reality นี้อย่างไร
  • ทุกข์เกิดจากการมองที่ผิด คือมองว่า ฉันอยู่นี่ หัวใจฉันเต้นตุ๊บๆอยู่นี่ ฉันสำคัญ ฉันชอบไม่ชอบไอ้โน่นไอ้นี่ ฉันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
  • มองแบบพุทธคือมองว่า หัวใจฉันเต้นตุ๊บๆอยู่นี่ แต่คนอื่นที่นั่งในห้องนี้เค้าก็มีหัวใจเต้นตุ๊บๆอยู่เหมือนกัน เค้าก็สำคัญเหมือนกัน เมื่อใดที่คุณเห็นอย่างนั้น เห็นว่าเราเชื่อมโยงต่อกับคนอื่นสิ่งอื่นได้ คุณก็จะลด ความเป็นตัวคุณเดี่ยวๆแต่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า (oneness
  • การที่คุณเป็นอย่างนี้ก็เพราะการกระทำ (action) ของคุณ ... ทุกครั้งที่คุณ act ไอ้ action นั้นมี consequence ต่อสิ่งรอบตัวคุณ และในขณะเดียวกันมันก็มีผล transform ตัวคุณเองด้วย
  • ความก้าวร้าว ความรุนแรง และ militarism เป็นปัญหาทำให้คนไม่ศิวิไลซ์
  • เราตอบโต้ได้ด้วยความไม่รุนแรง เอาจริง แต่ไม่รุนแรง
  • ถ้ารุนแรงแล้วคู่ต่อสู้อ้างได้ เค้าเลยรุนแรงกลับได้
  • ถ้าไม่รุนแรงเค้าไม่มีข้ออ้าง
  • ในเหตุการณ์ที่ธิเบต อย่างหมดหวัง ให้มีความหวังไว้ สู้อย่างไม่รุนแรง (non-violence) ไว้ แค่ในใจก็เจริญสติ ให้ใจอยู่ในความสงบใสสว่างพร้อมสู้ ถึงเค้าจะฆ่าเราตาย เราก็ตายอย่างพร้อมและมีความสุข ขอให้สู้แบบนี้
  • Prof. Thurman เขียนหนังสือเล่มใหม่ เป็น scenario building ว่าจีนแก้ปัญหาความยุ่งเหยิงนี้ได้ แทนที่จะทำแบบนี้ต่อไป ให้มาเป็นมิตรกับดาไลลามะซะ ปกครองธิเบตแบบฮ่องกงก็ได้ เอาคนจีนที่ส่งไปคุมที่ธิเบตกลับซะเพราะจะได้ประหยัดงบ คนพวกนั้นไม่ได้อยากอยู่ในที่สูงๆร่างกายเราเกิดมาผิดกัน คนธิเบตมี Nitric Oxide ในเลืิอดสูง เป็น evolution มาหลายชั่วอายุคน ถ้าจีนปล่อยให้คนธิเบตดูแลการท่องเที่ยวซะ มีการจัด meditation retreat มีการแสดงพื้นเมือง เงินก็ไหลเข้าประเทศ ดาไลลามะก็เดินทางไปได้ทั่วเมืองจีน สอนคนได้อีก มีข้อดีมากมาย Hu Jintao เองจะได้ nobel peace prize ซะด้วยซ้้ำถ้าทำแบบนี้ จะฝืนไปทำไม่ ทำมากี่สิบปีแล้ว 

สรุปวันนี้ท่านพูดเรื่องเดิมๆที่รู้แล้ว ทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งธรรมะ แต่ท่านเป็นคนพูดเก่ง เล่าเรื่องสนุก ฟังไม่เบื่อ ส่วนนึงที่ทำให้คนหัวเราะคือท่านบ่นและประชดเรื่องการเมืองโดยเฉพาะการเมือง republican อเมริกัน ซึ่งคนที่ liberal หรืออยู่ข้าง democrat  ก็จะชอบ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามัน Cliche ไปหน่อย  โดยรวมชอบ lecture นี้แต่ไม่ได้ประทับใจหรือมีแรงบันดาลใจอะไรล้นหลาม และรู้สึกว่าท่านบ่นประชดประชันได้สนุกดีแต่ไม่ compassionate ฟังแล้วไม่ได้  positive energy เหมือนกับเวลาไปฟังท่านดาไลลามะ ท่าน Desmond Tutu หรือ Prof. Yunus