แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันแรกของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : ตักบาตรพระธุดงค์


ธมฺมกาโม ภวํ โหติ = ผู้ฝักใฝ่ธรรมเป็นผู้เจริญ

            เมื่อมหาวิทยาลัยมีคำสั่งประกาศหยุดพักผ่อนประจำปีให้ เราก็กำหนดวันที่แน่นอนไปวัดกัน หลังจากที่เราได้ศึกษาข้อมูลของวัดป่าเจริญราช  http://www.veeranon.com/  แล้ว  เราก็นัดกันว่า เช้าวันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551 เราจะไปเจอกับนุ้ยที่วัดตอนเช้าก่อน 8 โมง เพราะหลวงพ่อเพิ่งกลับจากธุดงค์ถึงวัดในเช้าวันนั้น  นุ้ยอยากให้เราได้ใส่บาตรหลวงพ่อ  เราก็อยากใส่บาตรเหมือนกัน  (หลวงพ่อจะออกธุดงค์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ประมาณ 2 เดือน) เราก็ซื้อของเตรียมใส่บาตรไปด้วย

วัดป่าเจริญราช ( ศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน )

๑๒ / ๑๙ คลอง ๑๑ ( สายกลาง ) ต. บึงทองหลาง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี ๑๒๑๕๐

โทรศัพท์ ๐๒ - ๙๙๕ - ๒๑๑๒ และ หมายเลขโทรสาร ๐๒ - ๙๙๕ - ๒๔๗๗

 

            พอถึงวันนัด เรา คุณต้น น้องพริม ตื่นเตรียมตัวกันตั้งแต่ตี 4  เราใส่ชุดขาว นุ่งผ้าถุงไปเลย แต่ยังไม่ใส่สไบ (แบบว่าเตรียมตัวบวชเต็มที่) นัดน้องพรไว้ตี 5 หน้ามหาวิทยาลัย นั่ง TAXI กันไป แล้วเราก็จะไปเจอพี่สวย (นามสมมติ) ที่คอนโด เพราะเราอยากให้พี่เค้าได้บุญด้วยเราจึงชวนเค้าไป พี่สวยเป็นคนขับรถพาเราไปวัด มีทางเข้าวัดอยู่ 2 ทาง คือ ทางถนนรังสิต องค์รักษ์ กับ ถนนลำลูกกา เราถนัดทางรังสิต เราก็เลยไปทางนั้น ซึ่งอ้อมกว่าทางลำลูกกาเยอะ ดูจากแผนที่และลักษณะที่นุ้ยบอก เราต้องยูเทริน์หน้าวัดสระบัว แล้วหาสะพานข้ามคลองที่เขียนป้ายร้านสเต๊กจริงๆไว้ (ต้องตั้งใจมองมาก) ถึงจะข้ามเข้ามาได้และเจอป้ายวัดป่าฯ แล้วก็ขับรถเข้ามาอีก 6 กิโลกว่า หาร้านสเต็กจริงๆ ให้เจอก็จะเจอทางเข้าวัดที่อยู่ตรงข้ามร้านสเต็กพอดีค่ะ (หายากไหมค่ะ)

 

            เข้าไปถึงวัด เราก็โทรหานุ้ย สภาพของวัดก็ดูเป็นวัดเล็กๆนะ ตอนแรกเรานึกว่าวัดป่าจะต้องมีต้นไม้เยอะๆแบบป่าเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่ป่าขนาดนั้น เพราะเป็นวัดที่มาจากสำนักสงฆ์ เพิ่งจะตั้งเป็นวัดได้ไม่กี่ปี แต่ก็ดูดี ดูสบาย ถึงแม้จะมีการก่อสร้างอยู่ก็ตาม เราเห็นญาติโยมทั้งหลายก็ตั้งแถวรอใส่บาตรหลวงพ่อแล้ว เราก็รีบไปต่อแถวใส่บาตรกัน มีข้าวเปล่าอยู่ 1 จาน เพราะไม่ได้เตรียมของมาก ไม่รู้ว่าเค้าทำยังไงกัน ดังนั้น เวลาใส่บาตรเราก็แตะตัวกันแทนที่จะใส่ทุกคน  ได้เห็นหลวงพ่อใกล้ๆ ชัดๆ ดูๆแล้วท่านก็เป็นพระที่น่าเคารพเลื่อมใสนะ แต่ก็ดูเป็นพระที่ธรรมดาทั่วไป  แล้วทำไม ลูกศิษย์ลูกหาถึงได้เยอะแยะมากมายกันขนาดนี้ ทำให้เราก็สงสัยว่า ท่านมีอะไรดีน๊า... ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่

            ตักบาตรเสร็จ เราก็ขึ้นไปบนศาลาวัดกัน  มีพิธีถวายข้าวพระพุทธ พระสงฆ์  ถวายสังฆทาน  พอพระสงฆ์ทั้งหลายถือบาตรไปตักอาหารบนโต๊ะกลับไปนั่งที่เสร็จแล้ว ท่านก็สวดอนุโมทนาและให้พรญาติ โยมทั้งหลาย  แล้วหลวงพ่อก็ให้ไปตักอาหารรับประทานกัน พอทานกันเสร็จท่านก็เทศน์ เล่าเรื่องที่ไปธุดงค์ให้ฟังคร่าวๆ แล้วลูกศิษย์ท่านก็นำของฝากที่ท่านนำกลับมาประมูลเพื่อหารายได้เข้าวัด เนื่องจากวัดกำลังต้องการสร้างโรงอุโบสถเฉลิมพระชนมพรรษา สถาปัตยกรรมแบบโบราณ  เราก็รู้สึกแปลกๆ นะ ทำไมทำวัดให้กลายเป็นตลาดประมูลสินค้า ถึงแม้ว่าจะดี ที่ได้เงินมาทำบุญสร้างอุโบสถ แต่ความรู้สึกเรากับคนอื่นๆก็ว่าไม่ค่อยดีนะ เหมือนเป็นธุรกิจการค้ามากไป  มีการตั้งราคาสูงๆ เราว่าหลวงพ่อหรือพระรูปอื่นท่านก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นเชิงธุรกิจแบบนี้  แต่พวกลูกศิษย์ท่านน่ะ  บางทีทำอะไร ไม่ค่อยจะคิดกันเลย มันไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ ไม่น่าเลย

            นุ้ยโทรมาให้ลงพวกเรามาหาที่ศาลายาว เพราะเค้ากำลังถวายเพลให้กับพระที่อยู่วัด ที่ไม่ได้ไปธุดงค์ นุ้ยก็จะให้ไปกราบหลวงปู่ด้วย แต่เราลงมาท่านฉันแล้ว เราก็เลยไม่ได้เข้าไปใกล้ๆท่าน คิดว่าไม่เป็นไรเพราะเราอยู่ที่นี่อีกหลายวัน  พี่สวยมีธุระอยากกลับบ้านแล้ว คุณต้นกับน้องพริมก็เลยต้องกลับไปด้วย ก็เหลือเรากะพร กะนุ้ย พอพระท่านฉันเสร็จ นุ้ยก็ไปหากุญแจกุฏิก่อน เพื่อที่พวกเราจะได้เอากระเป๋าไปเก็บกัน หายไปสักพักก็มาตามเรากะพรไป ตอนที่เรากำลังเดินไปที่กุฏิ เราเจอหลวงพ่อกลางทาง นุ้ยก็แนะนำเรากับหลวงพ่อว่าเราเป็นเพื่อนจะมาปฏิบัติธรรมที่นี่ เราถือของมาพะรุงพะรังก็รีบปล่อยของเลย รีบยกมือไหว้ท่าน หลวงพ่อมองหน้าเรา ท่านก็พยักหน้ารับรู้ พวกเราก็เดินไป

            ก่อนจะบวชที่นี่  ต้องเขียนใบสมัครก่อนนะคะ  บอกข้อมูลส่วนตัว ความคาดหวัง วัตถุประสงค์ที่ต้องการบวช จำนวนวันที่บวช แล้วถือไว้ก่อน เวลาบวชก็ส่งให้พระอาจารย์ที่ทำหน้าที่บวชให้ ตอนแรกนุ้ยได้กุฏิเบอร์ 7 พวกเราก็ไปดูกัน ปรากฏว่าเล็กมากนอน 3 ไม่ได้ แม่ชี (แม่ชีจี๊ด) เห็นนุ้ยก็บอกว่าให้ไปขอกุญแจกุฏิเบอร์ 4 จะได้อยู่กันได้สบาย เพราะใหญ่กว่าและยังว่างอยู่ นุ้ยก็เลยไปขอเปลี่ยนได้ด้วย (ตอนหลังเราก็รู้กันว่าการขอกุญแจกุฏินั้น ยากแสนยาก ปกติคนทั่วไปต้องไปนอนที่คอนโด ดีนะที่คนถือกุญแจรู้จักและเคารพนุ้ย ก็เลยได้กุญแจมา)  เราก็เลยได้อยู่กุฏิริมน้ำ แบบนอน 3 คนได้อย่างสบายๆ  อยู่ติดกับกุฏิแม่ชี พวกเราทำความสะอาดกุฏิกันก่อน แล้วอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมตัวบวชตอนบ่ายโมง แล้วแม่ชีก็บอกว่า กุฏินี้อ.นัทเค้าอยู่ เวลาเค้ามาปฏิบัติธรรมที่นี่ ตั้งแต่เค้าไปก็ไม่มีใครมาอยู่เลย  เรากับนุ้ยก็มองหน้ากันเลย ไม่กล้าพูดไร รีบเก็บกวาดเช็ดถูกันต่อ ไม่อยากจะบอกเลยค่ะว่าในใจน่ะ เกิดความรูสึกกลัวแล้วก็หวาดเสียวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ทำใจสู้เสือไว้ เราถามแม่ชีว่า ทำไมละคะ  แม่ชีก็บอกว่าแม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เค้าไม่เปิดให้ใครมาอยู่เลย  (ฮ่าๆๆ หนาววาบเลยเรา)

            อ.นัท เป็นอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย อาจารย์เป็นคนแนะนำอ.นุ้ยกับอ.เบิร์ดให้มารู้จักที่นี่ ประวัติคร่าวๆของอาจารย์นัทที่นุ้ยเล่าให้ฟัง คือ อาจารย์เค้าป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หมอตรวจแล้วไม่รักษาให้ เพราะเป็นหนักแล้ว ไม่รอดแน่ อาจารย์เค้าก็เลยมาอยู่ปฏิบัติธรรมที่นี่ ให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ กินยาสมุนไพร ก็อยู่ต่อมาได้อีก  6 – 7 ปี ที่เสียไปนี่ก็เพราะว่าอาจารย์เค้าขับรถดีๆก็มีรถมาชนเค้า ตัวเค้าอัดกระแทกพวงมาลัย เซลมะเร็งก็เลยกระจายไปทั้งตัวอย่างรวดเร็ว แล้วเค้าก็ไม่ได้มาให้หลวงพ่อรักษา ก็เลยไปแล้ว เสียไปเมื่อช่วงต้นปีนะ ถ้าเราจำไม่ผิด

            อืม..แสดงว่าหลวงพ่อก็รักษาโรคได้สิ เอ๊ะ..ก็ไม่ธรรมดาสิเนี่ย

            พอถึงเวลา พวกเราก็เดินไปที่ศาลายาวกัน วันนี้มีคนมาทำบุญเยอะก็เลยวุ่นวายหน่อย และเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ด้วย ก็มีคนมาบวชกันเยอะ พวกเราต่อคิวขอบวช ถือดอกไม้ ธูป เทียนและใบสมัครใส่พานให้ท่าน เราตั้งใจไว้ว่าจะบวช 7 วัน นุ้ยตั้งใจบวช 5 วัน พรตั้งใจบวชแค่ 3 วัน เมื่อบวชเสร็จแล้วพระอาจารย์สงกรานต์ท่านก็สอนวิธีนั่งสมาธิ แบบพองหนอ ยุบหนอ และวิธีเดินจงกรม พอทำกันได้แล้วพวกเราก็แยกย้ายไปหาอาสนะมานั่งแล้วก็ปฏิบัติกัน  เราเคยฝึกโยคะสมาธิมา ก็เลยพองหนอ ยุบหนอได้ ชัดเจน แต่ยังไม่ค่อยสงบใจเท่าไร เพราะยังฟุ้งซ่านอยู่ ประกอบกับเมื่อเช้าเราตื่นเช้ามากก็เลยง่วง ปฏิบัติจนหลับแล้วหลับอีก ขนาดเดินจงกรมยังเดินหลับได้เลย ก็พยายามอดทนเอา พอถึงเวลา 4 โมงเย็นก็เลิก พระอาจารย์ท่านก็นำสวดมนต์ แผ่เมตตา กรวดน้ำ แล้วพวกเราก็กลับมาพักผ่อนที่กุฏิ อาบน้ำแต่งตัว ดื่มนมที่พวกเราเตรียมมา ที่วัดไม่มีน้ำปาะนะเตรียมไว้ให้ค่ะ นุ้ยบอกว่าแม่ครัวทำน้ำปานะไม่เป็น เราต้องเตรียมมาเอง (กระติกน้ำร้อนที่ศาลาปฏิบัติธรรมก็ไม่มี ใครจะชงชา กาแฟกินคงลำบากหน่อย แต่ถ้าจะเอาน้ำร้อนก็ได้นะ  ต้องเข้าไปเอาในครัว) นุ้ยเอานมโอวัลตินมาเราก็เลยกินกับนุ้ยก็อร่อยดีนะ(ของเรานมยี่ห้อนี้ไม่อร่อยเลย แต่พรเค้าชอบน่ะ  เราเลยเอาของเราให้พร) เสร็จแล้วพวกเราก็อาบน้ำ (อากาศร้อนอบอ้าวมาก) เตรียมตัวทำวัตรเย็นตอน 5  โมงเย็น

            พอถึงเวลาเราก็เดินไปศาลายาวกัน มีคนมาปฏิบัติธรรมประมาณเกือบ 30 คน เราก็ไปหยิบอาสนะกับหนังสือสวดมนต์กัน ที่โต๊ะวางอาหารก็มีคนนำนมกล่องที่เค้าเอามาถวายพระแล้ว มาจัดไว้ให้พวกแม่ชีอย่างพวกเราได้ดื่มนมแก้หิวกัน(ใครอยากทานก็ทาน) ถึงเวลาพระท่านก็ลงมานำสวดมนต์ สวดกันยาวมาก สวดมนต์แปลด้วย เราก็พยายามสวดเสียงดัง  เพราะการสวดมนต์นี่นะ รู้ไหมว่าเสียงสวดมนต์นี่ช่วยรักษาโรคนะ อย่างที่หลวงพ่อจรัญท่านบอกไว้ว่า สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน เราก็กำลังทายาและกินยาไปด้วย  เพราะฉะนั้น ด้วยความตั้งใจจริงของเรา เราต้องได้อะไรดีๆกลับไปบ้านแน่ๆ

            พวกเราก็สวดมนต์ถึง 6 โมงครึ่ง แล้วก็ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันถึง 2 ทุ่มครึ่ง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หลับบ้าง ต่อสู้กับจิตใจอย่างมาก ยุงก็เยอะมาก ขนาดทายากันยุงแล้วนะ ตบก็ไม่ได้ เดี๋ยวผิดศีลข้อแรก จนหมดเวลาจึงแยกย้ายไปพักผ่อน เตรียมตัวนอนกัน เพราะต้องรีบตื่นตอนตี 3 ครึ่ง เราต้องไปทำวัตรเช้าตอนตี 4 แต่กว่าเราจะทำธุระส่วนตัวกันเสร็จกว่าจะได้นอนก็ 4 ทุ่มกว่าแล้ว ถึงแม้ว่าห้องน้ำจะอยู่ไม่ไกลนะ แต่เราก็ไม่อยากตื่นแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำหรอก จริงไหม พวกเรารู้สึกหิวแต่พวกเราก็อดทนก็ดื่มนมกันอีกคนละกล่อง คืนแรกเราก็นอนด้วยความรู้สึกกลัวเกรงอยู่เยอะ เพราะจิตเรามันฟุ้งซ่าน ชอบคิดไปเรื่อย สารพัดจะคิด มันก็เลยกลัว นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหรค่ะ  แบบว่ามันแปลกที่ด้วยน่ะ พรนอนตรงกลาง เรานอนริมติดประตูกุฏิ ซึ่งเราพยายามล็อคกุฏิก็ล็อคไม่ได้ ล็อคมันไม่ดี ก็พยายามนอนท่องง่วงหนอ หลับหนอ จนหลับไป

            ใจเย็นๆนะคะเพื่อนๆนี่ยังคืนแรกๆ เรายังมีอะไรสนุกๆ น่าตื่นเต้นจะเล่าให้ฟังมากกว่านี้ ต้องติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ  ยังมีอะไรดีๆ มาเล่าอีกเยอะค่ะ

 

หมายเลขบันทึก: 178786เขียนเมื่อ 26 เมษายน 2008 10:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 พฤษภาคม 2012 00:21 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

เคยได้ปฎิบัติมาเหมือนกันคับ

จำได้ว่าตอนเดินจงกรม ที่ก้างหนอ ย่างหนอ แต่สติเราไม่มีเดินไปเอียงๆไปจะล้มท่าเดียวเลยคับ

หุหุ ท่าทางน่าสนุกนะครับน้าแพร

ว่างๆๆก็ชวนโจ้ไปบ้างสิครับ

อยากหาเวลาไปนั้งสมาธิอย่างนี้มานานแล้วหละครับ

แต่ไม่มีคนพาไปเลย คุณแม่ก็อยากไปแต่ไม่ค่อยมีเวลาว่างกัน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี