ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการคุ้มครองแรงงานภายใต้กฎหมายไทยซึ่งจะมีการรับรองหรือยอมรับให้การคุ้มครองที่เป็นแรงงานลาวได้หรือไม่ เพียงใดดังต่อไปนี้
3.2.1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี พ.ศ.2540ที่ได้บัญญัติในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศเรื่อยมาถึงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ยอมรับความคิดในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลของบุคคล โดยปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์มาโดยตลอด ซึ่งการรับรองนั้นรวมถึงการรับรองสิทธิในการทำงาน ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ เพื่อการมีงานทำและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบันได้มีการรับรองการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในถานะที่เป็นมนุษย์ ดังที่ได้ปรากฏในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”[1] หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นคนไทยเท่านั้น ในการได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันในฐานะแห่งความเป็นมนุษย์แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่บุคคลย่อมเสมอภาคกันและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลของความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้[2] บุคคลทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวย่อมยกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามที่บทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นรากฐานแห่งสิทธิได้ และรัฐยังส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานและรวมทั้งให้การคุ้มตรองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ[3]
3.2.2.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง การใช้แรงงานทั่วไป การใช้แรงงานหญิง การใช้แรงงานเด็ก สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน การจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการทำงาน เพื่อให้ผู้ทำงานมีสุขภาพอนามัยดี มีความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย ค่าชดเชยการเลิกจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม[4]
จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541บทบัญญัติกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นมิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่เป็นการให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย นอกจากนั้นบุคคลที่ทำงานในประเทศไทยทุกคนยังได้รับการประกันสิทธิในการได้รับค่าจ้างในการทำงานในอัดตราขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใด[5] แม้ว่าจะเป็นคนลาวหลบหนีเข้าเมืองและทำงานโดยผิดกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวก็ตาม[6] ก็คงยังได้รับการประกันสิทธิในการได้รับค่าจ้างตอบแทนการทำงานในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นความไม่รู้ของคนลาวเองในการได้รับการประกันสิทธิในการได้รับค่าจ้างในการทำงานในอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายที่กำหนด หรือการเอาเปรียบของนายจ้างที่กำหนดหรือจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ด้วยเหตุของการที่คนลาวนั้นเป็นคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและทำงานอย่างผิดกฎหมาย จึงทำให้การประกันสิทธิดังกล่าว ยังไม่ได้รับการเคารพปฏิบัติอย่างถูกต้อง
[1]มาตรา 4 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[2]มาตรา 30 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[3]มาตรา 43 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[4]ชลิดา โตสิตระกูล,อ้างแล้ว.
[5] มาตรา 89 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 บัญญัติไว้ว่า “ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามมาตรา 88ให้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างนั้นจะมีสัญชาติ ศาสนาหรือเพศใด”
[6]เกษมสันต์ วิลาวรรณ, คำอธิบายกฎหมายแรงงาน, กรุงเทพมหานคร: วิญญชน,2542.