ความสุขนั้นสามารถเกิดขึ้นได้นับตั้งแต่เมื่อเราได้เริ่มคิดที่จะให้ ยิ่งให้ยิ่งได้รับ “เริ่มให้เริ่มได้รับ...”
เมื่อเรา ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สังคม ประเทศ “คิดที่จะให้” บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พ่อ แม่ ลูก พนักงาน บุคลากร ผู้ร่วมงานทุก ๆ คน ก็เริ่มต้นได้รับความสุข
ความสุขจะเกิดขึ้นนับตั้งแต่ลมหายใจแรกที่รู้ และจะอยู่เคียงคู่กับบุคคลนั้น จิตใจดวงนั้นตลอดไป
คนทุกคนมีจิตใจ ทุกจิตใจเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน
คนสุข ครอบครัวสุข ครอบครัวสุขคนแวดล้อมสุข สุขที่แท้นั้นเกิดขึ้นจากภายใน สุขแท้ที่เกิดขึ้นจากภายในจะสามารถผ่องถ่ายส่องออกจากใจผ่านดวงตาและประสาใจให้แก่เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และทุก ๆ คนได้ไซร้อย่างใสจริง
ดัชนีชี้วัดมวลรวมความสุข (Index of Gross Domestic Happiness : IGDH) จะสามารถเกิดได้ในทุก ๆ กิจกรรมที่แต่ละคนได้สัมผัส (Moment of Truth : MOT) ซึ่งแต่ละคนก็จะสามารถคิดรวบรวมเพื่อการประมวลผลไว้ใน สมุดสั่งสมความดี (Goodness Bank Account : GBA) เก็บสั่งสมความดีไว้จนกระทั่งเป็นความสุขแท้ในจิตใจ
คนทุกคน พนักงานทุกท่าน แต่ละคนแต่ละท่านมีครอบครัว ความสุขนี้สามารถผ่องถ่ายกลับไปได้ยังพ่อ แม่ ลูก และทุก ๆ คนในครอบครัว จนสามารถรู้สึกได้ว่า องค์กรและผู้บริหารนั่นคือ “ครอบครัวของเรา”
การให้ที่มีผลอเนกมีประโยชน์อนันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้านบริหารหรือประกาศที่ชูนโยบายธุรกิจบริการ
การให้จะสร้างสุขแท้ขึ้นในใจของพนักงาน บุคลากรในองค์กรและทุก ๆ คนในประเทศ
เมื่อประชาชน พนักงาน บุคลากรเริ่มต้นมีความสุขจากการให้ รอยยิ้มที่แท้จะเบ่งบานขึ้นจากหัวใจ ผ่านดวงตา และลูกค้าทุกคนจะสามารถสัมผัสได้ในทุกบริการ
การบริการภายในยอด การบริการภายนอกเยี่ยม สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากความสุขใจของพนักงาน ความสุขใจของพนักงานเกิดขึ้นจากการที่พนักงานมีจิตใจเป็นผู้ให้
ไม่เฉพาะความสุขที่จะส่งให้แก่ลูกค้าเท่านั้น
ในทุก ๆ สัมผัส ทุก ๆ จุดเชื่อมต่อของงานภายใน กระบวนการถัดไปในทุก ๆ แผนกขององค์กรย่อมเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน
ความสุขในองค์กรจะเกิดขึ้นจากความคิดที่จะให้ แล้วหมุนวนเป็นเกลียวกลายเป็นวงล้อของมวลรวมความสุขที่แน่นเหนียวอย่างแท้จริง…
หัดให้วันละนิดละหน่อย จิตก็เป็นสุขเอง จริงๆ
การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือให้อภัย
การขอที่ยิ่งใหญ่ คือขอโทษ
อภัยทานเป็นทานให้สูงยิ่ง
การให้ซึ่งอภัยนั้น ไม่ต้องพูดก็ได้ แค่ "ยิ้ม"ให้ ก็อภัยกันแล้ว
ยิ้ม ๆ ๆ ๆ กันนะ อภัยกัน
ยิ้มให้กัน อภัยให้กัน เพราะไม่นานเราก็จะต้องตายจากการไปแล้วเน๊อะ...!
เข้าใจอย่างลึกซึ้ง จริงๆ แล้ว
ว่ากุศลที่ยิ่งใหญ่ คือการให้อภัย
โปล่ง โล่ง สบาย เป็นอิสระจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างไร
ไม่ต้องดูใกล้ไกล จิตที่ขมึงตึง หมอง ขมุกขมัว จากการเพ่งจ้อง เกลียด โกรธ เสียใจ
ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ นอกเสียจากตัวเราเอง ถ้าเราเอาแต่เพ่งโทษคนอื่น จะไม่สามารถก้าวข้ามได้
คนอื่นอาจเป็นแค่สิ่งกระตุ้น แต่หากแต่ถ้าเรายอมให้อภัยตนเองด้วยที่โง่เขลา อยู่ในวังวนกิเลส ทำร้ายตัวเองอยู่ร่ำไป ด้วยอารมณ์ลบที่เราสร้างเองจากความโกรธ จากความกลัว แล้วให้อภัยคนอื่นเพราะ....(ไม่ใช่เพราะเขาทำเรานะ!! ตัวเองเคยเติมคำในช่องว่างมาหลายปีว่าเพราะเค้าทำเราเสียใจแล้วยิ่งหาทางออกไม่ได้ พบว่าไม่ใช่)แต่เพราะคนอื่นก็ยังอยู่ในวังวนแห่งกิเลสเช่นกันเหมือนเรา แล้วเราเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปลดปล่อยกันและกัน ได้ แค่ในใจในความรู้สึก
และเราจะยิ้มออกมาได้จากหัวใจอันบริสุทธิ์อีกครั้ง
การให้อภัยเป็นประสบการณ์ตรง ที่ไม่มีใครสั่งได้
แต่อำนาจใผ่ดีในตัวเราจะนำพาเราไปถึงจุดนั้นเอง