“นักกักตุน” เป็นผลิตผลงี่เง่าของทฤษฎีคิดของ ระบบทุนนิยม

เทศกาลสงกรานต์ ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ลดลง...และพร้อม ๆ กับสถิติตัวเลขใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นให้แก่เมืองไทยแบบไม่น่าจะมี

  • เรามี  พริตตี้สาว  ที่มีมากขึ้นทุกที..เสื้อผ้าหวือหวา น้อยชิ้นทุกที รวมไปถึง กล้องสารพันที่รวมตะบัน  ตะบี้มุดเข้าไปถ่ายพริตตี้
  • เรามีสถิติสะสม การยึดอำนาจการปกครองที่เพิ่มขึ้น อีกหนึ่งครั้ง..แต่ก็น่าจะได้ว่า เป็นการยึดอำนาจแบบ "ขำ ขำ" ที่สุดครั้งหนึ่ง
  • เรามีสถิติที่ ข้าว แพงที่สุดอีกครั้ง...พร้อม ๆ กับ ปรากฎการณ์ชาวนาต้องนอนเฝ้า นาไร่และยุ้งฉางตัวเอง
  • ฯลฯ

ผมอยากให้หลายท่านลองหลับตานิ่ง ๆ ...ตั้งข้อสังเกตให้ดี ๆ ก็จะพบว่า  หลายปีมานี้....มีเหตุการณ์อะไรต่อมิอะไรที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายมากขึ้นทุกที นับแต่ปัญหาจากความขัดแย้งของมนุษย์ต่อมนุษย์, มนุษย์ต่อธรรมชาติ หรือแม้แต่มนุษย์กับงูเหลือมจนกลายเป็นกรณี ข่าวเมียงู (อันหลังนี่น่าจะไม่เกี่ยวนะ...ฮา)  ฯลฯ เริ่มขยายวงกว้างขึ้นจนหลายแห่งกลายเป็นสนามสงครามไปแทบจะทั่วภูมิภาคของโลก หลายปัญหาจากความเครียดแค้นชิงชันที่มีต่อกันมากขึ้น,ปัญหาความอดหยากหิวโหยของผู้คนในอีกซีกโลกที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา มิหนำกลับยิ่งแย่ลง.... ความซับซ้อนและกลเกมในการทำศึกแย่งชิงกรรมสิทธิ์ครอบครองแหล่งพลังงาน รวมไปถึงปัญหาที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสแบบที่เรียกว่า "ถ้าเกิดขึ้นเมื่อใด...ก็คงสุดที่มนุษย์จะเยียวยา" จากกรณี สภาวะปัญหาโลกร้อนขึ้น

เช้าวันอาทิตย์ ที่ร้านน้ำชาหน้าปากซอย.. สหายร่วมก๊วนหลากรุ่นหลายท่าน ยังคงแลกเปลี่ยนทัศนะด้านการบ้านยันการเมืองกันอย่างถึงพริก ถึงขิง ลีลาธิบาย หลากหลายท่วงท่า ที่นับวันเริ่มจะเป็นวิวาทะจากความแตกแยกออกเป็นสองฟากฝั่งเริ่มมีมากขึ้นทุกที

จากเดิมที่ถ้อยที ถ้อยอาศัยและเก็บกดอดทน เพียงเพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า....การเมือง คือเรื่องของ "ไอ้พวกนั้น"    กลับเป็นว่าการเสวนาร่วมกันทุกวันนี้ คือ การสร้างฐานมวลชนทัศนคติร่วมให้แก่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เป็น "เสียงข้างมากในสภากาแฟ"
 

อย่างไรก็ตาม.....หลายคน หลายค่าย ในวงน้ำชายามรุ่งอรุณแห่งนี้.. ต่างยอมรับกันโดยมติเอกฉันท์ ว่า ไม่เคยพบพานยุคใดที่โลกต้องเผชิญความวุ่น ๆ และยากเข็ญแบบที่เกิดในยุคนี้.......

คำว่า "ข้าวยาก หมากแพง" กลายเป็นความจริงเมื่อ ข่าวคราว "ข้าวเปลือกชาวนา มีค่ายิ่งกว่าทองเยาวราช" เป็นเรื่องจริง!

เพราะนอกจากจะ "แพง" แล้ว ยัง "ขาดแคลน" อีกด้วย  คุณตาวัยเฉียดแปดสิบ รายหนึ่งยกมือสนับสนุนในประเด็นหลังอย่างเด็ดขาด เพราะแกยืนยันว่า..."วันก่อน ไปเดินห้างใหญ่(ที่ชือห้างดันไปพ้องเสียงคล้ายรถขุดดิน) มองหาข้าวสารมาไว้หุงกิน ปรากฏว่า ดันมีแต่ "ข้าวเหนียว" แต่ ข้าวสาร มัน "หายไป!"

คำถามที่ว่า ข้าว หายไปจากระบบ ไม่เฉพาะแบบที่เคยพบในสต๊อกลมขององค์การค้าข้าว  กลายเป็นคำถามที่เปิดประเด็นใหม่ในวงน้ำชา แต่คำตอบส่วนใหญ่ตรงกันว่า "ข้าวมันไม่ได้หายไป แต่มันถูกมนุษย์กลุ่มหนึ่งเล่นกักตุน เพื่อเพิ่มมูลค่าทุนจาก เสี่ยเล็ก ให้กลายเป็นเสี่ยใหญ่ ด้วยสไตล์ นักกักตุน

นักกักตุน เป็นคำถามและเป็นประเด็นต่อยอด เพื่อให้วงน้ำชายามเช้า ลากเวลาเสวนา...ไปจนอาทิตย์ดวงโตแดง กลายเป็นแผดรังสีร้อนจ้า....จนใครบางคนเริ่มร่นเก้าอี้ ถอยเข้าไปในอาศัยเงาผ้าใบเล็ก ๆ หน้าร้าน
 
เด็กหนุ่มที่สุดในวง  ...เอ่ยสนับสนุนด้วยความรู้และวัยที่แน่นหนากว่า  โดยยกเหตุน้ำมันดิบที่แล่นพุ่งกระฉุดไปเมื่อเช้านี้ด้วยราคานิวไฮ!  115 เหรียญต่อบาห์เรล!!!!
ก่อนที่คุณตาและคุณลงในวงหลายท่าน จะออกอาการงุนงงไปมากกว่านี้... เพราะเรื่องน้ำมันดิบ มันเป็นเทรนด์ใหม่ที่ไม่ค่อยเข้าใจในวงน้ำชา มากไปกว่าเรื่องของ "ออหมัก" แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยการอธิบายต่อให้ฟังว่าต้นเหตุ น้ำมันแพง ที่ส่งผลให้สินค้าพุ่ง,โจรผู้ร้ายชุม,โลกมีคนหิวโหยมากขึ้น ทุกสิ่ง ล้วนมาจากเหตุผลเดียวคือ

                                                            "นักกักตุน"

"นักกักตุน" เป็นผลิตผลงี่เง่าของทฤษฎีคิดของ ระบบทุนนิยม  ระบบที่เดินสวนทางกับแนวทางที่จะทำให้โลกยังคงอยู่ แต่เป็นทฎษฎีเห่ยๆ ที่สนับสนุนให้คนโลภบางคนมีอายุยืนยาว

โอเปค....แขกจมูกยาว เคราเฟื้อย ออกมาบอกเชิงตะโกนให้โลกรู้ดัง ๆว่า  "งานนี้ บังไม่เกี่ยวนาโว้ยยย... พวกยูๆ ตาน้ำข้าวต่างหากที่ โลภเกินเหตุ" กักตุนเพื่อเงินที่มากกว่า....ยิ่งโลภ ยิ่งกักตุน ยิ่งกักตุน โลกยิ่งหายนะ...

คุณตารายเดิมที่เดิมทีเริ่มออกอาการอยากกลับบ้าน เพราะยิ่งฟัง ยิ่งงง????  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเสริมว่า แท้ที่จริงแล้วปีนี้ที่โลกมันวุ่นๆน่ะ เป็นเพราะ "นางทุงษะเทวี" ตะหาก!!.....

งานนี้ ไอ้หนุ่มเรียนมากออกอาการงงค้าง..ปากหวอ...เพราะที่สู้อุตส่าห์ เรียนมาจนจบนอกเขตเทศบาล ก็ยังไม่พานพบว่า นางทุงษะเทวี นางนี้คือใคร???

คุณตาได้ที..ยกแก้วชาจีนเข้มปี๋ ขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยว่า "นางทุงษะเทวี นางสงกรานต์ปีนี้นี้แหละ น่ากลัวจริง...รู้มั้ยว่า ปีนี้เค้าทำนายไว้แล้วว่า ข้าวจะยาก หมากจะแพง จะเกิดศึกศัตรูข้าศึกสารพันขึ้นในเมือง และโลก...นางคือตัวแทนของพระนารายณ์เพราะนั่งมาบนหลังครุฑ....ครุฑเนี่ยะ เป็นพาหนะของพระนารายณ์นะโว้ย.."

หลายคนในวงถึงบางอ้อ...เพราะคาดไม่ถึงว่า จากตลาดน้ำมันนิวยอรค์ ผ่านมาเบรนท์ที่อังกฤษ ไหง๋ข้ามฟากมา เรื่อง นางสงกรานต์ไทย ได้เร็วปานฉะนี้!
"........อ๋อ นอมินี พระนารายณ์"  เสียงเด็กหนุ่มก้มหน้าพึมพำในลำคอเบา ๆ

 

ก่อนวงน้ำชา จะลาเลิกไปในอีกวัน...หนุ่มน้อยคนเดิม หยอดประเด็นให้คุณตา เก็บงำไว้ไปคิด เพื่อเตรียมเปิดสภาน้ำชาในวันรุ่ง

"ตา.....เชื่อมั้ยว่า อีก 52 ปี โลกนี้ก็แตกแล้ว ..นี่เรื่องจริงนะ!"
"ใครบอกเอ็งวะ...."  คุณตาค่อย ๆ ลุกขึ้นขยับเก้าอี้เลื่อนกลับเข้าไปในโต๊ะ

" เซ่อ..ไอแซก นิวตันไง" เด็กหนุ่มเอ่ย ยืดอกราวกับผู้รู้กว่า....
คำตอบนี้ เล่นเอา คุณตาหน้าตาถมึงทึง..ออกอาการโกรธจนเห็นได้ชัด ก่อนจะพูดเสียงดังได้ยินทั้งวงน้ำชา

"อุบะ!!  ไอ้เด็กเมื่อวานซืน...มาหาว่าข้า เซ่อ...เช๊อะ!  ขนาด ไอหม่ง ไอหมัก พูดข้ายังไม่เชื่อเลย...ไอซง ไอแซก อะไรของเอ็งน่ะ บ้านมันอยู่ไหนวะ บอกมันทีว่า พรุ่งนี้เช้ามาเจอข้าที่นี่ ข้าจะสอนให้มันรู้ว่า แค่เด็กเมือวานซืน อย่าทำเป็นแน่...โธ่ ไอ้แซกเอ๊ย แค่ชื่อก็ดัตจริตเลียนฝรั่ง จะไปรู้อะไรวะ"

วันนั้น ก็เป็นอันปิดสภากาแฟ ด้วยความเคืองน่ารัก ๆ พองาม แบบ ไม่ต้องตาม ไปพบ กันนอกรอบแบบที่เกิดกรณี "รักหนอ จึงขอ ถีบ" ในห้องอาหารรัฐสภาให้เป็นที่ฮือฮาเมื่อเร็ว ๆ นี้