ศิลปะก็เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ซึมซับ และหาโอกาสให้ตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ และถึงแม้เราจะไม่เข้าใจแต่เราก็สามารถมีความสุข หรือสัมผัสกับมุมมองที่เราเคยมองข้าม และนับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต

ตามที่สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะต้องหาเวลากลับไปที่ The Jim Thompson Art Center เพื่อกลับไปดูนิทรรศการศิลปะต้มยำปลาดิบแบบละเอียดๆ ให้ได้  เรียกว่าจะต้องได้กินทั้งชิ้นปลาดิบและซดน้ำต้มยำกันเลยทีเดียว  และแล้วก่อนวันหยุดสงกรานต์หลังจากที่ได้มีโอกาสไปร่วมรับฟังความคืบหน้าของการจัดสร้างอาคารหอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านสีแยกปทุมวันแล้ว  ผู้เขียนจึงถือโอกาสแวะไปดูนิทรรศการต้มยำปลาดิบตามที่ตั้งใจไว้ในคราวเดียวกันซะเลย  เพราะเดินถึงกันได้โดยใช้เวลาไม่นาน  ส่วนของ Art Center ที่นี่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าชม ( เว้นแต่ใครต้องการจะเข้าชมในส่วนของพิพิธภัณฑ์บ้านไทยจึงจะต้องซื้อตั๋วเข้าชม)   เมื่อไม่ต้องจ่ายค่าเข้าชมใดๆ เราก็ขึ้นไปยัง Art Center ชั้นที่ 2 กันเลยนะคะ

 

ผู้เขียนตั้งใจว่าอันดับแรกที่อยากใช้เวลาในการชมนานๆ ก็คือ  งานวีดีโอของ  พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)   ซึ่งจัดอยู่ด้านในสุด(เป็นการเรียงลำดับตามความสนใจของผู้เขียนนะคะ)  ด้านหน้าห้องมีประวัติของศิลปินและอธิบายเกี่ยวกับงานวีดีโอ  ก้าวเข้าไปภายในเป็นห้องมืดๆ ที่จัดฉายวีดีโอเรื่อง มรกต ผู้เขียนเลือกนั่งสบายๆ บนเก้าอี้โลหะ(เดาว่าเป็นโลหะนะคะ เพราะมืดมากมองไม่เห็นได้แต่คลำๆ สัมผัสค่ะ)ที่จัดวางไว้และนั่งชมวีดีโอไปหลายรอบ (วีดีโอจะฉายวนตลอดช่วงเวลา)

 

ย่อยข้อมูลมาจากป้ายอธิบายด้านหน้าห้องฉายวีดีโอซึ่งได้ความว่า  วีดีโอสั้นที่ฉายอยู่นั้น  พี่เจ้ยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องกามนิต  ซึ่งตัวละครหลักของเรื่องทั้งสองได้ไปจุติเป็นดวงดาวและใช้เวลานานนับศตวรรษเพื่อขับขานเรื่องราวของตนให้กันและกันจนแตกดับไป    วีดีโอเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องว่า มรกต   ซึ่งมรกตเป็นชื่อของโรงแรมร้างแห่งหนึ่งในใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครที่เลิกกิจการไปแล้ว  โรงแรมมรกตเปิดให้บริการในราว พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม    เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชาวเขมรไหลบ่าเข้าสู่ค่ายอพยบต่างๆ หลังจากการบุกของเวียดนาม  ช่วงเวลาของการเป็นเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือน  ภายหลังเมื่อเกิดวิฤษเศรษฐกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2540 ความฝันก็ได้สูญสลายไปเช่นเดียวกับกามนิต  โรงแรมมรกตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเปรียบเสมือนดวงดาวที่เปี่ยมล้น(หรือขับเคลื่อน)ไปด้วยความทรงจำ

 

ภาพในวีดีโอจะเป็นภาพของโรงแรมมรกต มุมต่างๆ ภายในโรงแรม ทั้งภาพใกล้ และไกลออกมา  มีเสียงของนักแสดง(ตัวละครในเรื่อง)ที่วนเวียนกันมาบอกเล่าความฝัน ชีวิตประจำวัน ความทรงจำที่เลวร้าย และเพลงรัก เพื่อช่วยเพิ่มพูนความทรงจำใหม่ๆ ให้กับโรงแรม  บางฉากจะเห็นเสี้ยวหน้าของตัวละครในเรื่อง นั่งอยู่ หรือนอนหลับบนเตียง ฯลฯ  ถ้าใครได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์แสงศตวรรษจะจำน้ำเสียงของนักแสดงได้ค่ะว่าเป็นนักแสดงขาประจำของพี่เจ้ยเขาล่ะ  ดูหนังหรือสื่อวีดีโอของพี่เจ้ยคราวใด  ผู้เขียนจะเหมือนมีอะไรค้างๆ คาๆ ในใจเสมอ  เหมือนงุนงงสงสัยหาข้อสรุปไม่เจอ หรือต้องเก็บไปคิดต่ออีกนานๆ  จุดนี้ก็คงเหมือนกับที่เราอ่านหนังสือบางเล่มในครั้งแรกแล้วไม่เข้าใจ  เพราะเราไม่มีประสบการณ์ร่วมในสิ่งนั้นเรื่องนั้นมาก่อน  ศิลปะก็เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ซึมซับ และหาโอกาสให้ตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ  และถึงแม้เราจะไม่เข้าใจแต่เราก็สามารถมีความสุข หรือสัมผัสกับมุมมองที่เราเคยมองข้าม และนับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตได้ค่ะ  

 

ออกจากห้องฉายวีดีโอ เราจะไปดูงานของ สึโยชิ โอซาว่า ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยการนำฟูกแบบญี่ปุ่นมาประกอบและติดตั้งเป็นรูปทรงของภูเขาภายในห้องจัดแสดง  ซึ่งค่อนข้างมีความโดดเด่นและเป็นที่สนใจของคนที่มาชมงานนี้มาก    โดยงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการให้เด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับผลงานศิลปะด้วยการหยิบซองโปสการ์ดมา 1 ใบ  ซึ่งภายในซองก็จะมีภาพโปสการ์ดที่วาดโดยเด็กๆ จากประเทศออสเตรเลีย(จากเทศกาลศิลปะเอเชียแปซิฟิก เทรียนนาเล่ 2006 / APT2006) เป็นของที่ระลึกตอบแทนให้นำกลับบ้านได้ และมีโปสการ์ดว่างๆ อีกหนึ่งใบสำหรับให้เด็กๆ ที่มาชมงานวาดรูปบุคคลที่ตนเองชอบลงบนไปรษณียบัตรEveryone likes someone as you like someone ที่ศิลปินได้ทำขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นการตอบแทน  

 

เมื่อวาดเสร็จเด็กๆ จะต้องปีนไปบนยอดภูเขาเพื่อหย่อนไปรษณียบัตรลงบนกล่องซึ่งไปรษณียบัตรที่เด็กๆ ได้วาดขึ้นเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในผลงานศิลปะของศิลปินเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับเด็กๆในประเทศอื่นๆ ต่อไป  แต่งานนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเด็กๆ เท่านั้นนะคะ    เพราะเท่าที่สังเกตดูผู้ชมที่เป็นหนุ่มสาวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็สนุกกับกิจกรรมนี้กันอย่างถ้วนหน้าค่ะ  หากมากันสองคนแล้วอยากมีรูปคู่เป็นที่ระลึก  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหอศิลป์ก็ยินดีบริการถ่ายรูปให้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใสชวนประทับใจอย่างยิ่ง

 

หันมาดูงานของ โยชิโตโมะ นาระ นาระมักจะเขียนรูปเด็กผู้หญิงที่เน้นให้เห็นถึงความโดดเดี่ยว สูญเสียความไร้เดียงสา สายตาเศร้าสร้อยหวาดระแวง เป็นภาพแบบสองมิติไม่มีฉากหลัง  เสมือนตัดขาดจากโลกภายนอก และโลกของผู้ใหญ่    ดวงตากลมโตที่มองอย่างกล่าวหา และบางครั้งในมือถืออาวุธพร้อมตอบโต้แบบแฟชั่นพังค์  บ่งบอกและสะท้อนให้ผู้ชมคิดไปถึงสภาพสังคมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน  ที่ปล่อยให้เด็กเติบโตมากับทีวีและมีสุนัขเป็นเพื่อน   ฝ่ายบริการการศึกษาของ Art Center เขามีเกมส์ให้เด็กๆ ได้เล่นตลอดนิทรรศการด้วยนะคะ  แต่เสียดายที่กระดาษเกมส์เป็นขาวดำ  สอบถามดูเนื่องด้วยที่นี่ไม่ได้เป็นองค์กรที่แสวงผลกำไร ไม่มีการเก็บค่าเข้าชม  ดังนั้นงบประมาณสำหรับกิจกรรมต่างๆ ก็จำกัดด้วยเช่นกันค่ะ

 

สำหรับผู้เขียน นาระ จัดเป็นศิลปินชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งซึ่งโด่งดังและมีแฟนคลับมากไม่แพ้นักร้องนักแสดงชาวญี่ปุ่นเลย จะเรียกว่าเป็นศิลปินแม่เหล็กอีกคนหนึ่งของงานนี้ก็ว่าได้  แต่สำหรับการร่วมแสดงในงานนี้งานของเขาไม่เป็นที่ประทับใจผู้เขียนค่ะ  เนื่องจากกว่าน้อยและไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าที่ควร

 

หันมาดูงานของ จารุพัชร อาชวะสมิต ซึ่งเป็นมัดหมี่ กิโมโน  โชว์อยู่ในตู้กระจก  ซึ่งศิลปินได้กล่าวเอาไว้ว่า งานชิ้นนี้เขาต้องการให้เห็นพื้นฐานของลวดลายและเทคนิคต่างๆ ทั้งของไทยและของญี่ปุ่นซึ่งนำมาผสมผสานกัน   เปรียบเปรยการพิมพ์ลวดลายแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทันสมัยล่าสุดนั้นเสมือนการที่ชาวญี่ปุ่นสามารถนำเทคโนโลยีที่ก้าวไกลและทันสมัยมาใช้ประยุกต์ร่วมกับงานออกแบบตามประเพณีที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี  และการใช้มัดหมี่แบบของไทยซึ่งมีกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนสะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมความงดงามของศิลปหัตถกรรมของไทย   นอกจากนี้การถักทอของเส้นยืนและเส้นพุ่งของผ้ายังเปรียบเสมือนการผสมผสานวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ของไทยและญี่ปุ่นที่มีมาช้านานอีกด้วย  ศิลปินเขาคิดได้ลึกซึ้งนะคะ  และหากใครได้ไปดูวันเปิดนิทรรศการ  จะมีการแสดงแฟชั่นโชว์งานของคุณจารุพัชรด้วยค่ะ  แต่ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เห็นนะคะเนื่องจากในวันนั้นคนเยอะมาก (งานนี้ศิลปินเขาได้ออกแบบและจัดทำเป็นตุ๊กตากระดาษสวมชุดไทยและกิโมโนให้เด็กๆ ได้ระบายสีลงไปด้วยค่ะ)

 

งานของ ยาสึมาสะ โมริมูระ   จัดอยู่มุมด้านในภายใต้กระจกเช่นเดียวกับงานของ จารุพัชร  (เป็นเพราะพื้นที่บังคับของ Art Center แห่งนี้ค่ะ)  ศิลปินคนนี้จะมีแนวทางในการสร้างงานในลักษณะการวาดภาพเหมือน  หรือวาดภาพเลียนแบบภาพที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ศิลปะ  แล้วใช้วิธีการแทนใบหน้าของตัวเองลงไปในภาพนั้นๆ เพื่อพูดถึงสถานภาพทางเพศ อัตลักษณ์  และความจริงความลวง  งานชิ้นที่แสดงในนิทรรศการครั้งนี้ศิลปินได้เขียนภาพของฟรีด้า คาห์โล ศิลปินหญิงชาวแม็กซิกัน ในฐานะศิลปินที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา  โดยการใส่ใบหน้าของตัวเองลงไป 

 

งานสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ชมคือรวมพลังของสามศิลปิน  วิสุทธิ์ พรนิมิต และ วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์, เรียวตะ ซูซูกิ  เป็นงานที่น่ารักและเสมือนกับนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นในเกมส์  ส่วนนี้ผู้เขียนไม่ทราบจะบรรยายอย่างไร  แต่เชื่อว่าเป็นงานศิลปะที่เรียกเสียงหัวเราะความสุข  และเชื้อเชิญให้ผู้มาชมได้ทดลองเล่นด้วยตนเองได้มากทีเดียว  การเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานศิลปะชิ้นนี้ก็ง่ายดายเพียงแค่เข้าไปในห้องที่จัดแสดงไว้ พร้อมๆ กันสองคนและสวมชุดที่ศิลปินจัดไว้ให้จากนั้นก็เล่นไปตามเกมส์ค่ะ   จากการสังเกตุการณ์ทุกคนที่เข้าไปในห้องนี้จะส่งเสียงหัวเราะกันทุกๆ คน

 

หมายเหตุ :

  • ผู้เขียนปรับแก้ไขเนื้อหา และภาพให้ครบถ้วนและกระชับมากยิ่งขึ้น 
  • ขอขอบคุณภาพประกอบ(ภาพสุดท้าย)จากน้องตาล(โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์)เจ้าหน้าที่ของ The Jim Thompson Art Center ค่ะ