นึกแล้วก็แปลก แทนที่ ศธ.จะคิดทำให้ชั้นเรียนมีความพร้อมที่สุด ทั้งในเรื่องครู ห้องเรียน และสื่ออุปกรณ์ต่างๆ จะสนับสนุนกระบวนการผลิตอย่างไร จึงจะได้ผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ เหล่านี้น่าจะเป็นวิธีแก้สาเหตุอย่างแท้จริง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เกรด(Grade) หรือจีพีเอ(Grade Point Average) เป็นผลการเรียนที่จะได้รับการตัดสิน เมื่อการเรียนแต่ละวิชาสิ้นสุดลงตามหลักสูตร แต่เดิมมิได้กำหนดว่าการจบหลักสูตรแต่ละช่วงชั้น ต้องได้เกรดเท่านั้นเท่านี้ หมายถึง เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ก็สามารถจบหลักสูตรได้ แต่พอมาถึงสมัยของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำหนดว่า นักเรียนที่จะผ่านขึ้นไปเรียนในระดับชั้นต่อไปได้ หรือที่จะจบหลักสูตร ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ย หรือเกรดไม่ต่ำกว่า 1.00 ไม่อย่างนั้นแล้ว จะต้องซ้ำชั้น หรือไม่จบหลักสูตร

ล่าสุด ศธ.อยู่ในระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 บางประเด็นจะถูกกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา อาทิ นักเรียนที่จบหลักสูตรในช่วงชั้นที่ 4 หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1.50 ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จึงเป็นที่ถกเถียง บางฝ่ายว่าดี คุณภาพผู้เรียนจะดีขึ้น บางฝ่ายว่าจะปล่อยเกรดมากขึ้น หรือเกรดเฟ้อขึ้น ใช้เกรดเป็นเกณฑ์...ดีแล้วหรือ?

การศึกษาของบ้านเมืองเรา ดำเนินไปเหมือนเรื่องอื่นๆ กล่าวคือ มักแก้ปัญหาด้วยการสร้างกฎ กติกา ระเบียบต่างๆ มาควบคุม หรือรองรับ คิดอะไรไม่ออก ก็สร้างเกณฑ์เข้ามาจับ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ไม่เป็นจริงอย่างที่คิด ก็หลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งคือ การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน หรือแอดมิสชั่นส์ ซึ่งกำหนดให้จีพีเอประมาณ 30% เป็นคะแนนส่วนหนึ่ง เพราะหวังว่านักเรียนจะเอาใจใส่การเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ นักเรียนเรียนกวดวิชากันมาก ไม่สนใจการเรียนในชั้นเรียน ประกอบกับเชื่อว่า การให้คะแนนจากเกรด จะทำให้ผู้เรียนลดความเครียดจากการสอบแข่งขันได้ เพราะคะแนนส่วนหนึ่งที่ใช้คัดเลือก แบ่งให้กับการเรียนในชั้นเรียนไปแล้ว

หลังจากนั้น ก็อย่างที่รู้กัน นักเรียนยิ่งกวดวิชามากขึ้น สถาบันกวดวิชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด การเรียนแต่ละวิชาเสียค่าใช้จ่ายเป็นหลักพันบาท หลายๆ วิชาเข้า ก็เดือดร้อนผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้ควักกระเป๋าจ่าย ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่น้ำมันแพงหูดับตับไหม้อย่างนี้ ที่สำคัญสวนทางกับนโยบายเรียนฟรีตามรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง

ทำไมกวดวิชามากขึ้น เป็นเพราะว่านอกจากจะต้องเรียนในวิชาเดิมที่ใช้สอบเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ยังต้องเรียนวิชาในชั้นเรียนเพิ่มเข้าไปอีก ทั้งนี้ เพื่อให้ได้เกรดสูงพอในการแข่งขัน การเรียนกวดวิชาจึงไม่ได้ลดลงอย่างที่คิด ไม่ได้ลดความเครียดด้วย เรียนมากขึ้น ใช้เงินมากขึ้น ความเครียดจะลดได้อย่างไร มีแต่จะลามไปถึงผู้ปกครองที่ต้องจ่ายเงินมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นแล้ว ผลที่ตามมา ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) กล่าวว่า "สทศ.ได้นำเกรดเฉลี่ยของโรงเรียนทั่วประเทศย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ 2548-2550 มาศึกษา พบว่า มีโรงเรียนถึง 47% ให้เกรดเฉลี่ยสูงขึ้น น่าสงสัยว่าเกิดจากครูมีการจัดการเรียนการสอนดีขึ้น หรือมีการปล่อยเกรดเฟ้อกันแน่"

ถึงจะบอกว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2553 นั้น สามารถแก้ปัญหาเกรดเฟ้อได้ ด้วยการนำคะแนนสอบโอเน็ตที่ได้ไปถ่วงเกรด หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย จะดูจากเกรดอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องดูผลสอบโอเน็ตของโรงเรียนนั้นๆ ประกอบด้วย ว่าสอดคล้องกับเกรดหรือไม่ จากนั้นจึงใช้ค่าสถิติคำนวณ แล้วพิจารณาตัดสินให้คะแนน

อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากนักเรียนที่เข้าสอบโอเน็ต มุ่งหวังต่างกัน บางส่วนเข้าสอบด้วยความตั้งใจ เพราะทุกคะแนนสำคัญต่อการเข้ามหาวิทยาลัย ขณะที่บางส่วนเข้าสอบอย่างจำยอม ถูกอธิบาย ชักจูงให้เห็นความสำคัญ นักเรียนส่วนนี้ไม่หวังเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแล้ว ลองทำนายคะแนนของนักเรียนสองกลุ่มนี้ดู ที่สำคัญ คะแนนของทุกคนจะถูกคิดเฉลี่ยเป็นคะแนนของโรงเรียนที่ตนเองสังกัด จากนั้นจึงจะใช้คะแนนที่ได้ไปถ่วงเกรด

ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งใจสอบมาก น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยสูง ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งใจสอบน้อย ก็น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยต่ำ อย่างนี้การถ่วงเกรดด้วยคะแนนสอบโอเน็ต จะถูกต้อง แม่นยำ หรือแก้ปัญหาเกรดเฟ้อได้อย่างไร

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นการประเมินมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มาตรฐานที่ประเมินทั้งหมด รวมแล้ว 14 มาตรฐาน มีอยู่มาตรฐานหนึ่ง (มาตรฐานที่ 5) กำหนดไว้ว่า ผู้เรียนต้องมีความรู้และทักษะจำเป็นตามหลักสูตร เกณฑ์หนึ่งที่ใช้วัดคือ ผู้เรียนตั้งแต่ร้อยละ 65 ขึ้นไป มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี (เกรด 3-4) จึงจะถือว่าโรงเรียนผ่านการรับรองมาตรฐาน

สมศ.แบ่งมาตรฐานออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ นักเรียน ครู และผู้บริหาร วิธีการและเกณฑ์ประเมิน พิจารณาอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรก (ตามเกณฑ์) พิจารณาว่า มาตรฐานนั้น มีคุณภาพได้ตามเกณฑ์หรือไม่ เกณฑ์ที่ใช้วัดทุกโรงเรียน เป็นเกณฑ์เดียวกัน ด้วยหลักคิดว่าเพื่อให้ทุกโรงมีมาตรฐานเดียวกัน ส่วนที่สอง (การทำงานของโรงเรียน) พิจารณาจากพัฒนาการ การบรรลุเป้าหมาย ความตระหนัก และความพยายามในการปฏิบัติของโรงเรียนเอง จากนั้นเฉลี่ยคะแนนทั้ง 2 ส่วน เพื่อพิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้าย

แนวคิด สมศ.ดี แต่ในทางปฏิบัติ คุณภาพโรงเรียนไม่เท่ากันอยู่แล้ว ไม่ต้องประเมินก็รู้ น่าจะเป็นปัญหาอมตะที่จะพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน เมื่อสภาพจริงเป็นเช่นนี้ ตัวอย่างผลการประเมินของบางโรงจึงพบว่า ผลการประเมินส่วนแรก (ตามเกณฑ์) "ดี" แต่ส่วนที่สอง (การทำงานของโรงเรียน) "ปรับปรุง" สรุปแล้วโรงเรียนมีมาตรฐาน "พอใช้" แปลความได้ว่าอย่างไร?

ในมุมมองของโรงเรียน จะเกิดความกังขามากว่าผลการประเมินโดย สมศ.เป็นแบบนี้ได้อย่างไร นักเรียนได้ตามเกณฑ์ แต่การปฏิบัติงานของโรงเรียนไม่ได้ เด็กดีเอง ไม่ใช่ผลจากโรงเรียน ทั้งที่เด็กมาโรงเรียนทุกวัน...อย่างนั้นหรือ แต่ถ้าในความหมายของ สมศ.เด็กผ่านเกณฑ์ก็จริง แต่การปฏิบัติของโรงเรียนยังไม่ได้ โรงเรียนไม่ได้รับการรับรองในมาตรฐานนี้ ที่สำคัญกว่านั้น สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ถ้าช่วยกันพิจารณาให้ดี เกรดทำท่าว่าจะถูกปล่อยให้เฟ้อ ดังเช่นการใช้เกรดเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอีกแล้ว ใช่หรือไม่

สมศ.ตระหนักเรื่องนี้ดีจึงกำหนดว่า เมื่อแต่ละช่วงชั้นมีผลการสอบโอเน็ตแล้ว จะใช้ผลสอบโอเน็ตเป็นเกณฑ์พิจารณาแทนเกรดของโรงเรียน

เรื่องล่าสุด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นคือ การกำหนดให้ผู้จบหลักสูตร ม.ปลาย ต้องได้เกรดไม่ต่ำกว่า 1.50 เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน บางคนว่าทำไมไม่กำหนดให้เป็น 2.00 เท่ากับการจบปริญญาตรี หรือเป็น 3.00 เท่ากับปริญญาโทเสียเลย ถ้าคิดว่าจะได้ผลจริง ยิ่งสูงยิ่งมีคุณภาพดี...ไม่ใช่หรือ

นึกแล้วก็แปลก แทนที่ ศธ.จะคิดทำให้ชั้นเรียนมีความพร้อมที่สุด ทั้งในเรื่องครู ห้องเรียน และสื่ออุปกรณ์ต่างๆ จะสนับสนุนกระบวนการผลิตอย่างไร จึงจะได้ผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ เหล่านี้น่าจะเป็นวิธีแก้สาเหตุอย่างแท้จริง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ปัจจัยสำคัญที่สุดของกระบวนการผลิตคือ ครู จนบัดนี้ครูยังขาดแคลน มิใช่พึ่งเกิด แต่เป็นมาหลายปีเต็มที ซึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ครูคนเดียวสอนหลายชั้น พี่สอนน้อง สำหรับผู้ปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครู หรือผู้บริหาร นับว่าเป็นความพยายามอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้ามองถึงระดับรัฐบาล ศธ.ปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก ปีแล้วปีเล่าได้อย่างไร

ตั้งแต่ขั้นตอนกระบวนการผลิตแล้ว ที่แม้แต่ ศธ.เองก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่กลับคิดรุดหน้าจะไปกำหนดที่ขั้นสุดท้าย หรือผลผลิตเอาทีเดียวเลย ว่าต้องมีคุณภาพดี เกรดต้องได้ 1.50 อย่างนี้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายคงต้องตกอยู่ในภาวะ "หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก" กระมัง

การกำหนดให้ผู้จบหลักสูตรชั้น ม.ปลาย ต้องได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1.50 นั้น บางคนบอกว่าคุณภาพจะดีขึ้นได้ เพราะผู้เรียนต้องขยันมากขึ้น บางคนบอกว่าดีกว่าไม่พยายามจะทำอะไรเสียเลย แต่บางคนก็บอกว่า ในเชิงคณิตศาสตร์นั้นดีขึ้นแน่ แต่เชิงคุณภาพเป็นเรื่องยากที่จะตอบ ในขณะที่ผู้อำนวยการ สทศ.เชื่อว่าจะกระตุ้นให้โรงเรียนปล่อยเกรดมากขึ้น โรงเรียนไหนเคยปล่อยเกรดมาแล้วก็จะปล่อยต่อไป เพื่อให้เด็กตนเองจบหลักสูตรมากขึ้น รวมถึงเพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยได้ 

เมื่อพิจารณาผลที่เกิดจากการใช้เกรดเป็นเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือการประเมินมาตรฐานโดย สมศ.แล้ว ในปี พ.ศ.2552 ถ้า ศธ.นำเกรดมาเป็นเกณฑ์ในการจบชั้น ม.ปลาย ตามแผนการปรับปรุงหลักสูตร น่าเชื่อได้เลยว่า ผลจะออกมาคล้ายๆ กัน คือคุณภาพผู้เรียนไม่เป็นอย่างที่คิด ผลกระทบอื่นอีก โดยเฉพาะเกรดเฟ้อ

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 14 เมษายน 2551)