จากการติดตามละคร เรื่อง “สามก๊ก” ผมได้พบตัวละคร ที่มาในนามของ “ม้าเจ๊ก”
“ม้าเจ๊ก” เป็นตัวละครที่มีความสามารถหลากหลาย แต่ไม่ค่อยลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบ “ที่ปรึกษา” ที่มีอยู่เกลื่อนในเมืองไทย
เมื่อเปิดตัวละครมานั้น “ม้าเจ๊ก” ได้มีโอกาสให้คำปรึกษาขงเบ้ง ในหลายๆ วาระ ที่ทำให้ขงเบ้ง ตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น จนถึงกับทำให้ “ม้าเจ๊ก” เกิดความมั่นใจ (ค่อนข้างจะเกินจริง) ในความสามารถของตนเอง ที่คิดว่า “แม้แต่กุนซือขงเบ้ง” ก็ยังรับฟังความเห็นของตน
แต่ “ม้าเจ๊ก” เอง ก็ยังถูกค่อนแคะจากเพื่อนร่วมงาน ว่า ดีแต่ให้ความเห็น ไม่เคยมีผลงานเชิงประจักษ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบู๊ หรือฝ่ายบุ๋น
“ม้าเจ๊ก” จึงได้พยายามหาโอกาสสร้างผลงานให้กับตนเอง โดยพยายามอาสาไปรบที่เมือง “เกเต๋ง” ที่เป็นสมรภูมิสำคัญสุดยอด และชี้ขาดในการรบ แพ้ ชนะ ในการศึกครั้งแรกของขงเบ้งที่บุกขึ้นเหนือ หลังจากปราบ “เบ้งเฮ๊ก”
และในการทำศึกครั้งนี้ เป็นการทำสงครามครั้งแรกระหว่าง “ขงเบ้ง” กับ “สุมาอี้” และเป็นศึกครั้งที่สำคัญที่จะทำให้ กองทัพของขงเบ้ง ชนะหรือแพ้ ในการรบกับสุมาอี้
ในขณะที่ ขงเบ้ง กำลังวางแผนการรบครั้งนั้น มีเมืองเกเต๋ง ที่เป็นแหล่งเสบียงของกองทัพ ที่จำเป็นจะต้องมีหน่วยกำลังที่เข้มแข็งที่สุดไปรักษาไว้
ในขณะที่กำลังเตรียมการรบอยู่นั้น “ม้าเจ๊ก” ก็ขออาสา ไปรักษาเมืองเกเต๋ง แม้ขงเบ้งจะพยายามอธิบายความยากของงาน และทัดทาน พร้อมบอกว่า งานที่เกเต๋ง เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ก็ได้รับคำขอจาก “ม้าเจ๊ก” เป็นพิเศษ พร้อมอ้างว่าตนเองศึกษาตำราพิชัยสงครามมามากมาย มีความรู้ดังที่ “ขงเบ้ง” ต้องการ และยังขอใช้ชีวิตของครอบครัวของตนเองเป็นตัวประกัน
ขงเบ้ง ทราบดีว่า ความสามารถของ “ม้าเจ๊ก” ไม่เพียงพอ และพยายามแก้ไขปัญหา โดยให้ “อองเป๋ง” เป็นแม่ทัพร่วม แต่เมื่อไปถึงสมรภูมิเกเต๋ง “ม้าเจ๊ก” ก็ไม่ฟังคำทัดทานของอองเป๋ง ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม ด้วยความหยิ่งทะนงในความรู้ความสามารถในการเรียนของตนเอง จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ จนทำให้กองทัพที่ตัวเองรับผิดชอบ ล่มสลาย และมีผลถึงทำให้กองทัพใหญ่ของขงเบ้งแทบแตกสลาย แม้ขงเบ้งจะวางแผนป้องกันไว้หลายชั้น ก็เกือบจะเอาตัวไม่รอด จนทำให้เกือบแพ้สงคราม ความผิดพลาดดังกล่าวถึงกับทำให้ขงเบ้งต้องขอลดตำแหน่งของตนเองลงไปถึง 3 ขั้น
ลักษณะแนวคิด เชื่อมั่นในตนเองอย่างผิด ๆ ของ “ม้าเจ๊ก” สืบเนื่องมาจาก
-
การไม่รู้จักตนเอง
-
การไม่รู้จักความยากง่ายของภารกิจ และ
-
ความประมาทในการทำกิจกรรมที่ตัวเองรับผิดชอบ
จนทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
ลักษณะเช่นนี้ พบได้มากในสังคมไทย ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่อาสาจะทำงานต่างๆ มักจะมีความรู้ไม่พอใช้ รู้เพียงบางส่วน หรือ รู้เพียงตื้นๆ เมื่อทำงานจริงๆ จึงพบว่า ทำไม่ได้ และทำผิดพลาด และ แม้จะรู้ทันบ้างก็แก้ไขไม่ทัน
ในสังคมประเทศไทย เรามักจะปล่อยกันไป และให้อภัยกันเป็นปกติ และหวังว่าเขาจะได้แก้ไขตัวเอง ให้ผิดพลาดน้อยลงในคราวต่อไป แต่ก็ปรากฏว่า บุคคลดังกล่าวก็ยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
แบบไม่เคยแสดง หรือ สะท้อนสำนึกรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
อย่างมากก็หาข้อแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ เท่านั้น
เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ พบได้บ่อย ทั้งในละคร “สามก๊ก” และในสังคมไทยที่มีคนอาสา ในนามของ “ข้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” ทั้ง ๆที่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมานั้น ก็ไม่เห็นมีใครเข้ามารับผิดชอบแม้แต่ครั้งเดียว
ความเสียหายก็ยังเป็นความเสียหายของชาติผู้ทำความเสียหายก็ยังลอยนวลอยู่เหมือนเดิม
ตัวอย่างเช่น
ผู้ที่ทำความเสียหายให้กับทั้งระบบเศรษฐกิจ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ระบบการศึกษาของชาติ ก็ยังเป็นใหญ่เป็นโตในระบบราชการและสังคมไทยอยู่เช่นเดิม ทั้ง ๆ ที่สมควรจะถูกประหาร เช่นเดียวกันกับ “ม้าเจ๊ก”
ถ้าเป็นเช่นนี้ ต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร?
“ถ้าคนทำผิด ไม่ได้รับการลงโทษ คนที่ทำถูก ก็ถูกหลอกลวง”
นี่เป็นสำนวนฝรั่งที่ผมแปลมาใช้อยู่ในปัจจุบัน
ท่านใดมีความคิดว่าอย่างไรครับ..
หรือเราจะปล่อยให้คนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ลอยนวล อยู่ต่อไป
เหมือน “ม้าเจ๊ก” มาเกิดใหม่ และไม่มีวันถูกประหารชีวิต ซะด้วยซ้ำ !!!....เฮ้อ
แวะเข้ามาเยี่ยมค่ะ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะอาจารย์
อาจารย์อธิบายได้ชัดเจนมากๆนะคะ เห็นด้วยๆๆๆ
ตัวเองก็เคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ค่ะ มีลูกน้องที่สนิท แต่ความสามารถไม่พอ ชอบรับอาสาทำงานใหญ่ และก็ไม่สำเร็จ ทำให้เราเกือบแย่ไปด้วย แต่มีคำถามว่า ทำไมจึงสนิทด้วย ....ก็เพราะ เขาก็ใช้ได้ในบางอย่าง และมีบุคลิกที่ ชอบอาสางาน ไม่เกี่ยงงาน เลยกลายเป็นใช้ง่าย และสนิทหน่อย แต่ก็รู้ว่า ความสามารถไม่ถึงที่จะไว้ใจได้จริงๆ
แต่ที่อาจารย์ ตั้งประเด็นไว้.......หรือเราจะปล่อยให้คนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ลอยนวล อยู่ต่อไป
เรื่องนี้ ตามความเห็นของดิฉัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้า ไม่สามารถพิสูจน์ ความผิดได้จะๆ ถ้าพิสูจน์ได้เกินกว่าความสงสัยอันพอควร ถึงจะตัดสินลงโทษ อย่างไรก็จะต้องมี Doubt อยู่ด้วยเสมอ
นักปรัชญากฏหมายจะบอกว่า....ลงโทษคนไม่ผิดนั้น เป็นสิ่งที่ร้ายแรงกว่าการปล่อยคนผิด
และจะมีคำถามว่า เป็นธรรมกับเขาหรือไม่ มันสอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าไปลงโทษเขา
สรุปว่า ไม่ง่าย ในเชิงกฏหมาย ซึ่งถ้าเจอทนายเก่งๆ ก็รอดทุกรายค่ะ
และจะมีคำถามว่า เป็นธรรมกับเขาหรือไม่ มันสอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าไปลงโทษเขา
สรุปว่า ไม่ง่าย ในเชิงกฏหมาย ซึ่งถ้าเจอทนายเก่งๆ ก็รอดทุกรายค่ะ
ขอโทษค่ะอาจารย์ ตกคำพูดไป
สวัสดีปีใหม่คะ อาจารย์
อาจารย์ครับ
ตัวแทนม้าเจ๊กในเมืองไทยมีมากครับ ส่วนใหญ่เสนอตัวเองมาทั้งนั้น ผลที่ได้รับ คล้ายมาเจ๊ก แต่ที่มาไม่เหมือนครับ
ม้าเจ๊กเมืองไทย ห่วยแตกตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา แล้วเลวร้ายในตำแหน่ง
พวกนี้มีผลประโยชน์ตอบแทนกัน
ประหารทั้งโคตรยังไม่พอครับ
นี่แหละครับการบังคับใช้กฏหมาย
ไม่ประหาร "ม้าเจ็ก" แล้วสังคมเราจะอยู่ได้อย่างไร
นี้คือบทสรุปของความแตกต่างระหว่าง จริยธรรมกับนิติธรรม เรามักจะบอกว่า รัฐธรรมนูญไทยทำไมถึงยาวนัก ทำไมของอังกฤษถึงไม่ต้องเขียนเป็นลายลัษณ์อักษรเลย
ขอโทษครับนี้ขนาดเขียนเป็นตัวอักษรลงละเอียดซะแทบจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดในโลกแล้วยังบิดเบือนตัวอักษร โดยไม่ได้นำเจตนารมณ์มาร่วมคิดด้วย แถมไม่เคยโชว์สปิริตเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรียกว่าไม่เคยมีจริยธรรมเลย แบบว่าจริยธรรมไม่ได้ถูกเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญครับ อย่างนี้คราวหน้ารบกวนพวกผู้รู้ทั้งหลายช่วยเขียนคำว่าจริยธรรมลงไปด้วยหน่ะครับพร้อมบทลงโทษด้วยถ้าไม่มีจริยธรรม
สวัสดีครับท่านคุณครู ดร.แสวง
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขออนุญาตพาดพิง ที่นี่ ค่ะ
ด้วยความยินดีครับ
แต่ผมยังไม่กล้ารับคำชมครับ เพราะ งานยังไม่สำเร็จครับ
อาจารย์ครับ สบายดีนะครับ คิดถึงครับ
กำลังเร่งทำนา เลยไม่ค่อยว่างมาคุยครับ
กลางคืนหมดแรง แล้วหลับเลยครับ
เปรียบเทียงได้อย่างชัดเจนมากๆ เลยครับ มองเห็นภาพเลย
ครับผม ขอบคุณครับ