เมื่อวานนี้ (๑๑ เมษา ๕๑) ผมและทีมงานโครงการแก้หนี้แก้จนฯ ที่มี ดร.เสรี พงศ์พิศ ผอ.โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เป็นหัวหน้าทีม เดินทางไปจังหวัดอุทัยธานีเพื่อเยี่ยมชาวบ้านในโครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ระหว่างนั่งรถกลับ ได้คุยกันหลายเรื่อง
เรื่องหนึ่งที่คุยกันคือเรื่องการเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ของประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์สอนปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ลาออกจากราชการแล้วเดินเท้าจากเชียงใหม่กลับบ้านเกิดที่อำเภอเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี โดยไม่พกเงินแม้แต่บาทเดียว ประเด็นที่คุยกันก็มีเรื่องการ "เดินทางเท้าไกล" ด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่าง เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เราแต่ละคนได้เรียนรู้จักตัวเอง (และผู้ร่วมทาง???) และจะมีประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปฏิหารย์บางอย่างเกิดขึ้นกับผู้เดิน ส่วนเรื่องการรู้จัก "ตัวตน" ข้างในอย่างลึกๆ ของตัวเองนั้นไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว (การธุดงค์ของพระส่วนหนึ่งก็เป็นเงื่อนไขแก่การเรียนรู้โดยนัยนี้ด้วย)
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ "จิต" นี้สำคัญ ขณะเดินวันหนึ่ง อ.ประมวล หมดแรงและกระหายน้ำมาก ขณะผ่านตู้ขายน้ำดื่มเกิดความรู้สึกอยากดื่มน้ำในตู้นั้น แต่ต้องต่อสู้ทางความคิดภายในตนเองอย่างสูงว่าจะเอาเงินที่มีคนแอบเอาใส่กระเป๋าให้ซื้อน้ำนั้นดีหรือไม่ ยืนนิ่งอยู่หน้าตู้นั้นนาน พอเห็นไฟเขียวสัญญาณจราจรให้ข้ามถนน กลับตัดสินใจข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วก็เดินต่อไปได้อีกหลายกิโลอย่างไม่รู้สึกเหนือย ด้วยความอิ่มเอมใจ จากพลังของจิตใจที่เกิดขึ้นจากการชนะในสิ่งที่ อ.ประมวลเรียกว่า "สงคราม"(ความคิด)
ผมก็ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการได้ฟังบันทึกเสียงการสนทนาที่จัดขึ้นในวันปาฐกถาโกมลคีมทองประจำปี ๒๕๕๐ (ผมซื้อแผ่นบันทึกเสียงนี้มาจากบู๊ทมูลนิธิโกมลคีมทองในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่เพิ่งจบไป) ในแผ่นบันทึกเสียงนั้นก่อนที่องค์ปาฐกประจำปี คือ อ.ประมวล จะกล่าวปาฐกถา มีรายการสนทนาเรื่องการเดินให้อะไรแก่ผู้เดิน โดยมีคุณธวัชชัย โตสิตระกูล เป็นผู้ดำเนินรายการ มีพระไพศาล วิสาโล และคุณพฤ โอ่โดเชา ร่วมสนทนา ผมเล่าเรื่องการเดิน(เท้า)ธรรมยาตราระยะทางที่ไม่ไกลมากของของพระไพศาลเพื่ออนุรักษ์ลำน้ำที่แก้งคร้อ และการเดินเท้าจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯ ของคุณพฤ เพื่อสร้างสำนึกเรื่องป่าชุมชนแก่คนตามรายทาง ให้สมาชิกที่ร่วมเดินทางโดยรถตู้กลับจากอุทัยธานีฟัง
เช้านี้ ได้รับอีเมล์จาก ดร.เสรี ว่าได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณพฤในเว็บไซต์ "ประชาไท" พร้อมส่งลิงก์มาให้ผมเข้าไปอ่านดูด้วย
ผมอ่านแล้ว เกิดความรู้สึกจับจิตจับใจกับคำพูดของคุณพฤหลายคำ ตัวอย่างเช่น
- "...เพราะธรรมะมันสำคัญกว่ากฎหมาย”
- "...ทางที่ผมเดินตอนเช้าๆ สว่างขึ้นหน่อยเดินข้างซ้ายมันจะมีเสียงนกร้องจิ๊บๆ จ๊าวๆ วิ๊ดๆ แว็ดๆ ข้างขวาจะมีเสียงรถดังกระหึ่ม เราเดินตรงกลางเราจะรู้ว่าเราคืออันไหน วิถีชุมชนของเราใกล้เคียงกับอันไหน แล้วผมก็คิดถึงบ้าน"
- "...ถ้าผมเดินมาคนเดียวมันไม่ถึงหรอก แต่ที่ผมทำมัน....ธรรมชาติบอกมาอีกที จิตวิญญาณของธรรมชาติให้ผมมา"
- "...ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมจะเป็นแค่ตัวอำนวยการให้ประชาชนมาถกมาเถียงกัน ยังไงก็ได้ให้หันหน้าเข้าหากัน"
- "...มีคนถามอยู่เรื่อยว่า ชาวบ้านจะรักษาป่าได้เหรอ? มันมีคำถามแบบนี้มาตลอด แล้วก็เห็นเราเป็นจำเลย อันที่จริงที่ไหนๆ บ้านใครๆ ก็เคยมีป่ามีน้ำเหมือนกัน แล้ววันดีคืนดีคุณก็ทำลายจนหมดแล้วมาถามเอากับผม ผมต่างหากที่ต้องถามกลับไปว่าป่าคุณหายไปไหน คุณรักษาป่าของคุณยังไง ถึงได้ไม่เหลืออย่างทุกวันนี้ ...ผมไม่อยู่ในฐานะจำเลย ผมอยู่ในฐานะที่ผมอยู่ในป่า สิทธิของผม ศักดิ์ศรีของผมยิ่งใหญ่ตรงนั้น ผมแหละต้องถามคุณว่าคุณมารุกอะไรป่าผม เอากฎหมายมารุกป่าผม"
- "...มีคนถามอยู่เรื่อยว่า ชาวบ้านจะรักษาป่าได้เหรอ? เบื้องหลังของคำนั้น คือ คนพูดจะได้ยึดป่าไว้ได้ อำนาจการจัดการจะอยู่ที่เขา มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายคนเดียว ...อย่างบ้านเรามีไม้เนื้อหอม มีรองเท้านารี ชาวบ้านอยู่กันมาสามสี่ร้อยปีมันก็ยังอยู่ พวกป่าไม้เพิ่งมาเจอ โอ๊ยมีรองเท้านารี ต้องอนุรักษ์ไว้ ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ไล่ออก มันอะไรกัน แล้วไม้หอมบางชนิดเราไม่กล้าบอกเขา ถ้าเราบอกเขาเขาก็จะไล่เราออก แล้วก็เป็นข่าวดัง นักท่องเที่ยวก็จะแห่กันไป"
- "...เขาลึกซึ้งกว่านั้น อยู่ในป่ามานาน พัฒนามาจนต้นไม้น่ะมีวิญญาณ มีเจ้ามีนางอยู่ในต้นไม้ น้ำมีเจ้าน้ำผีน้ำ ข้าวมีขวัญ กว่าจะเกี่ยวต้องขออนุญาตเกี่ยว จะเอากลับบ้านต้องขออนุญาตเอากลับบ้าน ก่อนกินต้องขออนุญาตกิน มองน้ำ มองปลา มองภูเขา มองต้นไม้ มองคน มีวิญญาณที่ต้องเคารพ มันจะทำให้ชาวบ้านระมัดระวัง"
อ่านรายละเอียดของบทสัมภาษณ์ได้ที่
สวัสดีค่ะ อ.สุรเชษฐ
สงกรานต์ปีนี้ได้ไปที่ไหนหรือเปล่าคะ
เบิร์ืดชอบอ่านเดินสู่อิสรภาพของ อ.ประมวลมากเลยล่ะค่ะ อ่านแล้วได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นทุกที..ชอบอันนี้ที่สุดเลยค่ะ
เบิร์ดขอกราบอวยพรวันปีใหม่ไทยนะคะ ขอให้อาจารย์พร้อมครอบครัวมีความสุข สดชื่น สมหวัง มีพลังในการทำงานอย่างไม่ย่อท้อและ สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจค่ะ
· วันสงกรานต์ ชวนให้ สำราญจิต
· ชวนลิขิต ให้มวลมิตร คิดสร้างสรรค์
· สงกรานต์นี้ ชวนทำดี ดีทุกวัน
· ร่วมสร้างสรรค์ ร่วมกันสร้าง พลังใจ
· สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ
สงกรานต์ปีนี้ผมไม่ได้ไปไหนครับ ภรรยาไม่อยู่บ้านไปเข้าหลักสูตรอบรมการสอนภาษาจีนที่เซี่ยงไฮ้ ผมต้องอยู่เป็นเพื่อนลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งจบ ม.ปลาย ต้องทำเรื่องสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย อ้อ...หนึ่งในสาขาที่เขากำลังคิดจะเลือกมีจิตวิทยาด้วย! เขาชอบทั้งที่ไม่ชัดเจนว่าอาชีพที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง - หาข้อมูลกันอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากเรียนด้านการละคร มีเวลาหาข้อมูลและคิดอีกสองสามวัน ผมช่วยได้แค่ช่วยหาข้อมูล ส่วนการตัดสินใจเป็นของเขา ผมบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเลือกเรียนไปสักพักแล้วรู้สึกไม่ใช่ ก็ถอยมาเริ่มใหม่ได้เสมอ
ขอหมอเจ๊มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังใจ และสุขสันต์วันสงกรานต์เช่นเดียวกันครับ
ขอบคุณอาจารย์ที่ยกเรื่องดีดีมาให้อ่านอีกแล้วคะ
ได้อ่าน พร้อมชื่นชม การเดินทางของอาจารย์ประมวลจากหนังสือเต็มเล่มเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นการเดินทางสู่จุดหมายการพัฒนาภายในตัวเอง การเดินทางทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ตัวเองก็ได้เรียนรู้ไปด้วย
การเดินทางอื่นๆของท่านอื่นเพื่อสร้างความตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจ สร้างจิตสำนึกที่ดีอย่างเช่นคุณพฤ ก็น่าชื่นชมเช่นกัน ขอให้ความปรารถนาดีจงประสบความสำเร็จคะ
การเดินทางสู่อิสระภาพของพวกเราทุกคน (ที่กำลังทำกันอยู่เงียบๆ)เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อสะสมมูลเหตุแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขก็เช่นกัน ขอให้จงประสบความสุขและความสำเร็จทุกท่านคะ
ธรรมมะอาจมิได้สำคัญกว่ากฎหมาย(หรือเปล่า??)(เดี๋ยวนักกฎหมายน้อยใจ)
แต่นึกขึ้นได้ว่าทุกอย่างน่าจะต้องไปด้วยกัน (องค์รวม)
ธรรมมะอาจไม่ได้สำคัญกว่าอะไร แต่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือพื้นฐานของทุกสิ่ง (??)
ธรรมมะอาจช่วยให้ใช้กฎหมายให้ดีได้อย่างไร(หรือเปล่า??)
เห็นก็มีแต่ธรรมมะเท่านั้น ที่คงจะช่วยให้พวกเราเขยิบเข้าใกล้ความสุขร่วมกันได้
สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรงคะ
อ่านรายละเอียดของการเดินรณรงค์เรื่องป่าชุมชนแล้วก็ยอมรับว่าสามารถสร้างจิตสำนึกที่ดีจริงๆ อ่านบทสัมภาษณ์คุณพฤแล้วก็ยิ่งเกิดความรู้สึกประทับใจกับคำพูดของคุณพฤหลายคำจริงๆ ..."เพราะเราคือธรรมชาติ เพราะคุณคือธรรมชาติ"
แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างคะ อาจารย์??
ตำถาม peung -anchana ว่า แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?
อยากให้มีการรณรงค์แบบนี้เป็นระยะสำหรับชาวบล็อก gotoknow
โดยเรื่องที่จะให้มีการรณรงค์กันมีมากมาย เมื่อใครได้เข้าร่วม(ไม่บังคับ)ทำบางส่วนหรือทั้งหมด ร่วมทำแล้วได้ความรู้ ความรู้สึก หรือความคิดอย่างไรก็มาแบ่งปันกันในบล็อกของผู้เป็น "เจ้าภาพ" หรือเป็นต้นคิดการรณรงค์เรื่องนั้นๆ (เป็นเรื่องที่ตนถนัด มีประสบการณ์ หรือไม่ก็มีความตั้งใจอยากทำ
ตัวอย่างเรื่องและระยะเวลา
การทำเช่นนี้แม้จะไม่เห็นชัดเจนว่าเกิด "ผลกระทบ" อะไรกับสังคม สิ่งแวดล้อม กับโลก กับจักรวาลชัดเจน ในระดับที่วัดได้เชิงปริมาณ แต่ถ้าเชื่อว่า เดิดดอกไม้ดอกหนึ่งกระเทือนถึงดวงดาว (ผีเสื้อกระพือปีกที่โตเกียว เกิดพายุที่นิวยอร์ค) แล้ว ก็จะเกิดผลกระทบในเชิงคุณภาพขึ้นแน่นอน ทั้งคุณภาพของผู้เข้าร่วมและคุณภาพของสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม
ที่สำคัญคือ "การเรียนรู้" ที่เกิดขึ้นในแต่ละคน(เล็กๆ) และที่เกิดขึ้นร่วมกัน(ในวงเล็กๆ) อย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ น่าจะสำคัญกว่าการเกิดผลกระทบในวงกว้างอย่างทันทีทันใด (ซึ่งมักเป็นลมเพลมพัด แล้วก็หายไปกับสายลม)
ขอบคุณพี่เชษฐมากคะ
คำขยายความที่พี่เชษฐแบ่งปัน ดีมากคะ
ความจริงวันนั้นรีบตั้งคำถามในใจ พร้อมเขียนไปด้วยความตั้งใจดีว่า เราในฐานะหน่วยย่อยจะทำอะไรได้บ้าง?
พอถามเสร็จก็ยิ้มได้นึกถึงคำตอบนี้ในใจทันทีเช่นกัน ว่า "ใช่แล้ว ก็คำตอบเดิมที่ผึ้งเคยพูดไว้เองว่า:เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งกระเทือนถึงดวงดาว!! ไง ไม่เห็นต้องสงสัยเลย!"
และคำขยายความของอาจารย์ก็ช่วยให้เห็นเป็นรูปธรรมปฎิบัติได้จริงๆด้วยคะ
ขอบคุณมากคะ
เมื่อเช้า แต่งตัวไปดูข่าวไป
ได้ยินแว้วๆ ว่าผู้รายงานพูดถึงเรื่อง gasเรือนกระจก ว่าจากการประชุมที่ญี่ปุ่น(ได้ยินชื่อการประชุมไม่ถนัดนัก) มีพูดถึงข้อสรุปหนึ่งที่ว่า มีข้อตกลงว่าจะมี quotaให้แต่ละประเทศในการปล่อยเรือนกระจกในแต่ละปี ทีนี้ถ้าปีไหนที่ประเทศไหนจะhit quotaแล้วก็ให้ไปขอซื้อquotaจากประเทศอื่นก่อนแล้วก็สามารถเจรจายืม หรือซื้อ สิทธิ์แล้วแต่ข้อตกลง ทั้งนี้ให้อยู่ในquota รวมห้ามเกินขีดนั้น (ก็ฟังไม่ตลอดนักเพราะแต่งตัวไปทำงานไปด้วย ได้ยินผิดพลาดอย่างไรก็ช่วยแก้ด้วยคะ เพราะลึกๆก็ไม่เชื่อหูเช่นกัน)
แต่ได้ยินแล้วก็อึ้งจริงๆ !!???
นึกถึง คุณพฤ ขึ้นมาในบัดดลเลยคะ
อ่านที่ผึ้งเขียนแล้วก็พลอยอึ้งไปด้วย
ช่วงหลายวันมานี้ไม่ได้อ่านทั้งหนังสือพิมพ์ และไม่ได้ดูทีวี (จากปกติที่ไม่ค่อยดูอยู่แล้ว ยกเว้นภาพยนตร์) เลยไม่ได้เห็นข่าวเรื่องการจัดสรรโควต้าว่าจะอนุญาตให้ใคร "ทำลาย" ชั้นบรรยากาศของโลกได้แค่ไหน จากที่ไม่เคยมีโควต้ามาก่อน
ฟังเผินๆ ก็ดีเหมือนกันนะ ที่อย่างน้อยเขาก็มี action ต่อเรื่องนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี
แต่คิดลึกๆ ก็แปลกๆ อยู่เหมือนกัน อยากฟังคุณพฤเหมือนกันว่าคิดอย่างไร