เรียนรู้จากศิษย์เก่า (๓)


ต้องสอนลูกศิษย์ให้รู้วิธีเรียนรู้จากการปฏิบัติของตนเองและของผู้อื่น

ตอนที่

ข้อคิดจากอรุณี (กูแหม) เหมหมัน
จบแล้วเลือกทำงานที่ รพ.ท่าศาลา เพราะมีรุ่นพี่อยู่ ทำงานแผนกเด็ก เวลาทำงานไม่ใช่ทำแต่กับเด็ก แต่ต้องทำกับพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ด้วย ปู่ย่าตายายยิ่งหนักกว่าเพราะรักหลานมากกว่าลูก เวลาทำงานอย่าทำแต่มือ ปากก็สำคัญ เวลาเด็กร้อง เจ็บไปถึงหัวใจของพ่อ-แม่ ต้องรู้จักพูด เช่น เวลาแทงน้ำเกลือให้เด็ก

ต้องหาความรู้เพิ่มเติมตลอด อย่าอยู่กับที่ เพราะอาจไม่ได้ทำงานอยู่แผนกเดียวตลอด เรื่องภาษาก็สำคัญ อย่าอ่านแต่หนังสือภาษาไทย ปากมีไว้ต้องถาม อย่าคิดว่ารู้ ฉันแน่ อาจจะไม่แน่ก็ได้ Clip VDO ยังดูเข้าใจได้ หนังสือมีภาพดูแล้วก็เข้าใจได้เช่นกัน

การทำงานไม่ใช่ทำแต่งานพยาบาลอย่างเดียว ยังมีงานอื่นๆ อีก เช่น ระบบคุณภาพ งาน IC

การวางแผนที่จะเรียนต่อ - คิดไว้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่มีแต่ ป.โท-เอก มีอย่างอื่นอีก ควรมีประสบการณ์ ๒ ปีไว้ก่อน และไม่อยากให้ทิ้งภาษาอังกฤษ เตรียมตัวอยู่เสมอ อย่าทิ้งหนังสือ อย่าหยุดแค่ ป.ตรี “จบไปวันนี้ ไม่ใช่จบชีวิตการศึกษา”

ทำงานใหม่ๆ ไม่อยากแนะนำให้อยู่ OPD เพราะจะ loss ประสบการณ์หลายอย่าง

เวลาขัดแย้ง ควรใช้ความนุ่มนวล ใช้หลักฐาน อย่าใช้ความแข็งกระด้าง จะทำให้เราอยู่กับคนอื่นได้

ข้อคิดจากขนิษฐา หมอยาดี
การเลือกที่ทำงาน สำหรับตัวเองต้องเป็น รพ.ของรัฐ เพราะอยากจะเรียนต่อ เชื่อว่ามีประสบการณ์ให้เก็บเกี่ยวได้มาก เวลาไปฝึกให้ดูว่าลักษณะงานเป็นแบบไหน จะได้เอามาตัดสินใจว่าอยากอยู่ ward ไหน

รพ.รัฐบาลค่าตอบแทนน้อยกว่าของเอกชน แต่ก็ยังมีค่า OT ค่าเวร และยังมีเส้นทางอื่นให้หาเงินได้ แต่อาจเหนื่อยกว่าเพื่อน มีภาษีกว่าที่ได้ประสบการณ์หลากหลาย รพ.รัฐบาล รุ่นพี่ไม่ทิ้ง จะสอน มีคนให้เราซักถาม เอกชนระบบจะไม่เอื้อเหมือนรัฐบาล

ควรมีประสบการณ์สัก ๒-๓ ปี ก่อนจะเรียนต่อ เพราะนอกจากจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้ว ยังได้เก็บเงินไว้สำหรับเรียน “เก็บเงินไปด้วย เก็บประสบการณ์ด้วย” แต่ไม่น่าจะเกิน ๓ ปี เพราะไฟจะหมด ทำงานนานๆ อาจเคยชิน ความคิดที่จะเรียนจะหายไป

ดิฉันได้เรียนรู้ว่าลูกศิษย์เลือกสถานที่ทำงานอย่างไร เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ขณะที่ฝึกปฏิบัติงานอย่างไร ปัจจุบันคนยังมองกันว่า OPD เป็น setting ที่ให้ประสบการณ์การปฏิบัติน้อย เพราะมองแต่ psychomotor skills และระบบ OPD ที่เป็นอยู่นั้น ยังไม่ใช่รูปแบบที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะ OPD สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก

การวางแผนชีวิตและความก้าวหน้าในอนาคต อาจจะมองเห็นเฉพาะเรื่องของการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่คำตอบที่เราต้องให้กับตัวเองก่อนเรื่องนี้คือเป้าหมายการทำงานของเราคืออะไร เราอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร เราทำอะไรแล้วมีความสุข...................หนทางก็คงไม่ใช่เฉพาะการเรียนต่อเท่านั้น สิ่งสำคัญต้องสอนลูกศิษย์ให้รู้วิธีเรียนรู้จากการปฏิบัติของตนเองและของผู้อื่น

วัลลา ตันตโยทัย

หมายเลขบันทึก: 176118เขียนเมื่อ 9 เมษายน 2008 18:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 23:31 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี