การตัดสินใจของนักบินในครั้งนี้ เป็นการตัดสินภายใต้ภาวะวิกฤตที่ถูกต้องและเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก

ในวันที่ 2 เมษายน 2551 (เวลาประมาณ 14.30 น.) หลังจากเสร็จภารกิจ คณะของเราก็ต้องรีบเก็บข้าวเก็บของ ให้ทันเที่ยวบินที่จะออกเวลาบ่าย 3 โมง 20 นาที เพื่อกลับไปกรุงธากา เจ้าหน้าที่ของบริษัทการบินไทยช่วยตรวจสอบกับสายการบินท้องถิ่นที่เราสำรองที่นั่งไว้ให้ว่าเที่ยวบินเที่ยวนี้จะยังคงทำการบินอยู่หรือไม่ เพราะทราบมาจากทาง        กรุงธากาว่าขณะนี้ที่นั่นมีฝนตกหนักและลมพายุพัดกระโชกแรง ได้รับคำตอบว่ายังคงมีเที่ยวบินนี้อยู่และไม่ดีเลย์ แณณก็ดีใจที่จะได้กลับไปเรียนภาษาฝรั่งเศสในช่วงเย็นของวันเดียวกันได้ทัน เพราะการมาปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองจิตตะกอง ในครั้งนี้ แณณได้ขาดเรียนคาบแรกของเทอมใหม่ไปแล้ว 3 ชั่วโมง คุณครูคนใหม่ได้ข่าวว่าเป็นชาวฝรั่งเศสและจะไม่สอนภาษาอังกฤษเสียด้วย หากวันนี้ขาดเรียนอีกเกรงว่าจะตามเพื่อนๆ ไม่ทัน

พอขึ้นเครื่องบินด้วยความที่เราเหนื่อยและเพลีย แณณกับบอลจึงนอนหลับปุ๋ย คาดว่าเพื่อนร่วมงานท่านอื่นๆ ก็คงหลับเช่นกันค่ะ J หลับไปนานเท่าไรไม่ทราบ รู้สึกตัวอีกครั้ง เพราะเครื่องบินมีอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ความรู้สึกเหมือนเครื่องบินที่เรานั่งกำลังจะโดนพัดปลิวไปกับลมพายุภายนอกที่พัดกระหน่ำอย่างแรง  ฝนข้างนอกกำลังตกอย่างแรงจนได้ยินเสียงเข้ามาในเครื่องฯ ความรู้สึกเหมือนเครื่องบินจะตกอย่างไรไม่ทราบ บอลจับมือแณณไว้แน่น คนในเครื่องไม่มีใครร้องโวยวายอะไร แต่คาดว่าคงมีความรู้สึกเดียวกันคือ ใจหายวาบเลยค่ะ ขอบอกตามตรงว่าวูบแรก แณณก็รู้สึกตกใจและใจหาย แต่พอมีสติตั้งมั่น แณณนึกถึงแม่ พี่น้อง รวมทั้ง มโนภาพของพ่อและคนรักเก่าที่จากไปก็ปรากฎชัดขึ้นมาในความคิดคำนึง แณณจึงเริ่มอธิษฐาน ขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรม นายเวร และผู้ที่เราเคยล่วงเกินไปด้วย กาย วาจา ใจ  

ความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับแณณครั้งแรกเมื่อตอนที่เคยเดินทางไปประชุมที่เมืองเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2545 ครั้งนั้นเครื่องบินตกหลุมอากาศและเจอสภาพอากาศที่แปรปรวนเช่นกัน จำได้ว่ารู้สึกใจหายวูบวาบ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเครื่องบินลำนั้นจะถูกพัดปลิวไปกับลมอย่างเช่นวันนี้ อาจจะเป็นเพราะเครื่องบินของบังกลาเทศที่เรานั่งในวันนี้เป็นเครื่องบิน  ใบพัดลำเล็ก แต่เครื่องที่เคยนั่งไปเจนีวานั้นเป็นเครื่องบินลำใหญ่ ความรู้สึกในครั้งนี้จึงระทึกขวัญและน่าตกใจกว่ามาก

                              

นั่งเครื่องบินไปสักพัก อาการเครื่องบินสั่นก็หายไปและทำการบินได้ปกติ เราก็ดีใจว่าอีกสักพักคงได้ลงจอดที่กรุงธากา แล้วกระมัง สงสัยนักบินคงบินวนเพื่อรอจังหวะเวลาที่ฟ้าเปิด เราจะได้ลงจอดอย่างปลอดภัย นั่งไปอีกสักพักใหญ่ๆ จนเกือบจะงีบหลับกันอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงนักบินแจ้งว่า เรากำลังจะลงจอดที่ท่าอากาศยานเมืองจิตตะกอง คณะเราก็หันมามองหน้ากันว่า เอ..ได้ยินผิดหรือเปล่าเนี่ย...

แต่พนักงานบริการหรือแอร์ ก็กล่าวยืนยันอีกครั้งว่ากำลังจะลงจอดที่เมืองจิตตะกอง พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและหวังว่าคงพบกันอีก (ซึ่งแณณก็ตอบรับคุณแอร์เธอไปว่า Very soon : แปลว่าในเร็วๆ นี้ค่ะ เพราะอย่างไรเสียเราคงต้องรอเที่ยวบินต่อไปอยู่ที่สนามบินค่ะ) พวกเราจึงทราบว่าเครื่องต้องบินกลับมาที่เมืองจิตตะกอง เพราะไม่สามารถลงจอดที่สนามบินเซียร์ ณ กรุงธากาได้

โดยส่วนตัว แณณเห็นว่า การตัดสินใจของนักบินในครั้งนี้ เป็นการตัดสินภายใต้ภาวะวิกฤตที่ถูกต้องและเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก เพราะหากนักบินยังดื้อดึงที่จะเอาเครื่องลงจอดที่กรุง     ธากาให้ได้แล้ว ก็ไม่แน่นะคะว่า วันนี้แณณจะยังมีโอกาสมาเขียนโม้ เล่าเรื่องราว เหตุการณ์ระทึกขวัญครั้งนี้ให้พวกเราได้ฟังกันอยู่หรือไม่      


ประณยา จองบุญวัฒนา

6เมษายน 2551