ส่งลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอก

ให้เขาได้เรียนรู้และสัมผัสกับวิถีอันเป็น “รากชีวิต” ของต้นตระกูลของเขาเอง

ทันทีที่ปิดเทอม  ..ผมไม่ลังเลที่จะนำพาลูกชายแสนซนทั้งสองกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกขอบชนบท 

หลายท่านให้คำแนะนำว่าน่าจะให้ลูก ๆ  ได้เรียนพิเศษ   หรือไม่ก็ให้เรียนดนตรี หรือศิลปะ  ซึ่งก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้ไปใช้ชีวิตอยู่ชนบทกับปู่ย่า ...

 

 

ผมน้อมรับคำแนะนำเหล่านั้นด้วยใจ,  แต่ก็ยังยืนยันในเจตนารมณ์ว่า ยังไม่รีบร้อน  ที่จะเคี่ยวเข็ญหรือเตรียมความพร้อมในด้านการเล่าเรียนให้กับพวกเขา  เพราะอยากให้พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิตในแบบชนบท ๆ  ที่ห้อมล้อมด้วยเครือญาติแบบอีสาน ๆ และมีอาณาจักรอันกว้างใหญ่จากทุ่งนาและสายน้ำจากลำเขื่อนเป็นห้องเรียนชีวิตและเป็นพี่เลี้ยงให้เขาได้สัมผัสเรียนรู้..  ตื่นเช้าได้ตักบาตรไปวัด  สายมาได้ขุดดินปีนต้นไม้  ได้ฟังนิทานจากคนหลากวัย   พอตกค่ำก็ได้อาบน้ำเย็น ๆ  ที่ปราศจากเครื่องทำน้ำอุ่น  ได้นั่งล้อมวงกินข้าวเหนียวกับพี่ ๆ น้อง ๆ ... ฯลฯ

และผมก็ทึกทักเองว่า  นั่นคือการพาลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอกดี ๆ นั่นเอง

 

 

นั่นคือเจตนารมณ์ที่ผมพึงปรารถนาให้ลูกได้สัมผัส  และยืนยันว่านั่นไม่ใช่การผลักภาระเจ้าตัวซนไปให้พ่อกับแม่รับผิดชอบแทนตัวเอง  แต่ผมและเพื่อนชีวิตก็ทำความเข้าใจร่วมกับนักเลงลูกทุ่งทั้งสองอย่างชัดเจน  ซึ่งเขาก็ดูประหนึ่งจะมีความสุขกับการได้ไป (เรียนพิเศษ) ใช้ชีวิตในบริบทเช่นนั้นอยู่มากอย่างเห็นได้ชัด

 

 

เย็นวันแรกที่ทั้งสองกลับเข้าสู่ชายคาบ้านของปู่และย่า ..  พวกเขารบเร้าให้ผมและเพื่อนชีวิตพาไปเล่นน้ำที่เขื่อนท้ายหมู่บ้าน  พวกเขารบเร้าว่าอยากว่ายน้ำ,  อยากงมหอย,  อยากจับปลา, อยากนั่งเรือ, อยากไปดูสถานที่ที่ผมเคยเลี้ยงวัวและจับปลาในสมัยที่ยังเป็นเด็ก  ฯลฯ

 

 

รถจักรยนต์คันเดียวแต่อัดแน่นด้วยคนถึงสี่ชีวิตตะลอนลงสู่สายน้ำท้ายหมู่บ้านอย่างมีความสุข  ลูก ๆ  พาตัวเองลงเล่นน้ำอย่างตื่นเต้น  มีการแข่งกันงมหอย,  น้องดินก็พยายามสาธิตการว่ายน้ำให้เจ้าจุกได้ดูเป็นบุญตา   ส่วนเจ้าจุกก็ไม่วายงมหอยมาอวดพี่ชายอยู่เป็นระยะ ๆ  ... มิหนำซ้ำยังแกล้งอำพี่ชายว่าให้ระวังจระเข้งับขาไปโน่น  รวมถึงขู่ให้ระวังว่า เดี๋ยวกะถึกปิงดูดเลือด..

แต่ในที่สุดก็เจ้าจุกเองนั่นแหละที่พลาดไปเหยียบเปลือกหอยจนได้เลือด  แต่เจ้าตัวกลับร้องบอกพี่ชายว่า  "ปลิงไม้กัดขา.."

 

ผมค่อนข้างให้อิสระกับเขาอย่างเต็มที่  ผมอยากให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างน้ำในสระว่ายน้ำที่สวยใสกับน้ำอันขุ่นข้นจากลำเขื่อนอันเป็นธรรมชาติ  และอยากให้เขาเห็นว่าสายน้ำ หรือลำน้ำที่เขากำลังระเริงเล่นอยู่นี้ได้หล่อเลี้ยงผู้คนและสรรพสัตว์กี่มากน้อย   รวมถึงการได้รู้ว่า ชนบท...มีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่าเมืองใหญ่ 

 

บางทีเขาอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะตอบคำถามเหล่านี้  แต่ผมก็ยังหวังว่าบรรยากาศของวันนี้    จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ตกตะกอนอยู่กับตัวเขาได้บ้าง  (ไม่มากก็น้อย)  และความมอมแมมที่จะมีขึ้นกับตัวเขาตลอดช่วงปิดเทอมนี้ก็คงพอบอกเขาได้บ้างกระมังว่า ปู่ย่าตายายและพี่ป้าน้าอา ... ใช้ชีวิตกันเช่นใดบ้าง

 

 .....

 

 

สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าคาดหวังก็ไม่เชิง  แต่มันคือความรักของผมที่มีต่อพวกเขา, ...  รักที่จะให้เขาได้เรียนรู้และสัมผัสกับวิถีอันเป็น รากชีวิต  ของต้นตระกูลของเขาเอง  ส่วนเขาจะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหนและอย่างไร  ตรงนั้นก็ขึ้นอยู่กับเขาเป็นสำคัญ

 

 

ตอนนี้เขาสองคนก็เริ่มรู้ความหมายของคำเหล่านี้บ้างแล้วว่าหมายถึงอะไรบ้าง  นั่นคือ   อีสาน, เว้าลาว,  บ้านนอก, ชนบท  ...

นี่เป็นการเรียนพิเศษที่ผมส่งลูกไปเรียนที่บ้านนอก... แต่ตอนนี้น้องดินก็ได้กลายเป็น "เณรน้อย"  อีกครั้งแล้วนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (27)

สวัสดีค่ะน้องชาย

  • น่ารักจังเลย  หลานป้าอ้อย
  • น้องชายของพี่ คิดถูกใจครูอ้อยเลยค่ะ
  • เมื่อคราวที่ครูอ้อยยังเล็ก  คุณพ่อคุณแม่  ก็นำไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า  ได้อยู่กับธรรมชาติ ป่าเขา  กลางดิน  ทุ่งนา  ครูอ้อย เป็นหลานคนแรก ผู้หญิงด้วย  ญาติผู้ใหญ่ทุกคนจะรัก เอ็นดูมาก ครูอ้อยมีความสุข
  • รู้สึกว่า  มีความสุขมากกว่า  การไปเรียนพิเศษใน เมืองอีกล่ะค่ะ

ขอบคุณค่ะ ที่ทำให้คิดถึงตอนยังเล็ก 

คิดถึงทุกคนเลยนะคะ....ปรีวาสนา

เจ้าคิดดี ทำดี ลงตัวดี ที่สุดแล้วละ แผ่นดิน เอ๊ย!

มีแต่คนทิ้งลาว ทิ้งกำพืดตนเอง

ปู่ย่าเหงาวังเวง

จะครื้นเครงเมื่อหลานมาอยู่ด้วย

ที่สอนพิเศษแห่งไหนจะสู้ได้ในโลกนี้

เมื่อ ปู่ ย่า หลาน เรียนรู้วิชารักกันสุดหัวใจ

เรียนเรื่องใจ จะเป็นเรียนพิเศษที่ไหน ใครสอน?

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะ..

สิ่งหนึ่งที่ต้อมบอกกับตัวเองมาโดยตลอดว่า หากมีลูก(ซึ่งชาตินี้ก็คงจะไม่มี)  ต้อมจะเลี้ยงเขาให้มีความสุขตามอัตภาพ   โดยไม่แกว่งไปกับสภาพสังคมที่แข่งขันแก่งแย่งชิงดีกันในทุกๆ ด้าน   เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัยของเขา   แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกไปจากสังคม

จะบอกให้ว่า..แอบหลงรักน้องดินและน้องแดนค่ะ  ^^

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

- แวะเข้ามาทักทายค่ะ

- การเรียนรู้นอกหนังสือ มีอะไรมากมายให้เรียนรู้จริง ๆ ค่ะ เรียนเท่าไหร่ก็ไม่หมด

สมัยนี้ใครๆ ก็มุ่งเน้นเรียนพิเศษ โลกหนังสือช่างแคบ เทียบไม่ได้กับโลกแห่งความจริง

- เด็ก ๆ สมัยนี้พ่อแม่เน้นเรื่อง IQ กันสูง แต่ EQ,AQ นั้นยิ่งน้อยลงไปเรื่อย ๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เห็นน้องๆเล่นน้ำแล้วนึกถึงสมัยที่ยังเป็นเด็กๆ ก็ชอบเล่นน้ำ จับหอย จับปลา

และก็จับจั๊กจั่นหน้าร้อนด้วย สนุกมากๆ อยากย้อนวันเวลาไปเป็นเด็กอีกครั้ง

Librarian

นั่นคือ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ พร้อมด้วยอุปกรณ์เสริมการเรียนรู้ บวกด้วยความสุขที่รายล้อม

หลานๆมีโอกาสนั้น ผมดีใจด้วยนะครับ

-------------

สังเกตว่า หลานแผ่นดิน อ้วนขึ้นมากครับ

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะ
  • ประทับใจที่น้องดิน น้องแดน เว้าลาวกันคล่อง
  • และก็มาสนับสนุนการเรียนพิเศษแบบนี้ค่ะ
  • เมื่อเล็กๆ ตอนปิดเทอมจะถูกส่งไปอยู่กับยาย ในหมู่บ้านที่มีเครือญาติอยู่ในละแวกเดียวกันหลายหลัง
  • เล่นกับญาติวัยใกล้เคียงกัน ที่ทั้งถุกส่งมาและอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ชนิดที่ไปเล่นบ้านไหนก็กินข้าวบ้านนั้นได้
  • ขุดดิน ทราย ปีนต้นไม้ เล่นน้ำแม่วังกันสนุก
  • ได้รู้รสชาดของการหาบผักไปเร่ขาย เพราะอยากทำตามคนอื่นบ้าง..ก็ที่นั่น
  • เป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิต ที่ได้ทั้งความสุขและสายสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ
  • น้องดิน น้องแดน โชคดีจริงๆ ที่มีประสบการณ์เช่นนี้ในยุคนี้ค่ะ
เขียนเมื่อ 

คราวนี้พี่ต้องปรากฏตัว อิอิ

เพราะชอบ สนับสนุน ชื่นชม ที่ทำเช่นนั้น

ขอให้ทำบ่อยๆที่มีโอกาสนะครับ  พี่เชื่อว่าการที่เอาเด็กๆไปอยู่กับ ปู่ย่า ตายายตามโอกาส โดยเฉพาะเมื่อมีประเพณีอะไรก็แล้วแต่  พี่ถือว่านี่เป็นการส่งไม้ต่อทางจิตวิญญาณ ส่งไม้ต่อทางทุนทางสังคม ส่งไม่ต่อทางความคิดจิตสำนึกแห่งท้องถิ่น ที่ปู่ย่ามีให้แก่ลูกหลาน มันจะค่อยๆซึมซับไปกับการคลุกคลี ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน

หากเด็กมีส่วนนี้ เขาจะไปผสมผสานกับชีวิตในเมือง เขาจะปรับตัวและยืดหยุ่นสูงต่อสภาวะต่างๆทางสังคม  แน่นอนเขามีคำถาม เราก็บอกกล่าว ให้คำตอบ

เด็กในเมืองไม่เข้าใจสังคมชนบทเลย โดยเฉพาะเด็กกรุงเทพที่เอาแต่เรียน เรียน เห็นวัวเห็นควายก็บอกไม่ได้ แยกแยะไม่ได้ เห็นต้นข้าวก็ไม่รู้จัก  โตขึ้นมาก็จะไม่เข้าใจประเทศไทยที่ถ่องแท้

เด็กชนบทซะอีกที่หันหน้าออกชนบท เข้าแต่เมือง สลัดทิ้งรากเหง้าแห่งเผ่าพันธุ์ ไปเสพสิ่งใหม่ที่คิดว่ามันจีรัง และเป็นของแท้แน่นอน ผิดหวังกลับตายรังกันทั้งน้าน....

ชื่นชมครับที่ทำเช่นนี้

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน

ไม่ทักทายกันนานจังค่ะ

เด็กๆเรียนรู้ ซึมซับจากประสบการณ์เป็นแบบเรียนที่วิเศษสุดค่ะ

อ้าย

  • เรียนพิเศษที่บ้านนอกช่วงนี้ท่าทางจะได้กำไรที่สุด
  • ฝนตกใหม่ ๆแบบนี้บ้านนอกเรามีกิจกรรมให้เรียนรู้มาก
  • จับกบ จับเขียด ไต่แมงจี่นูน สารพัดกิจกรรม
  • แต่ต้องระวังฟ้าด้วย เดี๋ยวนี้ฟ้าแรงไม่เหมือนก่อน อะไรก็ผ่าได้ง่าย ๆ คิดฮอดเด้อ
เขียนเมื่อ 

สุดยอดเลยอ้าย.... เมื่อไหร่มีลูกจะเอาเป็นตัวอย่างครับ...

เขียนเมื่อ 

เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่ได้คิดตามค่ะ วิถีชีวิตดั้งเดิมที่คนรุ่นใหม่มักลืมเลือน

  • มาชื่นชม ยินดี สนับสนุน และช่วยยืนยันว่า เป็นการเรียนพิเศษที่เยี่ยมยอด มีคุณค่าและดีจริงๆ เมื่อมีโอกาสก็ทำเถอะค่ะ 
  • เด็กๆ ทั้งสองโชคดีกว่าเด็กอีกหลายคนทีไม่มีโอกาส ความสุข ความรู้แบบนี้หาได้ไม่ยาก และยากต่างกันในแต่ละคน
  • และแหววก็เชื่อค่ะ ว่าประสบการณ์เหล่านี้จะตกตะกอนอยู่ในใจเขา...อันมีผลต่ออนาคตที่ดีค่ะ
metta.s
IP: xxx.12.73.7
เขียนเมื่อ 

มาอ่านค่ะ..คิดถึงเด็กๆ คอิดถึงพ่อเด็ก...คิดถึงคุณแดนไท ด้วยค่ะ..

แก้มแหม่ม
IP: xxx.19.231.4
เขียนเมื่อ 

นี่แหล่ะ ความต่างระหว่าง "วิชาการ" กับ "วิชาชีวิต"

"วิชาชีวิต" ที่มีเงินมากแค่ไหนก็หาซื้อไม่ได้...อีกแล้ว...นอกจาก..บนแผ่นดิน

กอล์ฟ
IP: xxx.26.23.195
เขียนเมื่อ 

สุดยอดครับพี่นัส

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะน้องพนัส

เห็นเด็ก ๆ แล้วอดยิ้มไม่ได้  มาอวยพรปีใหม่ไทยๆ คะ  ขอให้มีความสุขนะคะ ฝากความคิดถึงคุณเจี๊ยบด้วยคะ 

S2

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ครูอ้อย แซ่เฮ

ผมไม่เลยกังขาแม้แต่นิดเดียวว่า  คุณปู่คุณย่า  ธรรมชาติ ป่าเขา  กลางดิน  ทุ่งนา ...  จะเป็นอุปสรรคกับการเติบโตของลูก ๆ  ตรงกันข้ามกับเชื่อมั่นแรงกล้าว่า   สิ่งเหล่านี้คือ "ต้นทุน"  และ "ภูมิต้านทาน"  อันดีสำหรับลูก ๆ  ...

การสอนให้ลูกพูดอีสาน  เหตุผลง่าย ๆ  ประการหนึ่งเลยก็คือ  ไม่อยากให้ปู่ย่าที่พูดภาษาไทยไม่เก่งต้องเคอะเขินที่จะพูดกับหลาน  ๆ ....

ขอบคุณมากครับ,

....

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ พ่อ ฯ

....

มีแต่คนทิ้งลาว ทิ้งกำพืดตนเอง

ปู่ย่าเหงาวังเวง

จะครื้นเครงเมื่อหลานมาอยู่ด้วย

....

เบื้องต้นที่พ่อพูดนั้น  เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนกลิ่นอายของโศกนาฏกรรมของคนอีสานบ้านเฮาอย่างเจ็บปวด

ทุกวันนี้ลูก ๆ  ได้วิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ  บริบทของปู่ย่า  เช้าไปวัด, ไปไปเพล  หยิบจับใบต้องให้ย่าเย็บพานบายศรี หรือไม่ก็ตำหมากให้คนเฒ่าคนแก่  รวมถึงการนั่งสื่อกินข้าวอย่างเรียบง่าย  ตลอดจนการฟังเรื่องราวในอดีตของหมู่บ้านจากคุณปู่ ผู้ที่ปากกัดตีนถีบมาอย่างทระนง ....

สิ่งเหล่านี้,  เป็นเจตนาที่ผมอยากให้ลูก ๆ  ได้สัมผัสด้วยตนเอง  โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทการเล่าเรื่องใด ๆ ให้ฟัง แต่ให้พบและเจอด้วยตัวเขาเองเป็นสำคัญ  และเท่าที่ประเมินดู  พวกเขาก็ดูจะมีความสุขมากโข  ขณะที่ปู่กับย่า  ก็ดูจะสดชื่น ..ยืนยาวขึ้นทุกปี

 

 

ประทับใจอาจารย์ มากค่ะ

เด็กบ้าน นอก

เขียนเมื่อ 
  • เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุด
  • เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆได้รับประสบการณ์ที่แตกต่าง
  • โดยเฉพาะการเว้าลาวซึ่งในปัจจุบันแทบจะเรียกว่าเป็นความสามารถพิเศษเลยทีเดียว
  • เด็กๆได้อยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย มีความสุขทั้งสองฝ่ายครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณต้อม เนปาลี

ขออนุญาตทวนถ้อยคำของคุณต้อมอีกรอบ  เพราะอ่านแล้วได้แรงบันดาลในอย่างมหาศาล ..

จะเลี้ยงเขาให้มีความสุขตามอัตภาพ   โดยไม่แกว่งไปกับสภาพสังคมที่แข่งขันแก่งแย่งชิงดีกันในทุกๆ ด้าน   เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัยของเขา   แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกไปจากสังคม

......

ขอบคุณมาก ๆ ครับ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณพวงเพชร (เพชรน้อย)

  • ช่วงสั้น ๆ ก็คิดเหมือนกันว่าจะเอายังไงดีระหว่าง เรียนพิเศษในเรื่องดนตรีและอื่น ๆ  กับการกลับไปฝากไว้กับคุณปู่ - คุณย่า
  • แต่เมื่อชั่งดูแล้ว  ความอบอุ่นในเครือญาติที่บ้านเกิด  น่าจะเป็นสิ่งที่ลูกๆ ควรจะได้ไปสัมผัสอย่างเต็ม ๆ  โดยมีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งเพื่อนบ้าน, ท้องนา, และลำน้ำ  เป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่ง
  • เรื่องเรียนพิเศษ  เอาไว้ปีหน้าก็ไม่สายจนเกินไปกระมังครับ
  • ....
  • ขอบคุณครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ Librarian

ผมเองก็ติดยึดอยู่กับคืนวันเก่า ๆ ในวัยเด็ก  ชอบที่จะคิดถึงอยู่อย่างไม่รู้เบื่อ  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า  ปัจจุบันไม่รื่นรมย์  เพียงแต่วันวัยในช่วงเป็นเด็กนั้น  ดูสดชื่นและโปร่งใสกว่าการเป็นผู้ใหญ่ท่ามสังคมที่ซับซ้อนอย่างวันนี้เป็นยิ่งนัก

ผมเองก็เป็นคนเขื่อน  แต่ว่ายน้ำไม่เก่ง  ...  นี่ก็งงตัวเองอยู่เหมือนกัน

....

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ..คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ปีนี้สักกลางเดือนมีนาคม  ก็จะพาพวกเขาคืนกลับสู่ห้องเรียนธรรมชาติอันกว้างใหญ่ที่บ้านเกิดอีกรอบ  อย่างน้อยในช่วงปิดเรียน เขาก็คงได้สัมผัสกับประเพณีของชุมชนสัก 2 อย่างได้  อันได้แก่  บุญผเหวดและบุญสงกรานต์ ...

นั่นคือ บทเรียนที่ผมอยากให้เขาสัมผัสอีกรอบ...

ขอบคุณครับ

 

สมคิด
IP: xxx.120.80.124
เขียนเมื่อ 

บังเอิญเจอเลยได้เข้ามาอ่าน เพราะกำลังค้นหาว่ามีคนที่คิดแบบผมมากน้อยขนาดใหน

ผมมีลูกชายเรียนและอาศัยอยู่กับผมในกรุงเทพฯ พอปิดเทอมสิ่งแรกที่ผมคิดคืออยากให้เขาไปอยู่กับบตายายในชนบท(ชัยภูมิ)เพราะผมเคยเล่าให้ลูกฟังว่าตอนพ่อเด็ก ๆ พ่อเคยหาปลาเอง เก็บผักกินเอง ปลูกข้าวกินเอง และหลายอย่างที่ไม่มีในสังคมเมือง การส่งไปอยู่กับตายายเป็นหนทางหนึ่งที่เขาสามารถเรียนรู้และเห็นภาพและเกิดการเรียนรู้โดยไม่มีหนังสือเล่มใหนสอน ซึ่งเขาเองจะได้รู้จักและคุ้นเคยกับญาติผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งสังคมเมืองทุกวันนี้หายากเต็มทน.....ขอบคุณครับ

กานพลู
IP: xxx.28.248.41
เขียนเมื่อ 

บังเอิญผ่านมาเจอเหมือนกันค่ะ กำลังคิดว่าจะส่งลูกสาวไปอยู่บ้านนอกกับยายช่วงปิดเทอมหนึ่งที่จะถึงนี้ดีไหม พอได้อ่านบทความของคุณแล้วช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมากค่ะ ว่าหนูควรจะไปคลุกดินที่บ้านนอก เหมือนแม่ตอนเด็กๆ ไม่ต้องเรียนพิเศษ เห็นด้วยอย่างย่ิงว่าบ้านนอกมีคุณค่าให้เรียนรู้ธรรมชาติ ไม่น้อยหน้าไปกว่าการเรียนรู้เทคโนโลยีในเมื่องเลยค่ะ