วันนี้ เช็คเอ๊าออกจากโรงแรม จะไปนอนที่ทำเนียบท่านทูต เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปห้างไคโตะวันพรุ่งนี้ก่อนขึ้นเครื่องห้าโมงเย็น

ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย  ณ กรุงโตเกียวนี้ มีประวัติศาสตร์ความรักข้ามพรมแดน  เรียกว่ารักระหว่างรบ  ของเจ้าหญิงญี่ปุ่นและเจ้าชายจากจีน จนกล่าวขานกันว่าเป็นความรักแท้ ที่เล่าต่อๆกันมาอย่างไม่รู้จบทั้ง ๒ ประเทศ  ณ แห่งนี้เป็นต้นกำเนิดหนังเรื่อง  "พลังรักสองแผ่นดิน" หนังประวัติศาสตร์ในสมัยจักรพรรดิ์ปูยี  ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีน(The Last Emperor คนไทยหลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้)  

สาระทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของครอบครัวชาวตะวันออกที่วางรากฐานของความรัก  ละครเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพระหว่างญี่ปุ่นกับจีน เป็นสนธิสัญญาแห่งความสัมพันธ์

ดอกไม้ที่ถ่ายมาบริเวณบริเวณทำเนียบฯ

 ทีวีอาซาฮี ได้สร้างละครเรื่องนี้ด้วยทุนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเยน หรือประมาณ ๓๑๐ ล้านบาท  เพื่อให้เนื้อเรื่องสมจริงตามประวัติศาสตร์ในสมันนั้น  รวมทั้งฉากและเครื่องแต่งกายของนักแสดง  ได้นำออกฉายในประเทศญี่ปุ่น  ประสบความสำเร็จอย่างมาก  สร้างรายได้และได้รับรางวัล ต่าง ๆ มากมาย  อาทิ รางวัลผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยม  รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  รวมทั้งได้แพร่ภาพผ่านดาวเทียม  ภาพยนตร์ชุดนี้ไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า ๕๐ ประเทศด้วย

ละครเรื่องนี้ "ฮิโระ" บุตรสาวของขุนตระกูลเจ้าของบ้านพักนี้ที่ได้แต่งงานกับชายผู้มีศักดิ์เป็นน้องขององค์จักรพรรดิปูยี  ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์จีน และถึงแม้การแต่งงานครั้งนี้จะเกิดขึ้นด้วยเหตุทางการเมือง แต่ทั้งสองก็เรียนรู้ที่จะเคารพในวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน  และปรับตัวเข้าหากัน  จนพัฒนาเป็นความรัก  แต่แล้วความสุขนั้นก็อยู่เพียงไม่นาน  เมื่อเกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นได้เกิดขึ้น  จนทำให้ความรักของคนทั้งสอง  ถูกจับตาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ฮิโระถูกให้ร้ายว่าว่าเป็นสายสืบจากรัฐบาลญี่ปุ่น  แต่ทั้งสองยังคงเชื่อมั่นในรักแท้  แม้จะถูกพลัดพรากจากกันเป็นเวลานานถึง ๑๖ ปี ทั้งคู่ก็ยังซื่อสัตย์และยึดมั่นในความรักที่มีต่อกัน มิเสื่อมคลาย  เชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

พลังรัก ๒ แผ่นดิน  เป็นรักข้ามขอบฟ้าข้ามพรมแดน  ที่เกิด ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว  เมื่อผมได้เข้าไปที่คฤหาสน์หลังนี้  ดูแรกๆสวยงามดี  แต่ฟังเรื่องเล่าจากภรรยาท่านทูตแล้ว  เหมือนบ้านที่มีชีวิต  มีความน่ากลัวแฝงอยู่  เครื่องเรือนภายในก็เป็นของดั้งเดิม  แถมนอนห้องเก่าแก่  ขรึมๆทึมๆเห็นประตูหลังภาพนี้ใหมครับ  ผมนอนอยู่ห้องนี้ดีที่ไม่มีใครมาเยี่ยมยามค่ำคืน

มีภาพสีวาดโดยจิตรกรระดับโลกจากอิตาลี  และรูปปั้นมากมาย  มีภาพหลายภาพที่แต่ละภาพมีมูลค่ามหาศาลนับค่าไม่ได้  ว่ากันว่าที่ต้องสร้างบ้านหลังนี้  เพราะไปซื้อรูปใหญ่อันนี้  มาจากสถานทูตอิตาลีจึงต้องสร้างบ้านสำหรับเก็บภาพด้วย

ตัวคฤหาสน์ที่เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตนั้น ทางการไทยซื้อมาจาก  เจ้าของเดิมเป็นพ่อค้าขายซีอิ๊วชาวญี่ปุ่น  ที่มีความร่ำรวยมาก  ซื้อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในราคา ๑ ล้านเยน ปัจจุบันนี้แม้แต่ที่หนึ่งตารางเมตรยังซื้อไม่ได้ในราคาเท่านี้ครับครับ  แค่เฉพาะตัวคฤหาสน์อย่างเดียว บริษัทประกันภัยมิตซุยได้ตีราคาถึง ๙๖๐ ล้านเยน หรือประมาณเกือบ ๓๐๐ ล้านบาท โดยไม่รวมเครื่องตกแต่ง รูปภาพที่ประเมินค่ามิได้อีกหลายภาพ

ที่ดินกว่า ๕ ไร่ ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวที่คิดราคาซื้อขายกันเป็นตารางฟุต รวมแล้วเป็นสมบัติของชาติไทย ที่มีมูลค่ามหาศาลในประเทศญี่ปุ่น  และทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญ ๆ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่นอยู่เสมอ ๆ



ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีแสนยานุภาพมาก  ได้กรีฑาทัพเข้าตีประเทศจีน  ยึดแมนจูเลียไว้ได้  พยายามจะครอบครองประเทศจีนให้ได้  จึงยกทัพเข้าไปตีปักกิ่ง  กองทัพจีนได้พยายามต่อต้าน  แต่ก็ต้านทานไม่ไหว  กองทัพญี่ปุ่นจึงยึดปักกิ่งได้ และบุกต่อไปยึดเซี่ยงไฮ้  และเมืองหลวงชองจีน คือ นานกิง ด้วย

เนื่องจากประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก  ทำให้กองทัพญี่ปุ่นเริ่มอ่อนล้า จึงควบคุมบัญชาการอยู่ที่ปักกิ่งเท่านั้น  โดยสถาปนาจักรพรรดิปูยี  แห่งราชวงศ์ชิง ให้เป็นจักรพรรดิแมนจูกัว ขึ้นปกครองจีน

ระหว่างที่ควบคุมการบริหารงานที่ปักกิ่ง  ด้วยวิเทโศบาย หรือเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทางการญี่ปุ่นได้นำเอาเข้าชายฟุเคทสึ ไอซิงคาคุระ พระอนุชาของจักรพรรดิปูยี มาศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น (เรียกว่าเป็นตัวประกันคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พม่านำตัวสมเด็จพระนเรศวรไปอยู่พม่า)

เจ้าชายฟุเคทสึได้มาเรียนวิชาการทางด้านทหารที่ญี่ปุ่น จนใกล้จะจบหลักสูตร ทางการญี่ปุ่นก็มีความคิดว่า เพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์ไมตรีให้แน่นแฟ้นระหว่างทั้ง ๒ ประเทศ และเพื่อลดกระแสความเกลียดชังของชาวจีนที่มีต่อชาวญี่ปุ่นที่ไปข่มเหงรุกรานจีน จึงคิดหาคู่ครองให้กับเจ้าชายฟุเคทสึ แต่จะต้องหาคนที่มีศักดิ์ศรี ฐานันดรศักดิ์เท่ากัน  เพราะทางฝ่ายจีนเป็นถึงเจ้าชาย

เมื่อค้นหาไปทั่วก็มาได้ที่เจ้าหญิงฮิโร  ที่มีเชื้อสายของจักรพรรดิเมจิ  ซึ่งเป็นหลานสาวของเจ้าของคฤหาสน์ทำเนียบเอกอัครราชฑูตไทยแห่งนี้ นับว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุด

จากนั้นก็เริ่มทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน โดยแม่สื่อแม่ชักจะนำรูปถ่ายของแต่ละคนมาแลกให้กันดู และนัดดูตัวกันที่คฤหาสน์แห่งนี้ ซึ่งทั้งเจ้าชายฟุเคทสึและเจ้าหญิงฮิโร ต่างก็ไม่พอใจ และไม่เต็มใจ เพราะต่างก็รู้ดีว่านี่เป็นแผนการเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องความรัก แต่ทั้งคู่ก็ขัดใจผู้ใหญ่ไม่ได้

เมื่อถึงวันนัดดูตัวกัน พอได้มานั่งร่วมโต๊ะเสวยด้วยกันดังในภาพ ต่างก็รู้สึกประทับใจซึ่งกันและกัน เริ่มสนใจกัน และด้วยแรงยุของแม่สื่อแม่ชัก เจ้าชายก็เสด็จฯ มาที่คฤหาสน์แห่งนี้ เพื่อมาพบเจ้าหญิงบ่อยครั้งขึ้น โดยพากันเที่ยวในสวนสวยงามทางด้านหลังคฤหาสน์ที่มีเนื้อที่กว่า ๕ ไร่ จนเกิดความรักซึ่งกันและกัน จึงได้ประกาศหมั้นกันในเดือน ก.พ. ๒๔๘๐ โดยทางการญี่ปุ่นได้จัดพิธีอภิเษกสมรสให้อย่างสมพระเกียรติในเดือน เม.ย. ๒๔๘๐

นับว่าคฤหาสน์ที่เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวแห่งนี้ เป็นบ่อเกิดของความรักระหว่างเจ้าชายจีนกับเจ้าหญิงญี่ปุ่น  ทั้งสองมีพระธิดา ๒ พระองค์

แต่เรื่องมิได้จบเพียงเท่านี้  "รักแท้ต้องมีอุปสรรค" ระหว่างเจ้าหญิงญี่ปุ่นกับเจ้าชายจีน  เพราะในขณะนั้นประเทศจีนกำลังวุ่นวายมาก  เกิดการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า  เพื่อแย่งชิงการปกครอง  กลุ่มที่มีกำลังแข็งแรงมากก็คือกลุ่มของเหมาเจ๋อตุง จักรพรรดิปูยีจึงมีความต้องการให้พระอนุชาเสด็จฯ กลับประเทศจีน  เพื่อช่วยเหลือในการปกครองประเทศ  เจ้าชายฟุเคทสึจึงต้องพาเจ้าหญิงฮิโรเสด็จฯ ไปประเทศจีนด้วย

ระหว่างที่อยู่ประเทศจีน เจ้าหญิงฮิโรรู้พระองค์ดีว่า ชาวจีนไม่ชอบและแสดงความเกลียดชังพระองค์ เนื่องจากญี่ปุ่นเข้ารุกรานยึดครองประเทศจีนนานถึง ๑๕ ปี แต่พระองค์ก็พยายามทำความดีทุกอย่างเพื่อลดความบาดหมางซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งจักรพรรดิปูยีซึ่งไม่มีพระโอรสก็ยังไม่ค่อยไว้ใจเจ้าหญิงฮิโรนัก สร้างความลำบากใจให้กับเจ้าหญิงฮิโรเป็นอย่างยิ่ง และใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขนัก

เมืองจีนขณะนั้นก็ไม่สงบ มีการรบพุ่งกันตลอดเวลา กลุ่มของเหมาเจ๋อตุงได้ร่วมมือกับรัสเซียบุกยึดปักกิ่งได้ จักรพรรดิปูยีและเจ้าชายฟุเคทสึต้องหลบหนีออกจากวังไปทางหนึ่ง เจ้าหญิงฮิโรและพระมเหสีของจักรพรรดิปูยีก็หนีไปอีกทางหนึ่ง ระหว่างที่หลบหนี พระมเหสีองค์จักรพรรดิปูยีได้สิ้นพระชนม์  เจ้าหญิงฮิโรเลยต้องหนีไปอย่างลำบาก  ต้องระวังกองทหารจีนที่ตามจับตัวและการเดินทางที่แสนทุรกันดาร แต่โชคดีที่หนีกลับญี่ปุ่นจนได้

ส่วนจักรพรรดิปูยีและเจ้าชายฟุเคทสึถูกจับได้ และถูกคุมขังอยู่ในคุก  ระหว่างที่อยู่ประเทศญี่ปุ่น เจ้าหญิงและลูก ๆ  ที่ยายช่วยเลี้ยงไว้  ก็ได้เสด็จฯ มาที่คฤหาสน์ที่เป็นทำเนียบเอกอัครราชฑูตไทยในปัจจุบัน  สถานที่พบรักกับเจ้าชายฟุเคทสึ  เพราะตั้งแต่เริ่มรักกันก็ไม่เคยจากกันเลย  ทรงคิดถึงพระสวามี  เพราะไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร

เจ้าหญิงได้เขียนจดหมายถึงเจ้าชายฟุเคทสึทุกวันระหว่างที่เขียนไปก็ร้องไห้ไป แต่ไม่ได้ส่งจดหมาย เพราะทราบดีว่าส่งอย่างไรก็ไม่ถึง ลูกสาวคนโตที่ได้เห็นแม่โศกเศร้าร้องไห้ทุก ๆ วัน ก็อดรนทนไม่ไหว จึงได้เขียนจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรีของจีนสมัยนั้น ในจดหมายเขียนเล่าให้ฟังถึงความคิดถึงของแม่ที่มีต่อพ่อของตน ขอให้ช่วยนำจดหมายที่แม่เขียนถึงพ่อทุก ๆ วัน ส่งให้ด้วยซึ่งก็ได้ผลจดหมายฉบับที่เจ้าหญิงฮิโรเขียนได้ถึงมือของเจ้าชายฟุเคทสึที่ถูกคุมตัวอยู่ในห้องขัง

ต่อมาทางการจีนได้ปล่อยตัวเจ้าชายออกจากที่คุมขัง เจ้าชายจึงขอให้เจ้าหญิงเดินทางมาอยู่ด้วยกันที่ประเทศจีน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนสิ้นพระชนม์

ส่วนลูกสาวคนโตนั้นทราบข่าวว่าได้เสียชีวิต โดยการกระโดดภูเขาเพื่อฆ่าตัวตายลูกสาวคนเล็ก ปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ โดยอาศัยอยู่ที่เมืองโอซากา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าชายกลับมาเยี่ยมดูบ้าน  ตัวท่านไม่สูงมากนักโดยมีท่านทูตให้การต้อนรับครับ

ด้วยเหตุที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว มีประวัติศาสตร์เรื่องความรักอันยิ่งใหญ่ของเจ้าหญิงฮิโรและเจ้าชายฟุเคทสึ จนเป็นที่กล่าวขานกันอย่างไม่จบสิ้น ทำให้สถานีโทรทัศน์อาซาฮีของประเทศญี่ปุ่นได้ติดต่อมายังสถานทูตไทย เพื่อขอความร่วมมือถ่ายทำสารคดีจากชีวิตจริงเกี่ยวกับความรักของทั้งคู่ และเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ของสถานีโทรทัศน์อาซาฮี โดยใช้ทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นฉากจริง แต่สถานที่ถ่ายทำจริง  ๆ นั้นเป็นสถานที่ที่ไม่ไกลจากคฤหาสน์มากนัก ใช้เวลาเดินไปประมาณ ๕ นาทีก็ถึง เป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับคฤหาสน์ที่เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย

เมื่อสถานีโทรทัศน์อาซาฮีนำสารคดีเรื่องนี้ฉายทางทีวี ก็ได้รับความสนใจและสะเทือนใจไปทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยช่องหนึ่งได้ทราบเรื่องอันสะเทือนใจนี้ จึงได้ซื้อสารคดีชุดนี้มาฉายในประเทศไทยโดยตั้งชื่อว่า "พลังรักสองแผ่นดิน" จนเป็นที่ฮือฮาเมื่อไม่นานมานี้

 

 ภาพนี้ถ่ายในสวนหลังบ้านทั้งดอกซากุระ และดอกคล้ายกุหลาบ

ห้องใต้ดินเป็นบริเวณครัวที่กว้างใหญ่

สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นหลานวาดะ  ทำแบบบ้านลักษณะนี้โดยสร้างขึ้นมา จำนวน ๑๐๓ หลังในญี่ปุ่น  หลังนี้มี ๕ ห้องนอน  เจ้าของบ้านแก้แบบ ๒๑ ครั้งโคมไฟ ไม้ปาเก้จะออกแบบโดยเจ้าของทั้งหมด ปัจจุบันเหลืออยู่ ๘ หลังรวมทั้งหลังนี้  สาเหตุที่หายไปเกือบร้อยหลังเพราะ  เกิดแผ่นดินไหวบ้าง  ไฟใหม้บ้าง  พายุ  ทุบทิ้งเพราะทนภาษีไม่ใหว  ภาระภาษีมรดกแพงมากๆ  ว่ากันว่าแม้แต่จักพรรดินีได้สมบัติเป็นวังมายังต้องยกให้หลวง  ความที่เจ้าของบ้านหลังนี้รักบ้านมากหากทุบทิ้งก็เสียดายถ้าเป็นของต่างชาติก็จะรักษาไว้ได้จึงขายให้ประเทศไทย  ญี่ปุ่นทำสงครามโลกร่วมกับฝ่ายเยอรมัน  ไม่มีโลหะ  ขอบริจาคจากราษฎร  วัดก็เอาระฆังบริจาค  คนญี่ปุ่นมีความรักชาติ  พร้อมยอมตายเพื่อประเทศชาติ(อยากให้คนไทยเป็นอย่างนี้จังเห็นมีแต่รักจนน้ำลายไหล)

ที่การสร้างวิจิตรพิศดารแบบนี้เขาบอกว่าบ้านบางหลังที่ถูกทำลายบางครั้งพบหีบเงินเป็นห้าสิบหีบ  เพราะอย่างนี้เองรัฐบาลญี่ปุ่นจึงมักเปลี่ยนธนบัตรใหม่เรื่อยๆ

 

 

 

นายฟูเจียบิดาเจ้าหญิง  กลับมาดูบ้านอีกครั้งหลังที่ขายให้รัฐบาลไทย และอีกสองปีต่อมาก็เสียชีวิตปี ๒๔๘๘  

ข่าวสารต่างๆที่นำไปลงไว้ในการนำสารคดีและหนังออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ