การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการแพทย์ในศตวรรษที่ 20 คือ ‘การเพิกเฉยต่อความเป็นมนุษย์

ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ หรือ “Humanized Health care” กำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นทุกขณะในวงการสาธารณสุขไทยในยุคปัจจุบัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นมนุษย์ในระบบบริการสุขภาพ มิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงมานานตั้งแต่ช่วงราว 400 ปี ก่อนคริสตกาลแล้ว   ฮิปโปเครติส (Hippocrates)   บิดาแห่งการแพทย์   ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า      “I would rather know the person who has the disease than know the disease the person has”หรือแม้กระทั่งการแพทย์ในบริบทของสังคมไทยนั้น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งวงการแพทย์ไทยก็ทรงมีพระบรมราโชวาทว่า ฉันไม่ต้องการให้เธอเป็นเพียงแพทย์เท่านั้น แต่ฉันต้องการให้เธอเป็นคนด้วย

การใช้คำว่า ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ หรือ Humanized Health care จึงมิใช่การ ดูถูกตนเอง ว่าวงการสาธารณสุขที่เป็นอยู่ไม่มีความเป็นมนุษย์ หากแต่เป็นการ  สะท้อนตนเอง ของวงการสาธารณสุข ว่า ท่ามกลางการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการกลับค่อย ๆ มีการคำนึงถึงมิติของความเป็นมนุษย์ลดลงทุกขณะ จนถึงกับมีผู้กล่าวว่า การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการแพทย์ในศตวรรษที่ 20 คือการเพิกเฉยต่อความเป็นมนุษย์’” 1 การพูดถึงระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการพยายามเรียกร้องเอาอุดมคติดีงามของการแพทย์ที่เคยมีอยู่และได้ขาดหายไปให้กลับคืนมา

ในขณะที่วงการสาธารณสุขไทยในยุคปัจจุบันกำลังเกิดความตื่นตัวในประเด็นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อเขียนต่อเนื่องชิ้นนี้เป็นความพยายามของผู้เขียนในการทดลองขบคิดและนำเสนอในประเด็นดังกล่าวที่มีความสัมพันธ์กับวงการทันตแพทย์ หรือประเด็นว่าด้วย ทันตแพทยศาสตร์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกัน การใช้คำพูดเช่นนี้ก็มิใช่การดูถูกตนเองหรือดูถูกวิชาชีพทันตแพทย์ หากแต่เป็นความพยายามในการสะท้อนและเฝ้ามองตนเอง ใคร่ครวญถึงสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อหาหนทางในการก้าวเดินต่อไปในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

1.Kothari, Manu and Mehta, Lopa.(1996) Violence in Modern Medicine In Nandy, Ashis (ed.) Science, Hegemony and Violence: A Requiem for Modernity. (pp. 167-210). New Delhi: Oxford University Press.