26 มีนาคม 2551(ต่อ)
อื่นๆที่พอจดจารึกได้ ก่อนนั่งดูหนังอย่างเดียว จากหนังเรื่อง An Art of Possibilities มีดังนี้
.....…speak possibility…….
…...ลดเสียงในหัวที่บอกว่า ฉันทำไม่ได้ลง......
........เสาะหาประกายแววตา ที่อยากทำบางสิ่งบางอย่างให้ตัวเอง ที่เป็นไปได้........
.......นำพาเสียงทุกเสียงไปสร้างฝันร่วมกัน..............
.......เวลาซ้อมฉันตั้งใจซ้อมให้ได้ตามมาตรฐาน แล้วฉันก็ได้ประสบการณ์ว่า ฉันไม่จำเป็นต้องวางตัวฉันไว้ตรงนั้น..........
........ทุกคนได้ที่หนึ่ง...........
........มุมมองที่แตกต่างเป็นเรื่องที่สวยงาม........
........ทุกคนมีอิสรภาพในตัว ไม่ควรมองข้าม.........
........ทุกคนเป็นคนเก่งและคนดี.............
ช่วงบ่ายวันนี้ กิจกรรมวนกลับมาที่การสนทนาแลกเปลี่ยน เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ก่อนแลกเปลี่ยน วิทยากรให้ทุกคนบันทึกทบทวนตนเองลงในกระดาษ แล้วจึงล้อมวงคุยแลกเปลี่ยนกัน
บรรยากาศหลังดูหนัง
หลังจากทำ AAR ทุกคนได้รับมอบงานไปเลือกใบงานประจำวันของเพื่อนมา 1 คน และรับแจกวิดิโอบันทึกเรื่องราวบางส่วนของ 2 วันที่ผ่านมา 1 ชุด มีงานให้ทำคือ ใครได้ใบของใคร ให้เขียนความประทับใจที่อยากบอกให้กับคนๆนั้นลงในกระดาษรูปหัวใจที่ทำไว้ให้ เขียนแล้วให้นำหัวใจและบันทึกไปมอบให้ และกล่าวคำพูดที่อยากกล่าวเพื่อบอกลากัน ฉันหยิบได้บันทึกของน้องจุ๋ม จากโรงงานยาสูบ ส่วนบันทึกของฉัน คุณติ๋ม มศว. เป็นคนหยิบได้ สังเกตว่า ทุกคนตั้งใจบันทึกลงในหัวใจมาก ต่างคนต่างใช้ความคิดอยู่นาน เพื่อกลั่นความรู้สึกของตนออกมา แล้วก็พักบ่าย
หลังจากนั้นก็มาคุยกันต่อ คราวนี้ให้ทุกคนที่มา เล่าว่ารู้สึกอย่างไรกับ 3 วันที่ผ่านมา
ฉันบอกทุกคนว่า ฉันมาเข้าร่วมเพราะความรู้สึกสีเทาๆที่อยู่ในใจ ทำให้ต้องหาที่ใหม่อยู่สักพัก และบอกทุกคนว่า 4 สาวถูกฉันบังคับมา ที่บังคับมาเพราะถ้าให้เขาเลือกมา เขาจะไม่มาแน่ ที่บังคับมาเพราะ หน้าที่เขาที่ฉันมอบให้ คือ change agent ถ้าเขาไม่รู้จักตัวเอง ไม่เปลี่ยนตัวเอง เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนใครได้ และเขาจะเปลี่ยนตัวเองได้ เขาต้องมีความสุขกับการเปลี่ยนนั้นก่อน
ตอนทำ AAR 4 สาว ออกปากขอบคุณฉัน ซึ่งฟังแล้วชื่นใจ และยิ่งชื่นใจที่หยามสารภาพกลางวงว่า ขอโทษที่แอบดื้อ ไปร่วมวง KM ที่ฉันเคยปรามไว้ โดยไม่ให้ฉันรู้ ที่ฉันปรามเธอตอนนั้น เพราะเธอบริหารเวลาไปให้ความสำคัญกับมันมากกว่าใช้เวลากับงานที่ควรทำ ปล่อยงานให้ล่าช้าไปอยู่กับมัน และต่อมาฉันสัมผัสว่า มันคือ KMปลอมๆ เพราะทำผ่านมาแล้ว 1 ปี ฉันยังไม่เห็นมันมีพลังอะไรที่สร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเท่าไร คนทำเองก็มาบ่นๆให้ฟังว่า ลุ้นอยู่ แต่ก็ไม่ใคร่มีใครหันมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ฉันรู้ว่าเธออยากรู้ แต่การหลงใหลไปกับสิ่งจอมปลอมเป็นเรื่องที่ฉันรับไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ฉันเลือกบังคับเธอมา บังคับมาเพื่อให้เธอได้รู้จักพลังของ KM ของจริง คนทั้งวงหัวเราะเมื่อหยามสารภาพ แล้วฉันบอกเธอว่า ฉันรู้เรื่องที่เธอแอบทำแต่ฉันทำไม่รู้ หาใช่ไม่รู้ไม่
สำหรับโสและมด ฉันคาดหวังเพียงว่า เธอจะได้รู้จักกับตัวเองว่า เธอมีพลังในตัวแค่ไหน เพื่อการก้าวเดินต่อ ในบทบาทของ change agent ฉันสัมผัสได้ว่า 2 สาวก็มีความสุขกับการได้มาครั้งนี้เช่นกัน
สำหรับอี่ ฉันคาดหวังที่จะหนุนให้เธอสามารถทำงานวิจัยเชิงคุณภาพให้ได้ดี อีกทั้งทำหน้าที่ chage agent ในฐานะหัวหน้างานได้ดี ฉันจึงบังคับให้เธอมา โดยไม่อนุญาตให้ใช้เรื่องการเพิ่งหายป่วยปฏิเสธไม่มา เป็นความปรารถนาดี ที่อยากเติมเต็มให้เป็นหัวหน้าที่นอกจากเข้าใจลูกน้องแล้ว ยังสามารถกระตุ้นพลังของลูกน้องให้กับฉันได้ และแอบหวังลึกๆว่า อี่จะเอาบทเรียนรู้ไปใช้กับลูกของเธอได้ด้วย ก็เท่านั้นเอง
ก่อนยุติกิจกรรม วิทยากรได้ช่วยให้ข้อคิดเพิ่มเติม ซึ่งฉันได้บันทึกมาเก็บไว้ใช้เตือนใจดังนี้
.......เราเปิดใจใครไม่ได้ ยกเว้น เขาเปิดใจเอง........
.......ความรู้ซึมลึก คนทำอย่าซึมนาน...............
.......KM เป็น Slow process………….
…...การออกแบบกระบวนการ ต้อง design ….ฝึกทักษะการคิด....ฝึกทักษะการสังเกต....
.......แผ่นกระดาษที่ให้เขียนความคาดหวัง แค่เหลือบมองก็ช่วยบอกความตกหล่นที่มอบให้ผู้เข้าอบรมว่า ยังมีอะไรอีก.........
.......วิธีแบ่งกลุ่มมีหลากหลาย.....เรียนรู้จากเกม......
.....ทำ KM เหมือนขับรถกลางคืนที่เห็นแต่ระยะที่ไฟหน้าส่อง แต่ก็ไปได้ถึงจุดหมาย......
.......ให้บอกความคาดหวังก่อน เพื่อเรียนรู้ภูมิหลังของผู้เข้าอบรม.......
......ทำไปเรียนรู้ไป......
......ไม่รอให้ชำนาญจึงทำ ทำไปรู้ไปเอง
บรรยากาศการบันทึก
ก่อนเลิกกิจกรรม เราทั้ง class ถ่ายรูปร่วมกันตามธรรมเนียม ทั้งกลุ่มที่ไปจากกระบี่ มีโสคนเดียวที่ติดกล้องไป ได้ภาพจากโสมาเมื่อไร จะเอามาบันทึกเก็บไว้ดู กิจกรรมเลิกราไปแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ น้องตากลับพร้อมกลุ่มเรา เนื่องจากเส้นทางเดินทางไปทางเดียวกัน เราย้ายมาพักที่สะพานควาย check in เข้าโรงแรมแห่งใหม่แล้ว ก็พักกันสักครู่ ก่อนชวนกันออกไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อ shopping และกินอาหารเย็น ฉันเป็นคนนำทาง เพราะ 4 สาวไม่คุ้นเส้นทาง การ shopping ทำให้ฉันมีเสื้อสูทมาใช้ใส่นอนกันหนาวแทนเสื้อวอร์มในคืนนั้นและใส่กันหนาวตอนขึ้นเครื่องกลับบ้าน
อิ่น จาก กฟผ.กลาง ให้ความเห็นว่า KM จะทำให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งดีๆ เกิดยากถ้าไม่มีคนที่เคยทำ KM ร่วมอยู่ด้วย
ก่อนกลับโรงแรม มีหมอฮุย หมอรุ่นน้อง ศิษย์เก่ากระบี่ รุ่นต่อจากหมอนิพัธได้โทรฯมาหาด้วยความดีใจที่ได้รับ missed call จากฉัน เธอบอกว่าเพิ่งเลิกจากงานที่ร.พ.เอกชนใกล้อนุสาวรีย์ กำลังจะกลับบ้าน ใจเราตรงกันที่อยากเจอกัน ฉันจึงชวน 2 สาว อี่และหยามไปหาเธอ เรานั่งกินข้าวต้มมื้อดึกและคุยกันอยู่ราวกว่าชั่วโมง จนลูกสาวหมอฮุยโทรฯมาหาแม่ด้วยเห็นว่าผิดเวลาแล้วยังไม่กลับบ้าน เราจึงออกจากร้านอาหารกันมา หมอฮุยขับรถมาส่งที่โรงแรม ฉันสัญญากับเธอว่า มากรุงเทพฯครั้งหน้า จะโทรฯมานัดเจออีกถ้ามีเวลาให้ได้เจอกัน และจะให้คุณสามี ซึ่งจะขึ้นมากทม.เดือนเมย. นี้โทรฯหาด้วย
คืนนี้ไม่ได้อ่านหนังสือ เพราะรู้สึกตาลายๆ และสมองตื้อๆ ด้วยนอนคนเดียว จึงปิดแอร์นอน การได้ผ่านเวลา 3 วันที่รู้สึกดีๆ แถมได้พบกัลยาณมิตรในอดีตด้วย ทำให้อิทธิพลของการป่วยที่ยังคงมีในค่ำคืนนี้ ไม่ใคร่มีอิทธิพลให้เกิดความรู้สึกแย่ๆเลย เห็นจะเป็นเพราะฮอร์โมนความสุขมันชนะฮอร์โมนที่สร้างความเครียด กระมัง
สวัสดีค่ะคุณหมอเจ๊
หวัดดีครับ
เราเปิดใจใครไม่ได้ยกเว้น เขาเปิดใจเอง........
.......ความรู้ซึมลึก คนทำอย่าซึมนาน...............
.......KM เป็น Slow process………….…...การออกแบบกระบวนการต้อง design ….ฝึกทักษะการคิด....ฝึกทักษะการสังเกต...........แผ่นกระดาษที่ให้เขียนความคาดหวัง แค่เหลือบมองก็ช่วยบอกความตกหล่นที่มอบให้ผู้เข้าอบรมว่ายังมีอะไรอีก................วิธีแบ่งกลุ่มมีหลากหลาย.....เรียนรู้จากเกม...........ทำ KM เหมือนขับรถกลางคืนที่เห็นแต่ระยะที่ไฟหน้าส่อง แต่ก็ไปได้ถึงจุดหมาย.............ให้บอกความคาดหวังก่อนเพื่อเรียนรู้ภูมิหลังของผู้เข้าอบรม.............ทำไปเรียนรู้ไป............ไม่รอให้ชำนาญจึงทำ ทำไปรู้ไปเอง
โดนใจจริงๆครับ