ความเร็วที่เราคิดในจินตนาการไม่จำเป็นต้องเป็นความเร็วจริงก็เอาชนะได้

26 มีนาคม 2551(ต่อ)

ต่อจากบรรยายอ.ประพนธ์ วิทยากรให้เล่นเกม  เป่ายิ้งฉุบ    แบ่งกลุ่ม คนแพ้อยู่คนละข้างกับคนชนะ  เกลี่ยคนจนได้จำนวนพอๆกันแล้ว  ก็ให้ทุกคนคว้าหมอนไว้คนละใบ   และต่อด้วยการเล่นเกม  กล้วยตานี  ปลายหวีเหี่ยว น้ำไหลเชี่ยว หิ้วหวีเหี่ยวไป หิ้วหวีเหี่ยวมา   ก่อนให้ดูหนังเรื่อง An Art of Possibilities    ตอนเล่นเกมนี้  วิทยากรมีกติกาว่า  ให้ส่งตัวแทนมาข้างละคน  เมื่อมีสัญญาณจากวิทยากร   ก็ให้ชี้เรียกชื่อตัวแทนด้านตรงกันข้าม และพูดประโยคนี้เร็วๆ   

บรรยากาศในห้องเรียนกับอ.ประพนธ์

 บรรยากาศ

 ในตอนนี้ ฉันจำชื่อทุกคนได้แล้ว ยกเว้นน้องเม ที่นึกชื่อยังไงก็จำไม่ได้   แต่ไม่อาสาเข้าไปเล่น   ด้วยเมื่อลองทวนคำในประโยคบังคับเร็วๆแล้ว  รู้สึกว่ามีสิทธิเพี้ยน  แล้วคำเพี้ยนก็ดูไม่จืด  มีหวังขำกลิ้งแน่เลย ถ้าหลุดปากออกไป (ใครไม่เชื่อก็ลองดู)   เลยสมัครใจเป็นแนวหลัง  

พี่ติ๋มสวย ซึ่งวันนี้มีโอกาสนั่งใกล้กัน ก็สมยอม  ด้วยว่ามีความคิดเห็นเดียวกัน  เราจึงนั่งเฉยๆไม่อาสา  ขอสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์   ข้อสังเกต   คือ  คนที่เต็มใจออกไปเล่นแบบอาสา หรือตามเพื่อนลุ้น  คือ บรรดาผู้มีคุณสมบัติแบบ เหยี่ยว กับ กระทิง เกือบทั้งนั้น   คนที่บอกว่า ตัวเองเป็นหมี  กับ หนู  นั่งลุ้น คนอื่นแทบทั้งนั้น   มีไม่กี่คนที่เป็นหนู แล้วออกไปเล่น  จำได้ว่า น้องแนท ออกไปเล่น ตอนพูดเร็วๆ ฟังไม่เป็นคำพูดเลย 

ฉันได้ข้อคิดจากเกมนี้ตอนหยามออกไปเล่นว่า  ความเร็วที่เราคิดในจินตนาการไม่จำเป็นต้องเป็นความเร็วจริงก็เอาชนะได้     ส่วนตอนฉัตรออกไปเล่น  ฉันเห็นมุมหนึ่งของเกมว่า   เกมนี้วิทยากรให้คนที่พูดเร็ว ครบและชัดกว่า เรียกชื่อก่อนและถูกชนะ  จึงเหมือนสร้างบรรยากาศการเอาชนะคะคานกันให้เกิดขึ้น     เมื่อคนที่ออกมาเล่นฟังแล้วยึดติดกติกา  อารมณ์ก็จะพาไปเลย    เมื่อบรรยากาศพาไปให้รู้สึกอยากเอาชนะ  คนที่มีความมุ่งมั่นสูง จะมีอารมณ์อยากเอาชนะตามไปด้วย   เกมนี้สอนใจว่า   หากต้องการละลาย  negative thinking ที่คนในองค์กรมีต่อกันทิ้ง  ระวังในการใช้เกมที่กระตุ้นความอยากเอาชนะในกิจกรรม   เพราะความเร้าใจที่สร้างได้  ความสนุกที่สร้างได้  อาจยิ่งเติมระดับลบระหว่างคนให้มากขึ้น     

บรรยากาศเกมระหว่งโสกับตั๊ม

ตั๊มกับโส

 

บรรยากาศเกมของคนลุ้น

PAT

หนังมีคำบรรยายใต้ภาพ และคำบรรยายแทรกไว้แบบหนังสารคดี   เป็นหนังที่ดูแล้วนึกถึงคุณบัณฑิต อึ้งรังษี   ไวยทากรไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก  ณ ปัจจุบัน    เรื่องราวในหนังเล่าถึงโรงเรียนดนตรีแห่งหนึ่งที่มองเด็กทุกคนที่เข้าเรียนว่าเท่าเทียม  ครูที่เป็น conductor แน่มาก  และถือคติว่าอัจฉริยะสร้างได้   ขอเพียงแต่ครูรู้จักสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กได้   โรงเรียนดนตรีแห่งนี้ถือคติว่า  เด็กที่นี่สอบได้ที่หนึ่งหมดทุกคน 

 

ในช่วงต้นของหนัง  ฉันพยายามจดคำพูดที่ประทับใจไว้เตือนความจำ  แต่รู้สึกว่า ใจมันเข้าไม่ถึงสิ่งที่ครูต้องการสื่อ  และเพราะคิดไปเองว่า ผู้จัดจะให้วิดิโอนี้ติดกลับบ้านด้วย  ฉันเลยหยุดการจด  ตั้งหน้าตั้งตาดูให้อินกับเรื่องราวที่หนังต้องการสื่ออย่างเดียว  

 

มีบางตอนที่ดูแล้วอินมากจนน้ำตารื้น เปล่าหรอกหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเศร้าอะไรปานนั้นสักนิด  อารมณ์มันถูกหนัง build เอาจนซาบซึ้งกับตัวบุคคลในเรื่อง  เช่น ตอนที่เด็กคนหนึ่งบอกว่า  ตอนเริ่มฝึกเล่นดนตรี เธอพยายามฝึกฝนตามมาตรฐานที่กำหนด ให้ถูกต้องเป๊ะๆ  แต่มันไม่ช่วยให้เธอเต็มอิ่มในใจ    แต่เมื่อเธอวางเรื่องมาตรฐานไว้ แล้วไปเล่นดนตรีไปตามวิธีที่เธออยากทำ  เธอกลับพบว่า เธอมีความสุขยิ่งนัก  ยิ่งเล่นยิ่งมัน ยิ่งอยากซ้อม  ไม่เหมือนตอนที่เธอซ้อมโดยทำตามเกณฑ์ที่มีมาตรฐานสักนิด   เสียดายที่ ส.ค.ส. ไม่ให้หนังเรื่องนี้กลับมาด้วย  อารมณ์ตอนที่มาเขียนบันทึกนี้ คือ  อยากดูซ้ำ  ฉันว่าเป็นเรื่องที่เร้าใจให้ตื่นรู้ยังไงไม่รู้  ถ้าได้ดูซ้ำๆน่าจะดีมากๆ   แอบหวังว่า ส.ค.ส. จะมีให้สัก copy  นะนี่

 

ดูหนังจบ  ก็มีกิจกรรม AAR  ว่าใครประทับใจอะไรบ้าง   ทุกคนมีเรื่องประทับใจกันคนละมุม  สังเกตว่าการทำ AAR รอบนี้ ยังมีบางคนเคร่งครัดในกติกาการเอ่ยความประทับใจคนละประโยค   ช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร   ฉันชอบใจกับประโยคในหนังที่กล่าวว่าถึงกฎข้อที่  6  อย่าจริงจังกับชีวิตเกินไป  อย่าไปจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างมากเกินไป