ทุกสรรพสิ่งมีที่มา...มีที่ไปของมัน

แวะเข้ามาอ่านเอาเรื่อง (ความรู้) ใน gotoknow บ่อย จนคิดว่า ที่นี่ น่าจะเป็นสมาคมหรือที่ประชุมรังสรรค์ความคิด ความอ่าน และแลกเปลี่ยน เรื่องเล่าผันผ่านประสบการณ์หลากหลายที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

ผมชอบอ่านเรื่องบันทึกของหลายท่าน โดยเฉพาะท่าน สะมะนึก ที่บล็อกhttp://gotoknow.org/blog/thairailway  เพราะท่านผู้นี้ คือหนึ่งในหลาย ๆ ตัวแทนขององค์กร การรถไฟไทย ที่ได้พยายามทำหน้าที่ในการนำเสนอสิ่งดี ๆ ที่มีคุณค่าและบางแง่มุมที่งดงามของ การรถไฟไทย ออกมาเล่าเรื่องราว ให้ได้รับรู้กันในอีกแง่มุมหนึ่ง... ทั้งในประวัติศาสตร์และความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คนเรา โดยเฉพาะ "คนไทย" สิ่งสำคัญที่ก่อรูปสร้างร่างของความเป็นคนตะวันออกได้อย่างชัดเจนในมุมมองของคนจากซ๊กโลกอื่นก็คือ ความรู้สำนึกในคำว่า "กตัญญูกตเวที"  เพราะสิ่งนี้คือเครื่องยืนยันความเป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมที่ดี และช่วยให้ภาพของสังคมไทย กลายเป็นสังคมแห่งความเอื้ออารีย์ มีน้ำใจ ไม่ทอดทิ้งผู้มีพระคุณ ทั้งตัวบุคคล และองค์กร
พ่อผมซึ่งมีเลือดของ คนรถไฟทั้งตัวและหัวใจ ท่านเคยสอนอยู่เสมอว่า..... "ให้สำนึกว่า ข้าวทุกคำ น้ำทุกหยด รวมทั้งการที่ได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือมาจนเติบใหญ่บัดนี้นั้น ล้วนมาจาก "รถไฟ" "

ผมเป็นอีกหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอมและเก็บบันทึกแห่งความทรงจำที่ดีของ รถไฟไทย ไว้เสมอ.....เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต นับแต่เมื่อครั้งลืมตาขึ้นมาดูโลก ในบ้านพักรถไฟเรือนไม้เก่า ๆ ที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึง 30 เมตรจากหน้าต่างบานใหญ่ ก็คือ รางรถไฟ...และ "รถจักรไอน้ำ"

เสียงที่ยังก้องอยู่ในโสตประสาทอยู่ทุกวันนี้ คือฉีดไอ....เสียงหวูดของรถจักรไอน้ำ......เหล่านี้คือสิ่งที่ได้เก็บเกี่ยวและซึมซับเอาความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อรถไฟไทย โดยการเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า "รถจักรไอน้ำ"

"รถจักรไอน้ำ" คือยานพาหนะวิเศษสุดในอดีต มันคือยานพาหนะที่แข็งแกร่ง...เกรียงไกร และที่สำคัญ มันคือผู้อาสานำพาคนจำนวนมาก เดินทางจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งด้วย ความรวดเร็ว, ปลอดภัย และที่สำคัญคือ มันได้สร้างการเดินทางที่ได้รับการยอมรับจากนักเดินทางว่า "ความสุขของการเดินทางมิใช่อยู่ที่ปลายทาง ทว่ามันคือ ความสุขมันคือการเดินทางนั่นเอง"

ทุกทิวทัศน์...ทุกสภาพอากาศ แดดร้อน..ลมแรง...ฝนกระหน่ำ สารพันอารมณ์แห่งธรรมชาติที่ผ่านไปแต่ละช๊อต จากมุมมองของกรอบหน้าต่างในขบวนรถไฟผ่านไปภายนอก มันคือ "อารมณ์แห่งธรรมชาติ" และ "ชีวิตชีวา"

ผมคลุกคลีอยู่กับ รถจักรไอน้ำ ในฐานะลูกรถไฟมาตลอดช่วงวัยเด็ก จำได้แทบจะทุกหมายเลขของรถจักรไอน้ำที่ผ่านย่านสถานี ว่าคันไหนชรา คันไหนหนุ่มแน่น ..แยกแยะออกแม้นเพียงได้ยินเสียงหวูดรถแต่ละคันว่า คือหัวรถจักรคันไหน...มันเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ผ่านมา.......จวบจนวันสุดท้ายของการจากไปของมัน ตามกาลเวลา  

รถจักรไอน้ำหลายคันที่ยังคงเหลืออยู่ในวันนี้ และมักใช้วิ่งทำขบวนเฉพาะกิจ หรือเมื่อมีเทศกาลสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็น แบบมิกาโด้ หรือแปซิฟิค ทุกคันล้วนผ่านสายตาผมในยุคที่ทำขบวนจริง ๆ มาแล้ว ...และแม้นว่าวันนี้ เพื่อนรักของมันอีกหลาย ๆ คันได้กลายเป็นเศษเหล็กหลอมรวมไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ไม่ทราบได้ แต่ที่ผมยังคงไม่ลืมเลือนเลยก็คือ คันหมายเลข 830 รถจักรไอน้ำที่ใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพิลง  ซึ่ง พขร.คนสุดท้ายก่อนจะถูกส่งคืนไปขายเศษเหล็ก คือ คุณตากันย์ แสงแก้ว ที่ปัจจุบันนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ด้วยวัยที่ย่างเข้า 87 ปี  แม้นความทรงจำที่มีอยู่ค่อนข้างเลือนรางเต็มที ตามสภาวะของวัยที่ร่วงโรย แต่ทุกครั้งที่แกเห็นภาพรถจักรไอน้ำคันที่แกเคยคลุกคลีอยู่กับมันมาแทบตลอดชีวิตการทำงาน ภาพรอยยิ้มจาง ๆ ก็ยังปรากฏเสมือนแกจะนึกได้ว่า นี่คือ "มิตรเก่า" ตลอดกาลของแก....

 

ทุกสรรพสิ่งมีที่มา...มีที่ไปของมัน  และ ทุกสรรพสิ่ง ก็ไม่อาจอยู่ยั้งยืนยงได้....คงเหลือสิ่งที่ยังพอจะสานต่อได้ก็คือ "บันทึกแห่งความทรงจำดี ๆ " ให้แก่คนรุ่นหลังได้รับทราบว่า......สิ่งนี้...คนนี้ ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตโลดแล่น และสร้างสีสันให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง...อยู่เสมอ