อาหารอื่น ๆ ที่ไม่ไช่ไข่ก็เพิ่มโคเลสเตอรอลได้

1.         อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โดยวันหนึ่งคนเราควรรับประทานให้น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด  หรือไม่เกิน 20 กรัมต่อวัน อาหารชนิดนี้อาจทำให้ แอล ดี แอล (ไขมันตัวไม่ดี) มีค่าสูงขึ้นได้

2.         อาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล หากรับประทานในปริมาณมาก ๆ จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลที่ชื่อ “ไตรกลีเซอร์ไรด์(triglyceride)” สูงได้

3.         ผลไม้ที่มีน้ำตาลฟลุ๊กโตส(ผลไม้ที่มีความหวาน) เช่น ส้ม มะม่วง เงาะ เป็นต้น หากรับประทานมาก ๆ อย่างไม่ระวัง ก็อาจจะทำให้โคเลสเตอรอลชนิด แอล ดี แอล สูงได้เหมือนกัน

 

4.                   ไขมันทรานส์(Trans Fat) โดยไขมันชนิดนี้เป็นไขมันจากพืช มักไม่พบในอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่จะพบในอาหารที่มีการดัดแปลงจากกระบวนการแปรรูปอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันอิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Poly-unsaturated fat) เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าเช่นการทำให้ไขมันดังกล่าวเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องเพื่อสดวกกับการใช้ (ปกติไขมันหลาย ๆ ชนิดจะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องเช่น ไขมันจากถั่วเหลือง)เนื่องจากถั่วเหลืองเป็นพืชเมืองหนาว มีจุดหลอมเหลวค่อนข้างต่ำ ทำให้เวลาอยู่ในอุณหภูมิห้อง(ประมาณ 25-30 องศา)จะเป็นของเหลวซึ่งไม่สะดวกในการใช้ จึงทำให้ต้องมีการดัดแปลงสูตรซึ่งจะทำให้ไขมันดังกล่าวเป็นของกึ่งแข็งในอุณหภูมิห้อง เช่นเนยขาว, Shortening เป็นต้น  โดยจะพบไขมันทรานส์ในอาหารพวก มาการีน, ครีมเทียม, อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เช่น มันฝรั่งทอด, เบเกอรี่ต่าง ๆ, วิปครีม หรือจำพวก แฮมเบอร์เกอร์ตามร้านต่าง ๆ เป็นต้น ใครที่เคยเชื่อว่าเนยเทียมช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้เพราะมาจากน้ำมันพืชล่ะก็ ขอให้เลิกเชื่อในทันทีเพราะปัจจุบันทราบแล้วว่านอกจากเนยเทียมจะไม่ช่วยลดไขมันในเลือดแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาเพิ่มเติมได้อีกเพราะในเนยเทียมจะมีกรดไขมันทรานส์อยู่ด้วยซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนนั่นเอง เนยเทียมมีหลายชนิด ในยุโรปและอเมริกาเหนือมีการใช้เนยเทียมกันมาก เจอปัญหาจากเนยเทียมกันบ่อย เนยเทียมแถบนั้นใช้น้ำมันถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ มีบ้างที่ใช้น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันฝ้าย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงในปริมาณมาก (ความไม่อิ่มตัวถ้ามีมาก ๆ จะทำให้จุดหลอมเหลวของไขมันนั้นต่ำ ทำให้ไขมันจะมีสภาพเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง) ทำให้ต้องเติมไฮโดรเจนในปริมาณมากตามไปด้วย ผลคือเกิดเป็นกรดไขมันทรานส์ได้ง่าย เนยเทียมหรือมาร์การีนในยุโรปและอเมริกาเหนือ หรือที่นำเข้ามาจากประเทศแถบนั้นจึงมีกรดไขมันทรานส์ค่อนข้างสูง มาร์การีนที่ใช้ปรุงอาหารในบ้านเรา ส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำมันปาล์มโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากน้ำมันปาล์มสเตียริน ซึ่งมีความเป็นไขสูงอยู่แล้ว ทำให้เติมไฮโดรเจนน้อยมาก ดังนั้น มาร์การีนในบ้านเราจึงไม่สร้างปัญหาเหมือนมาร์การีนของยุโรป และอเมริกาเหนือ ดังนั้นความรู้ในปัจจุบันกลับทำให้เราไม่ต้องกลัวน้ำมัน ปาล์ม หรือน้ำมันมะพร้าวจนเกินไป นอกจากนี้ยังเป็นข้อดีซะอีก ได้ทราบอย่างนั้นก็สบายใจครับ หรือจะใช้หลักของคนสมัยโบราณที่มักสอนพวกเราว่าให้กินอาหารให้หลากหลาย ไม่จำเจกับอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็น่าจะดีครับ เพราะว่าสมัยนี้คนเราพอฟังว่าอะไรดี ก็พากันไปกิน และกินอย่างมากมายเป็นประจำ เช่นมีคนบอกว่ากินส้มแล้วลดอาการเป็นหวัดได้ ก็กินซะทุกวัน วันละมาก ๆจนเบาหวานกำเริบก็มีมาแล้ว ดังนั้นผมว่าจะดีที่สุดคือการกินอาหารให้หลากหลาย เพราะในชีวิตจริง เราคงจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ได้ลำบาก ดังนั้นก็ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้เลย แต่ให้กินในปริมาณไม่มากนัก และไม่บ่อยครับ

                   จะเห็นได้ว่ามีอาหารอีกเป็นจำนวนมากที่ประชาชนทั่วไป ไม่ทราบว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้  ดังนั้นทางที่ดีที่สุด และง่ายที่สุด คือการดูแลสุขภาพตามหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ คือผมใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้เป็น “สุขภาพพอเพียง” นั่นคือการกินอาหารได้ตามปกติทุกอย่าง แต่ไม่มากไป หรือน้อยไป เพราะสิ่งเหล่านั้นจะทำให้คนเราได้สารอาหารที่ครบถ้วน และเกิดความหลากหลายในการรับประทานครับ

                         หากคุณยึดหลักของความพอเพียงคุณจะรู้ว่าการรับประทานไข่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และคุณอาจยังคงรับประทานอาหารจานโปรดได้ โดยปลอดจากโรคโคเลสเตอรอลในเลือดผิดปกติ อย่างเช่น เรารู้ว่าอาหารทะเลมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงก็จริงอย่าง ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม เป็นต้น แต่คนเราไม่ได้รับประทานทุกวัน นาน ๆ รับประทานที หรือช่วงไหนรับประทานมาก ก็ควรลดปริมาณของมันอื่น ๆ หรือไปออกกำลังกาย แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ในขณะเดียวกันบางคนไม่กินของมัน ๆ แต่ก็สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย ผมว่าข้อหลังนี้น่ากลัวกว่าอีก