23 มีนาคม 2551 (ต่อ)
ก่อนพากันเดินทางจากดอนเมืองมายังศาลายา ฉันถามไถ่ว่า ใครหิวบ้าง ไม่มีใครบอกว่าหิว แล้วฉันก็ถามอีกว่า ใครอยากจะไปไหนก่อนไหม ก็มีคนบอกว่า ไปโรงแรมเลยดีกว่า เพราะมีกระเป๋าติดมาใบโต ไปไหนจะยุ่งยาก เราจึงต่างคนต่างขนสัมภาระของตัวเองย้ายออกมาจากสะพานกระเป๋า เดินออกจากห้องผู้โดยสารขาเข้า เพื่อหารถแท็กซี่เดินทางไปศาลายา ตกลงความเห็นกันก่อนว่า จะเรียกแท็กซี่ที่หน้าอาคารหรือจะเดินขึ้นชั้นบนไปรอเรียกคันที่เพิ่งมาส่งผู้โดยสาร มีความต่างกันที่ ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่ม 50 บาท น้องๆลงความเห็นว่า ประหยัดไว้ก่อนเป็นดี เราเลยขนสัมภาระขึ้นชั้นบนไปเรียกแท็กซี่ โชคดีที่ออกไปตรงประตูก็มีรถว่างจอดรออยู่ ฉันเป็นผู้เข้าไปบอกโชเฟอร์ว่ามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน แล้วทุกคนก็ช่วยกันยกสัมภาระใส่ท้ายรถ ปรากฏว่ารถคันนี้ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง เลยมีกระเป๋าที่ต้องเอาเข้าไปในรถด้วย ก่อนจะขึ้นรถ หยามบอกฉันว่า เธอจะขอแวะที่ห้างเซ็นทรัลเพื่อเอารูปที่ถูกฝากมาไปอัด จะไปรถคันเดียวกันได้หรือ ฉันถามแท็กซี่ว่า วิ่งในเส้นทางที่ผ่านเซ็นทรัลไหม โชเฟอร์บอกว่าผ่าน ทุกคนเลยตกลงไปด้วยกันด้วยรถคันนี้ โดยฉันนั่งข้างหน้าพร้อมกระเป๋าของฉันซึ่งใบเล็กกว่าใครๆเขา คนอื่นๆเบียดกันอยู่ข้างหลัง
ปรากฏว่า เราโชคดีที่ได้โชเฟอร์ที่มีอารมณ์ขัน อารมณ์สุนทรีย์ และใจกล้าที่จะใช้คารมพูดคุยกับเราให้รู้สึกสบายใจ การพูดแหย่อารมณ์ใช้คารมที่สุภาพ ไม่จาบจ้วง มีระยะห่าง ไม่ตีสนิท และให้เกียรติ เราจึงรู้สึกดี และวางใจที่จะพูดคุยด้วย เขาถามฉันว่า ฉันจะให้แวะส่งหยามลงตรงไหนของเซ็นทรัลดี ฉันตอบเขาว่า จอดตรงไหนก็ได้ที่โชเฟอร์จอดง่าย และหยามก็เดินไปเซ็นทรัลไม่ไกล เขาตอบกลับมาว่า งั้นผมแวะจอดกลางถนนให้ลงข้ามไปนะครับ ตอนที่ได้ฟัง ฉันงง! และแปลกใจ หือ! จอดกลางถนนแล้วจะให้หยามเดินไปเซ็นทรัลยังไงนี่ ฉันเลยถามว่า แล้วจะให้ข้ามเกาะกลางถนนมาเซ็นทรัลยังไง รถเยอะแยะ เขาคงรู้ว่า ฉันงง เขาเลยคุยต่อว่า ก็คุณผู้หญิงบอกว่า ให้จอดตรงที่โชเฟอร์เห็นว่าจอดง่ายนี่ครับ ผมเลยจะจอดทางขวาเพราะง่ายดี ฉันเลยบอกว่า ที่ให้โชเฟอร์ตัดสินใจให้ เพราะคุณชำนาญกว่าฉัน รู้ว่าน่าจะจอดตรงไหนจึงจะง่ายและน้องฉันเข้าเซ็นทรัลได้ง่าย จึงไม่ตัดสินใจบอกว่า จะให้จอดตรงไหน ดูเหมือนเขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงบอกว่า เขาจะขับไปทางไหน
แล้วเขาก็ขับรถมาจอดตรงเกาะกลางถนนจริงๆ เป็นเกาะกลางถนนที่อยู่ตรงปากซอยเข้าห้างเซ็นทรัล ก่อนถึงสะพานลอย พร้อมกับบอกว่า นี่ไงผมทำตามที่บอกแล้วนะครับว่า จะจอดที่เกาะกลางถนนแล้วให้ลง ผมทำตามที่บอก คุณผู้หญิงเห็นไหม แล้วหยามกับอี่ก็ลงจากรถไปด้วยกัน ฉันแปลกใจที่อี่ลงไปด้วย เพราะตอนอยู่ที่ดอนเมือง ไม่เห็นอี่บอกเลยว่าจะแวะไปกับหยาม ถ้าบอกแต่ต้น ฉันคงให้แยกกันนั่งรถคนละคัน ก็แปลว่าสัมภาระที่ทิ้งไว้กับรถของทั้งคู่ ฝากเรา 3 คนที่เหลือช่วยกันขนย้ายเข้าโรงแรมให้
หลังส่งหยามแล้ว โชเฟอร์ขอเราอย่างสุภาพว่า เขาขอแวะเติมก๊าซที่ปั๊มใกล้ๆหน่อยจะได้ไหม เราก็อนุญาต เลยได้แวะไปนั่งในปั๊มก๊าซอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินทางต่อ ฉันสังเกตเห็นตอนนี้เองว่า เขาห้อยแขวนพระแก้วมรกตแบบจตุคามรามเทพองค์ใหญ่ไว้กับตัว ดูสวยดี จึงเอ่ยชม เขาจึงเล่าว่า ก่อนออกจากบ้านเขาจะไหว้พระ สวดมนตร์ และสวดคาถาชินบัญชรทุกวัน แล้วเขาถามกลับมาที่กลุ่มเรา น้องโสตอบว่า สวดได้แต่พาหุง สวดชินบัญชรยังไม่ได้เลย เขาบอกเราว่า เขารู้สึกดีมากเลยกับทุกวันที่ออกมาทำงาน เขามักจะได้ลูกค้าใจดี ทำให้ทำงานสบายใจไม่เครียด
ระหว่างการเดินทาง ฉันถามแท็กซี่ว่า เขาให้บริการขับระหว่างจังหวัดบ้างไหม เขาเล่าว่าบ่อยมากที่แท็กซี่ถูกเช่าเหมาให้เดินทางระหว่างจังหวัด ค่าบริการที่จ่าย เขาใช้เทียบกับค่าบริการที่กรมการขนส่งคำนวณไว้ บวกค่าธรรมเนียมศูนย์รถเล็กน้อย และหากถูกใจแท็กซี่คันไหน ขอเบอร์โทรฯไว้ก็สามารถติดต่อกันโดยตรงได้เลย เขาเล่าว่า เขาเองก็มีลูกค้าขาประจำเรียกตัวขอเช่ารถบ่อย เคยวิ่งไกลถึงสระแก้ว ระยองมาแล้ว แบบไปเช้า-เย็นกลับ ไม่ใคร่มีปัญหาต้องตีรถเปล่ากลับ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่เช่าไปก็มักจะเช่ากลับ หากกลับได้ทัน ถ้ากลับไม่ทัน ส่วนใหญ่เขาก็จะเตร่รออยู่ใกล้ๆ มากกว่าจะตีรถว่างกลับ
ฉันสอบถามเกี่ยวกับเส้นทางไปตลาดน้ำวัดดอนหวายและการหายานพาหนะเดินทาง ได้ความรู้ว่า การเดินทางจากศาลายาไปดอนหวายไม่เกินครึ่งชั่วโมง หารถไปได้จากการเรียกจากศูนย์ เขาใจดีบอกให้จดเบอร์ศูนย์ไว้ด้วย แถมบอกเสร็จสรรพว่า ไม่มีค่าธรรมเนียมศูนย์ มีแต่ค่าบริการที่ต้องเพิ่มให้แท็กซี่ 20 บาท หากจุดที่เรียกใช้บริการอยู่ไม่ไกลถนนใหญ่นัก และหากไกลเข้าซอยไปมาก ก็เพิ่มเป็น 50 บาท ถ้าจะไปดอนหวายก็ไม่ต้องห่วงขากลับเรียกผ่านศูนย์ได้เลยถ้าหาแท็กซี่ไม่ได้ เราเดินทางมาถึงศาลายาเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง ค่าเดินทางจากดอนเมือง แวะส่งหยามที่เซ็นทรัลก่อนวกผ่านทางสะพานพระราม 7 ออกทางซังฮี้มาศาลายาวันนี้ มีราคา 250 บาท
เมื่อมาถึงโรงแรมแล้ว ฉันลองช่วยย้ายกระเป๋าของน้องๆดู ปรากฏว่าในบรรดากระเป๋าทั้งหมด กระเป๋าที่เบาที่สุดกลับเป็นกระเป๋าของฉัน ทำให้แปลกใจมาก อบรมเพียง 3 วัน น้องๆเขาขนอะไรกันมาหนอ จึงได้หนักขนาดนี้ ฉันก็ขนข้าวของที่ต้องใช้มาครบ แถมเสื้อผ้าที่ขนมาก็เผื่อความจำเป็นต้องใช้เพิ่มมาแล้วด้วย แล้วที่เหลือในกระเป๋าเพื่อเติมของใส่ก็ยังมีเหลืออีก จะว่าหนักตัวกระเป๋า ก็ไม่น่าจะใช่แปลกใจจริงว่าสาวๆเขาขนอะไรกันมาเยอะแยะ
หลัง check in เก็บข้าวของในห้องแล้ว พักได้สักครู่ ฉันก็โทรฯหาน้องโส ถามความเห็นว่าจะไปไหนต่อ น้องโสตอบกลับมาว่า ก็หมอบอกว่าจะพาหนูไปเที่ยวตลาดน้ำวัดดอนหวายไงเล่า ฉันเลยบอกว่า งั้นเราไปเจอกันที่ล็อบบี้ เราให้โรงแรมช่วยเรียกรถให้ แล้วไปตลาดดอนหวายกัน ใช้เวลาเดินทางราว 20 นาที ค่าแท็กซี่อยู่ในราว 60 บาท ตอนไปถึงหน้าวัด แวบแรกที่เห็นคือ แผงลอยวางเรียงเดี่ยวเรียงรายตามเส้นทางเดินคล้ายๆ ตลาดนัดที่กระบี่ ในใจนึกว่า เอ๊ะไหนใครบอกว่าที่นี่เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุดของนครปฐม ทำไมที่เห็นนี่เล็กจัง แต่พอเดินเลยลึกเข้าไปเรื่อยถึงริมน้ำ อือฮือ! ตลอดทางเดินริมน้ำทั้ง 2 ฟาก มีของกินหลากหลายให้เลือก ตอนไปถึงตลาดเป็นเวลา 15.30 น. เราจึงลงความเห็นกันว่า หาอะไรกินกันก่อนแล้วค่อยเดินชมตลาด โดยน้องมดบอกว่า อยากกินบะหมี่ เราสำรวจเลียบไปทางซีกขวาของตลาดเพื่อหาร้านขายก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เดินไปจนได้รอบ ไปพบร้านอยู่ท้ายตลาดร้านหนึ่ง จะเข้าไปกิน เจ้าของร้านบอกว่า ขอโทษค่ะ ปิดร้านแล้วค่ะ เราเลยเดินย้อนมาที่ตรงต้นทาง พบร้านขายอาหารที่เป็นแพริมน้ำอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านมีแผงขายข้าวขาหมู หมูแดง ข้าวหน้าเป็ด สะเต๊ะ บะหมี่ แวะโซ้ยเส้นเล็ก เส้นหมี่คนละชาม พร้อมส้มตำ 3 คน 1 จาน แล้วก็พากันเดินชมตลาดทางซีกซ้าย เดินแล้วรู้สึกดีกับเมืองไทย โอ้โห ของกินมีหลากหลายชนิดให้เลือกจริงๆ พ่อค้าแม่ขายช่างคัดสรรกันปรุงออกมาจำหน่ายจริงๆ มีหอยทอดที่ทอดโดยใช้ถาดขนมครกด้วยแปลกดี
เราใช้เวลาที่วัดดอนหวาย จนแดดร่ม ลมตก จึงกลับโรงแรม ถึงโรงแรมเวลา 16.30 น. ถามข่าวคราวกับโรงแรมว่า อี่กับหยามมา check in กันหรือยังก็ได้คำตอบว่ายัง เราเลยแยกย้ายกันเข้าห้องพัก ฉันทำใจว่า ไว้เจอกันพร้อมหน้าวันพรุ่งนี้อีกครั้งก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่ต้องเป็นห่วง 2 สาวนั้นคงมาถึงกันจนได้
หลังอาบน้ำ เตรียมพร้อมเข้านอน เปิดทีวีหมุนไปเจอช่อง 11 กำลังถ่ายทอดการบรรยายของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เกี่ยวกับหลักการทรงงานของในหลวงให้สมาชิกจากสมาคมวิศวกรแห่งประเทศไทยฟัง ฉันรู้สึกเป็นบุญนักที่บังเอิญเปิดเจอ ได้นั่งฟังไปเงียบๆอย่างเต็มอิ่ม แม้จะไม่ฟังตั้งแต่เริ่ม แต่ที่ได้ฟังนั้น ดร.สุเมธเล่าเรื่องในหลวงได้น่าฟังมาก ฉันรู้สึกว่าวันนี้ฉันมีความสุขมากวันหนึ่ง ดูเหมือนฉันแทบไม่รับรู้เลยว่าฉันเคยมีความรู้สึกที่เป็นสีเทาๆอยู่ในใจ ดูเหมือนมันจะคลายสีลงไปจนไม่ชัดเหมือนตอนอยู่ที่กระบี่ อะไรทำให้รู้สึกเปลี่ยนฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
กรุงเทพฯ คืนนี้ร้อนมาก จนฉันต้องเปิดแอร์ทิ้งไว้ตลอดคืนที่อุณหภูมิ 23 องศา ทั้งๆปกติจะไม่ชอบเปิดแอร์ในห้องนอนช่วงดึก
หวัดดีครับ
สวัสดีครับหมอ