บันทึกการเมืองไทย : นิสัยนักการเมือง
เช้าวันที่ ๒๙ มี.ค. ๕๑ ผมวิ่งไปฟังวิยุจุฬา ๑๐๑.๕ ไป รายการของ อ. ประหยัด หงษ์ทองคำ ผมชอบที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นกลางและให้หลักการดีมาก ช่วงครึ่งชั่วโมงหลังก็เปิดให้คนโทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบสดๆ โดยท่านคอยดูแลให้สุภาพ ไม่เชียร์หรือกล่าวร้ายต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ผมเป็นคนแคบ ได้ฟังเรื่องอย่างนี้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ช่วยให้ไม่ตกข่าวสารความเป็นไปในบ้านเมือง
ฟังแล้วเกิดความคิดว่า พวกเราที่ต้องการทำหน้าที่พลเมืองดี คอยตรวจสอบผู้ที่เข้ามาถืออำนาจรัฐ ต้องรู้ทันคนเหล่านี้ วิธีให้รู้ทันอย่างลึก คือต้องดูออกว่านักการเมืองคนไหน หรือพรรคการเมืองพรรคไหน เล่นการเมืองแบบสร้างสรรค์หรือแบบทำลาย เราต้องหัดทำความเข้าใจ ว่าวิธีการของกลุ่ม/พรรค/บุคคล นั้นๆ มีผลดีในระยะสั้นหรือระยะยาวต่อบ้านเมืองของเรา หรือเป็นขนมหวานที่เคลือบยาพิษ คนกินไม่รู้สึกตัว เขาทำเพื่อพรรคหรือเพื่อบ้านเมืองกันแน่
รัฐบาลก่อนโน้น นายกทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอย่างโจ่งแจ้งเกินไป ออกกฎหมายเพื่อให้ตนเองขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายออกปุ๊บขายหุ้นปั๊บ จึงอยู่ได้ไม่นาน
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน
สิ่งหนึ่งที่สังคมต้องมี คือระบบตรวจสอบผู้ถืออำนาจรัฐ รัฐบาลใด/พรรคใด พยายามทำลาย หรือลดทอนความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบดังกล่าว ผมถือว่าเป็นการทำลายชาติ ทำลายระบบประชาธิปไตย
การเมืองแบบประชานิยมสุดขั้ว เป็นการมอมเมาประชาชนทางอ้อม หรือแบบไม่รู้ตัว ทำให้ผู้คนไม่หวังพึ่งตนเอง/เรียนรู้เอง/ฟันฝ่าเอง รอแต่จะรับสิ่งที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ รอแต่จะได้ผลประโยชน์ง่ายๆ โดยไม่ต้องฟันฝ่า เป็นผลร้ายต่อสังคมระยะยาว
นักการเมือง/พรรคการเมือง/รัฐบาล ที่ทำงานไป ตวัดเงิน หรือสมบัติของประเทศเข้ากระเป๋าตนเองและพวกพ้องไป ถือเป็นคนทำร้ายบ้านเมือง ยิ่งพยายามโมเมทำให้สังคมยอมรับความไม่ซื่อสัตย์ หรือยอมรับสภาพความซื่อสัตย์ตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามหลักคุณธรรมจริยธรรม ผมยิ่งมองว่าเป็นการทำร้ายบ้านเมือง
นิสัยหรือกระบวนทัศน์/ความเชื่อ ของนักการเมืองตามประเด็นข้างบน น่าจะมาจากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน เป็นการสั่งสมปลูกฝัง และยากที่จะลบ
วิจารณ์ พานิช
๒๙ มี.ค. ๕๑
กราบเรียนท่านศาสตราจารย์ นพ วิจารณ์ พานิชที่เคารพอย่างสูง
"ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"หนูเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ด้วยความเคารพ..
ไม่ทราบว่าควรจะทำอย่างไรกับประเทศชาติเราดีนะคะ.. ตอนนี้เท่าที่จะพอทำกันได้ก็คือพยายามไปให้ความรู้กับประชาชนในระดับรากหญ้าให้มากที่สุด..คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรก็ออกไปให้ความรู้ประชาชนตามท้องที่ๆห่างไกลความเจริญ เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศ..
อื่นๆก็ต้องพยายามช่วยกันต่อไปคนละไม้ละมือเท่าที่พอจะทำได้ค่ะท่าน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
จิรประภา มากลิ่น
เรียนท่านอาจารย์
ผมคิดว่า หลักธรรมพื้นฐาน 2 ข้อ ที่อยู่ในหมวดเดียวกัน คือ
หิริ และ โอตัปปะ ไม่ค่อยมีอยู่ในหมู่ชนกลุ่มนี้ครับ
อาจารย์ที่เคารพและเพื่อนชาวบล็อคที่รักเคารพทุกท่าน
หลังจากเข้ามาอ่านบันทึกและความเห็นแล้ว ทำให้ต้องมานั่งนึกตรึกตรองว่า ผมจะอ่านแล้วปล่อยเลยไปได้อย่างไร อันที่จริง การเมืองผมเองไม่ถนัดเลย เพราะตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง เพียงแต่ถูกครูอาจารย์สอนให้ รู้จัก เข้าใจ ใช้นักการเมืองให้เป็น
ใช้นักการเมืองให้เป็นไม่ ออกตัวไว้เสียก่อนว่า ไม่ได้ใช้เขาเพื่อประโยชน์สุขส่วนตัวของผมและครอบครัวญาติมิตรเลยนะครับ ในเมื่อมีนักการเมือง ผมหรือพวกเราไม่ใช่เขา จะปล่อยให้เขาทำอะไรลำพัง แล้วมาก่นด่าข้างถนน บ่นกันไปใน ที่สุดสิ้นความอดกลั้นก็เป็นเรื่อง
เรากำลังเรียกร้องให้ผู้คนใช้ปัญญา ใช้สติและเรียนรู้ในการทำงาน บ่อยครั้งที่ให้ผู้คนมักเอาแต่ความรู้สึก พระราชดำรัสในหลวงพระผู้ทรงเป็นที่เคารพสูงสุดของพวกเรา ที่วา " เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา " ผมว่านำมาใช้กับนักการเมืองที่กล่าวถึงได้
ในจังหวัดเล็ก ๆ ได้มีโอกาสรู้จักกับนักการเมืองสนามต่าง ๆ ล้วนเป็นมนุษย์เดินดินไม่ได้เหาะ เพียงแต่ที่ผ่านมา คงมีบางคนเข้าใจผิด หลงทิศ ไปผิดทาง โกงจนคิดว่าเป็นธรรมดาของนักการเมือง ผมเคยถามเขาว่า เขาบอกว่า ตามน้ำครับเพื่อเอาเงินมาทำบุญ ว่าเข้าไป
นิสัยนักการเมือง ที่อาจารย์ว่ามานี้นั้น แสดงว่าจะไม่ลึกถึงกับแก้ไขอะไรไม่ได้ ( ที่เขาเรียกว่าเป็น สันดาน ) ผมเห็นด้วยครับ โถ ใช่ใครที่ไหนเห็น ๆ กันอยู่ นักการเมืองเคยพูดให้ผมฟังว่า เขาไปทำบุญงานศพมากกว่าใคร ๆ จะเรียกว่า "สนั่นพันศพ" สังคมไทยทั้งประชาชนและนักการเมือง จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง
ผมเชื่อว่า นักการเมืองไม่อยากโกง เขาเข้าใจตัวเองอยู่เสมอว่า ต้องโกงมาทำบุญ โกงจนกลายเป็นธรรมดา โดยไม่เคยเข้าใจว่า การโกงนั้นเป็นการบ่อนทำลายชาติ ทำลายระบบบริหารบ้านเมือง อย่างไรก็ดี ผมเองก็รู้สึกเห็นใจนักการเมืองที่ดี ในโลกของความเป็นราชการที่ไม่ใช่นักการเมืองก็ใช่ย่อยนะครับอาจารย์
สังคมอุดมปัญญาเราที่เราถามถึงและทำกันอยู่ ที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล ช่วยทำกันอย่างจริงจังเถอะครับ ที่อื่นผมไม่รู้แต่ที่พวกผมพอจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ประชุมกันสัปดาห์ก่อนมีคุณสุรเดช สุวรรณปากแพรก รอง ผวจ.น่าน ประธานคณะทำงานฯ รับข้อเสนอที่ดีของคุณเสถียร ชาติพงศ์ เราจะได้นำผลการประเมินย้อนหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ -๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ ในส่วนของ อบต.91 มาดูและแยกแยะกันว่า นิสัยนักการเมือง ที่อาสาไปเป็นผู้นำองค์กร บริหารประสาอะไรถึงทำให้คะแนนประเมินอยู่ในอันดับท้าย ๆ ตลอด ปัญหาอยู่ทีนักการเมืองหรือข้าราชการประจำ มีความคืบหน้าจะมารายงานให้ทราบครับ
ด้วยความเคารพ
ธนู ผลบุญ
๓๐ มีนาคม ๒๕๕๑
ผมได้อ่าน บทตอบของ คุณธนู ผลบุญ แล้ว
นึกขึ้นมาได้ว่า
บทบาทที่นักการเมืองของประเทศไทยก็คือ การไปปรากฏตัวในงานสังคมต่าง ๆ ซึ่งการไปในแต่ละครั้ง ก็ต้อง
1. เจ้าภาพอยากได้รับการนับถือยกย่องว่ามีมิตรสหายเครือข่ายที่เป็น คนใหญ่คนโต
2. นักการเมืองก็อยากทำงานประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน เพราะทุกครั้งที่ไป มีโอกาสในการวางฐานเสียงและหาเสียงไปในตัว
3. เจ้าภาพและชาวบ้าน ต่างก็คิด "ถอนทุน" จากซองนักการเมืองที่คงจะใส่เงินจำนวนอันน้อยนิด เพราะไหน ๆ ก็เลือก "เขา" มาแล้ว ก็เอาคืนแบบนี้บ้าง
จึงเห็นได้ว่าเป็นรูปแบบที่ เรียกกันในวงวิชาการว่า "dysfunction" ใช่หรือไม่?
อันที่จริง ส.ส. ส.จ. มีหน้าที่เข้าไปเป็นตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน และต้องทำงานในการดูแล พัฒนา ท้องที่ที่ตนเองได้รับเลือกให้เป็นตัวแทน และทำงานในรัฐสภา ควบคู่กันไป
บ่อยครั้งที่ไม่เห็น นักการเมืองเข้าร่วมประชุม อ้างติดภาระกิจ อะไรก็ตาม แต่สามารถเห็น "ตัวเป็น ๆ" ได้ตามงานสาธารณะ (ทั้งกุศล และไม่กุศล) ทั่วไปได้
เราควรเริ่งผลักดันและให้ความรู้แก่ ชาวบ้านร้านตลาด รวมทั้งนักการเมืองเอง เข้าใจในบทบาท และหน้าที่ ของแต่ละฝ่ายกันเสียที
ด้วยความเคารพ
แก้ไข
จากซองนักการเมืองที่คงจะ-ไม่ได้-ใส่เงินจำนวนอันน้อยนิด
เรียนอาจารย์และทุกท่านที่เคารพ
เมื่อช่วงก่อนเที่ยงวานนี้ ที่ศาลานันทวุฒิคุณ วัดอรัญญาวาส ไปร่วมประชุมเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดน่าน ในช่วงเวลา ๑๑ น.เศษถึงใกล้เที่ยง มีโอกาสได้พบ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต สวเชียงราย.และคุณโสภณ สีมาเหล็ก สว.น่าน ท่านมาพบปะและพูดเกี่ยวกับการที่ คณะกรรมาธิการ สว.จะมาที่ จ.น่านปลาย พย.ศกนี้
ผมเห็นความตั้งใจของท่านทั้งสอง แต่ก็อดที่จะคิดต่อแล้วบันทึกต่อที่นี่ไม่ได้ว่า การทำหน้าที่ของนักการเมืองไทยในปัจจุบันนี้คืออะไร เพราะเรามีข้าราชการผู้ปฏิบัติแต่มีข้อขัดข้องจากการปฏิบัติที่พวกเขาต้องถือระเบียบและกฎหมาย การดำเนินการใด ๆ ของนักการเมืองให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในระดับพื้นที่จังหวัดน่านเราได้ทำกันผ่านเวที หรือการประชุมต่าง ๆ กันอยู่ครับ
ผมยินดีอย่างยิ่งที่ที่นักการเมือง หรือผู้ได้รับโอกาสจะมาแสวงหาข้อมูลในพื้นที่เพื่อไปเสนอแนะและจัดหาช่วงทางต่าง ๆ ให้เกิดความสะดวก ฯลฯ การสื่อสารเกี่ยวกับบทบาทหรือการทำหน้าที่ของนักการเมืองไทย ระดับหมู่บ้านไปถึงระดับชาติ เป็นการบ้านที่ทุกท่านที่เป็นชาวไทย จำเป็นต้องช่วงกันให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนให้รับรู้และเข้าใจ เพื่อยกระดับบทบาทหน้าที่นักการเมืองไทยร่วมกันครับ
ด้วยความเคารพ
ธนู ผลบุญ
๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒