พลางนึกไปว่า เอ๊ะ หรือมีอะไรปิดบัง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปมอยู่หรือเปล่า ในกรณีของชายชาวโพล่งผู้นี้ แล้วทำไมได้มาสัญชาติมาแป๊บเดียว ก็โดนถอน บัตร ปชช. ก็แปลกดังที่ว่า หรือเป็นแค่เครื่องมือหากินของ “กระสือสังคม” ที่วางแผนไว้ดีแล้ว โดยที่ผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่คิดและไม่รู้กลโกงแม้แต่น้อย

ตอนเย็นวันที่ 25 มีนาคม หลังจากกินข้าวกินปลากันอิ่มหมีพลีมันแล้ว ก็มีชายชาวกะเหรี่ยง โผล่วจากจังหวัดราชบุรี ได้นำเอกสารซึ่งประกอบไปด้วย บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า) สูติบัตรของลูก 3 คน และบัตรประจำตัวประชาชนไทย มาให้ พี่บุญ พงษ์มา จาก คลินิกกฎหมายชาวบ้าน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์วิว (จตุภูมิ ภูมิบุญชู) อาจารย์ยอด (ยอดพล เทพสิทธา) จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก และน้องก็อตจิ นักศึกษาปริญญาโทสาขานิติศาสตร์ผู้สนใจประเด็นบุคคลที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร ช่วยดูให้และขอคำปรึกษา ซึ่งผมไม่ได้เข้าไปร่วมดู ร่วมฟัง ตั้งตอนแรก แต่ได้มานั่งฟังท่านผู้รู้ทั้ง 4 คน วิเคราะห์เอกสารและซักประวัติเกือบจะจบการสนทนาแล้ว

เรื่องมันก็เป็นไปดังนี้ ว่า ชายผู้นี้เป็นพ่อของลูก ๆ อีก 3 คน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า) มีเลขหลักแรกเป็นเลข 6 ส่วนลูกมีสูติบัตรประเภท ทร. 3 (สำหรับบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย)

เขาเคยได้รับสัญชาติไทยเมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ได้เลขหลักแรกเป็นเลข 8 แต่ไม่ได้ไม่ทันไรก็ถูกถอนสัญชาติในตอนต้นปี 2545 ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน กับความภูมิใจในการเป็นคนไทยเพราะได้สัญชาติและมีบัตรประจำตัวประชาชน สิ่งที่เขานำมาถามคือปรึกษาในการที่จะได้สัญชาติไทยนั้น ควรได้จากช่องทางการยื่นเอกสารแบบใดถึงจะถูกต้องกับข้อเท็จจริงของตนเองและลูก ๆ

เมื่อดูไปดูมา ก็เริ่มเข้าสู่การตรวจสอบเอกสาร ก็พบว่า ตัวเลข 13 หลักของคนเป็นพ่อที่อยู่บนบัตรสีฟ้าไม่ตรงกันทั้งชุด กับชุดเลข 13 หลักที่ถูกเขียนไว้ในสูติบัตรของลูกสองคนแรกที่เกิดเมื่อปี 2539 และ ปี 2540 ตามลำดับ แต่ตรงกับสูติบัตรของลูกคนที่ 3 ที่เกิดในปี 2547 และเลขหลักแรก ของทั้งสามคนเป็นเลข 7 (ลูกที่เกิดจากบุคคลต่างด้าว) เพราะเกิดมาในช่วงที่บิดายังไม่ได้สัญชาติไทย และหลังจากที่บิดาถูกถอนสัญชาติ ถือว่าไม่แปลก เพราะถ้ายังไม่ได้ไปติดต่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่องานทะเบียนที่ที่ว่าการอำเภอ

ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่าในกลุ่มผู้รู้และตัวผมว่า เลข 13 หลักที่เป็นเลขบัตรสีฟ้าที่พ่อได้รับก่อนที่จะได้รับสัญชาติไทยนั้น ทั้งชุดเป็นของใคร ถึงได้ถามกลับไปอีกว่า ตอนที่ยื่นเป็นคนยื่นเองหรือว่าใครไปยื่นให้ แล้วมีกี่บัตรที่ใช้ยื่น เขาก็ยืนยันว่า เขาเป็นคนไปแจ้ง และใช้บัตรสีฟ้าที่มีนี่แหละยื่น

พวกเราก็นั่งคิดกันไป แต่ก็ไม่ได้คำตอบว่าทำไม เพราะเราดูจากเอกสารที่เขามาให้ดู ซึ่งก็ดูได้ตามที่เห็นแค่นั้น จึงนึกอยากจะรู้เหมือนกันว่า หมายเลข 13 หลักใน สูติบัตรนั้น เป็นของใคร จึงบอกว่า ถ้าไปอำเภอไม่ลำบาก และไม่ถูกจับ ลองไปถามดูสิว่า เป็นเลขของใคร เพื่อตรวจสอบที่ว่าการอำเภอไปในตัว และเพื่อเป็นการกำหนดเงื่อนไขในการพิสูจน์ตัวของผู้พ่อไปด้วย

ตกดึกมา น้องก็อตจิ ก็เอาเรื่องนี้ไปถามรุ่นพี่อีกคน ก็ได้คำตอบมาว่าราว ๆ ประมาณปี 2527 (ไม่แน่ใจ) ได้มีการรื้อระบบตัวเลขฐานทะเบียนราษฎร ก็อาจจะเป็นสาเหตุของกรณีนี้ได้เพราะเป็นช่วงก่อนที่ลูกทั้งสองคนจะเกิดหลายปี และผู้เป็นพ่อเองก็คงไม่ทราบด้วย

ถ้าหากไม่มีการรื้อ หรือ ชายคนนี้ไม่ถูกรื้อตัวเลข กรณีนี้จึงคิดว่า ฝ่ายที่ทำการเกี่ยวกับกระบวนการแจ้งการเกิดในครั้งนั้น ผิดพลาดโดยเจตนาของ รัฐ คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน หรือ ผู้ไปแจ้งเกิด ฝ่ายใดกันแน่ ???

นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เป็นปัญหาของรายละเอียดของบุคคลที่ถูกระบุเอาไว้ในเอกสารของทางราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นตรงไหน? เกิดขึ้นจากใคร?ถ้าเกิดจากคนของรัฐ รัฐจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเกิดจากคนไปแย้ง เขาจะถูกดำเนินการและได้รับผผลจากปัญหานี้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน

คำเรียกชื่อในภาษาโผล่ว ปกาเกอญอ ผมคิดว่ายังง่ายต่อการสะกดและฟังออก ถ้าหากนำไปเทียบกับภาษาอาข่า ชื่ออาข่า เพราะทางนั้น ลำบากมาก ผมเคยเห็นเอกสารของคน ๆ เดียวที่มี เขียนชื่อ เขียนนามสกุลไม่ตรงกันมาแล้ว

ข้อต่อมาก็มีข้อสังเกตและสงสัยตามมาอีกว่า ทำไมมี จุด (.) ปรากฏท้ายเลขหลักที่ 13 บนบัตรประจำตัวประชาชน

พลางนึกไปว่า เอ๊ะ หรือมีอะไรปิดบัง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปมอยู่หรือเปล่า ในกรณีของชายชาวโผล่วผู้นี้ แล้วทำไมได้มาสัญชาติมาแป๊บเดียว ก็โดนถอน บัตร ปชช. ก็แปลกดังที่ว่า หรือเป็นแค่เครื่องมือหากินของ กระสือสังคม ที่วางแผนไว้ดีแล้ว โดยที่ผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่คิดและไม่รู้กลโกงแม้แต่น้อย