วันปากปี๋นิยมกินแกงขนุนเชื่อว่าช่วยหนุนนำให้ชีวิตเป็นสุขตลอดปี

ผ่านวันพญาวันไปแล้วย่างเข้าวันรุ่งขึ้นชาวล้านนาเรียกกันว่าวันปากปี๋  วันต่อไปก็วันปากเดือน ต่อไปอีกก็วันปากวัน ต่อไปก็วันปากยาม

*แต่ในวันนี้จะกล่าวถึงวันปากปี๋ทุกบ้านเรือนจะเตรียมบ่ะหนุนหรือขนุนมาแกงรับประทานเชื่อว่าจะมีโชคหนุนนำตลอดปีใหม่นี้ และที่สำคัญอาหารต่างๆที่เหลือจากวันพญาวันโดยเฉพาะแกงฮังเลหรือฮินเลก็จะนำมาคั่วทำแกงโฮะ  สมัยก่อนหากแกงเนื้อหรือแกงฮังเลเหลือมาก โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆแกงจะเหลือมากมาย  หากนำไปทิ้งเป็นเศษอาหารก็น่าเสียดายต้องนำเอาไปรักษาหรือเรียกกันว่าถนอมอาหาร  เขาจะนำเอาแกงที่เหลือใส่ในหม้ออุ่งหรือไหดิน ปิดปากสนิทแล้วนำไปฝังในดินปล่อยให้ดินอบเนื้อหลุดจากกระดูกเปื่อยยุ่ยนานเข้าจนกลายเป็นน้ำส้มรสเปรี้ยวจัด  ก็จะตักเนื้อและน้ำในอุ่งมาแกงโฮะกับผักพื้นบ้านใส่งุ้น(วุ้นเส้น)ลงไปคั่วรวมโฮะกันในหม้อหรือกะทะ  เมื่อนำมารับประทานก็ลำแต๊ๆหรืออร่อยจริงๆ  นี่คือตำราแกงโฮะล้านนาของจริง

เมื่อกินข้าวงาย(ข้าวมื้อเช้า)เสร็จแต่ละบ้านเรือนจะเชิญปู่จารย์มาทำพิธีขึ้นต๊าวตังสี่(ท้าวทั้งสี่)ในบ้านของตนเพื่อเชิญท้าวทั้งสี่มารักษาครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข

ที่สำคัญมีประเพณีที่เชื่อกันมาก็ต้องมีการบูชาบ้านหรือผีเสื้อบ้านที่หมู่บ้านนั้นร่วมกันตั้งบ้านเรือนตั้งหอเสื้อบ้านขยายจำนวนหลังคาบ้านออกไปจากจำนวนน้อยไปสู่หมู่บ้านใหญ่เรียกกันว่าพัฒนาวิถีชีวิตกันมายาวนานนับร้อยๆปี  หลายชั่วอายุคน ด้วยความผูกพันทั้งผู้คน จิตวิญญาณของหมู่บ้าน เมื่อถึงวันปากปี๋ผู้คนที่อยู่ใกล้ไกลกลับมาสู่หมู่บ้านต่างช่วยกันแต่งดาเตรียมข้าวของเครื่องใช้ตอนเช้าจนสู่ตอนเย็นก็จะทำพิธีบูชาผีเสื้อบ้านดังเล่ามาแล้วในตำนานผีล้านนาตอนผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง

นอกจากรับประทานแกงขนุน  การทำพิธีบูชาผีเสื้อบ้านแล้ว  ในวันปากปี๋ก็ยังมีการดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่   เจ้าอาวาสจะนำคณะศรัทธาไปดำหัวครูบา  ดำหัวเจ้าอาวาสวัดที่เป็นหัววัดใหญ่ๆ ที่ยังคงค้าง วันปากปี๋ถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่อีกวันหนึ่งในเทศกาลปี๋ใหม่เมืองล้านนา