ใครที่ไม่เคยถูกตี ถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่

เมื่อวันที่ ๒๔ -๒๕ ได้ไปทำกิจกรรมที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก ติดเขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นการจำลองเศรษฐกิจพอเพียง ช่วงหนึ่งของการบรรยายของวิทยากรได้กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง ผ่านมาทาง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลโดยเล่าว่า...

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าประสบการณ์ดีดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งให้กำลังใจไว้ว่า   ตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่ในสภาพจิตใจที่แย่มาก มันไม่มีกำลังใจจะทำอะไร ท้อแท้กับงานมากไม่มีใครเข้าใจ เหมือนทำดีแต่ไม่ได้ดี ในหลวงท่านทรงเสด็จมาพอดีครับ และท่านได้เห็นสีหน้าผมไม่สู้จะดี ท่านได้สอบถามจนได้ความว่าผมกำลังท้อแท้กับงาน " ท่านจึงตั้งคำถาม+รับสั่ง ว่า.....

ท่านสุเมธ เคยขายเศษเหล็กไหม  เศษเหล็กเหล่านั้นเวลาขายราคามันต่ำ  คงได้เงินมาไม่กี่บาท แต่ถ้าเราเอาเศษเหล็กเหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแท่ง เวลาหลอมนี่เหล็กมันคงรู้สึกร้อนมาก พอหลอมเสร็จเรานำมาทำเป็นดาบ คงต้องตีให้แบนอีก เวลาตีก็ต้องคอยเอาไฟเผาให้ร้อน ตีไป เผาไปอยู่หลายรอบกว่าจะเป็นรูป เป็นร่างดาบตามที่ต้องการ ต้องผ่านความเจ็บปวด ความร้อนอยู่นาน แถมเมื่อเสร็จแล้วจะให้สวยงามดังใจ ก็ต้องนำไปแกะสลักลวดลาย เวลาแกะลวดลายก็ต้องใช้ของแข็งมีคมมาตีให้เป็นลวดลายอีก แต่เมื่อเสร็จเป็นดาบที่งดงาม ก็จะมีคุณค่าที่สูงมาก เทียบกับเศษเหล็กคงต่างกันลิบลับ จะเห็นว่ากว่าที่เศษเหล็กไม่มีคุณค่ามากนักจะกลายมาเป็นดาบที่งดงานนั้นต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งความเจ็บปวดต่างๆ กว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า "ใครที่ไม่เคยถูกตี ถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่"