การอ่านหนังสือ นอกเหนือจากการได้ความรู้แล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทำให้คนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุและผล ไม่หลงเชื่อคารมของใครง่าย ๆ แม้ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกว่า

วันสองวันมานี้ ได้ฟังข่าวเรื่อง ไอคิวของไทยลดต่ำลง และวันนี้ก็ได้อ่านบันทึกของท่าน ธเนศ ขำเกิด » การอ่านหนังสือยังเป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับเด็กไทยและคนไทย ...

ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของ อาจารย์วันชัย ตัน เรื่อง "คนไทย อ่าน หรือ ดู หนังสือ" ... จากหนังสือชื่อ "ผม ซัก ฟอก" ... ที่ผมได้ยืมห้องสมุดมาอ่าน

 

เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสาร National Geographic นิตยสารชื่อดังของโลกได้ทำการวิจัย พบว่า ผู้อ่านร้อยละ 75 ซื้อนิตยสารเล่มนี้ เพื่อดูรูปและอ่านคำบรรยายมากกว่าที่จะสนใจอ่านเนื้อหาต่าง ๆ ในนิตยสาร

ฝรั่งค่อนข้างจะตื่นเต้นที่คนในประเทศเริ่มที่จะ "ดู" หนังสือมากกว่า "อ่าน" หนังสือ เพราะคนฝรั่งมีวัฒนธรรมของการอ่านหนังสือมาช้านาน

แต่หันกลับมาที่เมืองไทย ผู้เขียนเชื่อว่า ปรากฎการณ์เหล่านี้มีมานานมากที่คนไทยนิยม "ดู" มากกว่า "อ่าน" หนังสือ นิตยสารจำนวนมากก็เลือกที่จะทำหนังสือให้น่าดู มากกว่า น่าอ่าน

ลองไปเปิดดูแผงหนังสือบ้านเรา จะพบว่า นิตยสารที่ประสบความสำเร็จในการหาโฆษณาและยอดขาย จมีสูตรสำเร็จไม่กี่แบบ คือ เป็นหนังสือแนวผู้หญิง แฟชั่น ดารา บันเทิง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีหน้าสี่สีทั้งเล่ม พิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดีลงรูปแฟชั่นและข่าวความเคลื่อนไหวของนางแบบ ดารา นักแสดง และภาพกิจกรรมของคนดังในงานสังคมต่าง ๆ หรือไปร่วมงานเปิดตัวสินค้าชนิดใหม่

ผู้ซื้อโดยทั่วไปก็พอใจกับการพลิกดูรูปสวย ๆ งาม ๆ มากกว่าการอ่านเนื้อหาภายในเล่มอย่างตั้งใจ ขณะที่ผู้ซื้ออีกกลุ่มหนึ่งจะคอยลุ้นดูว่า คืนก่อนที่ไปงานปาร์ตี้จะมีภาพตัวเองลงคู่กับใคร ฝ่ายบริษัทโฆษณาก็พอใจว่า มีรูปผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ลง

ถ้าจะให้ทันสมัย ก็ต้องมีเรื่องราวที่เป็น Talk of the town ว่าคนใดกำลังดังนิตยสารเกือบทุกฉบับก็แห่กันไปถ่ายรูปเพื่อนำมาขึ้นปกเหมือนกันทุกฉบับประมาณว่าหากช่วงไหนลูกเกดมีข่าวกำลังดัง ทุกปกก็เป็นลูกเกด หากน้องซอนย่ากำลังมาแรงหน้าปกนิตยสารต่าง ๆ บนแผงก็ปูพรมไปด้วยใบหน้าน้องซอนย่า

ส่วนเนื้อหาภายในเล่มก็มักจะเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาเบา ๆ ไม่ซีเรียสเป็นหลัก อาทิ เรื่องเซ็กซ์บนเตียง เซ็กซ์ในรถ สัมภาษณ์คนดัง หรือ คนรวยสวยเก๋ คอลัมน์การแต่งตัวให้ดูดี การถนอมสุขภาพ แหล่งบังเทิง แหล่งชอปปิ้ง ท่องเที่ยว แนะนำ การฟังเพลง ดูหนัง ฯลฯ

คนไทยจำนวนมากจึงซื้อนิตยสารดูเพื่อผ่อนคลายมากกว่าอ่านหาความรู้อย่างจริงจัง นิตยสารแนวผู้หญิง แฟชั่น บันเทิง จึงมียอดจำหน่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับนิตยสารแนวอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาเพื่อการอ่านมากกว่าการดู และผู้ผลิตนิตยสารหน้าใหม่ ๆ ที่ลงสนามเปิดตัวเมื่อปลายปีและที่กำลังจะเปิดตัว ก็ล้วนเดินตามนิตยสารแนวนี้ทั้งสิ้น

ในต่างประเทศ นิตยสารแนวนี้ก็เป็นนิตยสารที่มีคนอ่านจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกัน นิตยสารที่ให้ความรู้ก็มีคนอ่านมากเช่นกัน อาทิ นิตยสาร National Geographic เป็นนิตยสารขายดีอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกา มียอดจำหน่ายสูงถึง 10 ล้านเล่มต่อเดือน

แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไปกว่านั้น คนไทยอ่านหนังสือกันน้อย ก็คงเนื่องมาจากการที่คนไทยเองก็มีนิสัยไม่ค่อยเรียนรู้เท่าที่ควร

จำได้ไหม ในวงสนทนา หากใครพูดอะไรที่เริ่มจะเป็นเรื่องเป็นราวมีเนื้อหาสาระ ก็จะถูกคนอื่นแซวว่า เฮ้ย เปลี่ยนเรื่อง อย่าซีเรียส ๆ

ผู้เขียนมีความเชื่อว่า คนไทยมีพื้นฐานที่สนใจความบันเทิงมากกว่าสนใจการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

เวลาไปเที่ยวชายทะเลในวันหยุด ผู้เขียนมักจะสังเกตเห็นฝรั่งไปนอนอาบแดด พร้อมกับหนีบหนังสือติดตัวไปอ่านทุกครั้ง

ขณะที่จะสังเกตเห็นคนไทยเวลาไปเที่ยวชายทะเล ก็จะหนีบเหมือนกัน คือ หนีบขวดกลมไปตั้งวงเหล้าคุยกันสรวลเสเฮฮา

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เหตุผลทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศอาจจะเป็นคำตอบได้ว่า เหตุใดคนไทยจึงเป็นคนประเภทสบาย ๆ ไม่ค่อยมุ่งมั่นที่จะทำอะไรจริงจัง เพราะพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ หว่านอะไรไปก็ขึ้น ประเภท "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" และภูมิอากาศของไทยที่ไม่เคยเจอไต้ฝุ่น หิมะถล่ม หรือน้ำท่วมอย่างรุนแรง จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เพื่อดิ้นรนหาความรู้เพื่อสู้กับแผ่นดินไหว คนอิสราเอล ต้องดิ้นรนศึกษาที่จะปลูกพืชเพื่ออยู่ให้ได้ในทะเลทราย ขณะที่คนยุโรปทางเหนือจะต้องออกออบหลังคาบ้านให้ทนกับการถูกหิมะถล่ม

การศึกษาหาความรู้เพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดเหล่านี้ ได้ทำให้เกิดการสร้างประดิษฐ์คิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มากมาย จนกลายเป็นที่ยอมรับว่า พลเมืองในประเทศที่พัฒนา มักจะสนใจใฝ่หาความรู้พอ ๆ กับหาความบันเทิง ขณะที่คนไทยโดยทั่วไปใฝ่หาความบันเทิงมากกว่าความรู้

ถามว่า อาชีพอะไรที่คนไทยประสบความสำเร็จ คำตอบคือ อาชีพภาคบริการ ภาคบันเทิง ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความรู้มาก แต่ใช้ความสามารถ และประสบการณ์

ธุรกิจด้านบริการที่คนไทยใฝ่ฝันและประสบความสำเร็จ จึงได้แก่ อาชีพนางฟ้าบนเครื่องบิน อาชีพด้านบันเทิง ดารา นักร้อง นางแบบ นักแสดง ไปจนถึงการทำร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ อาบอบนวด ค๊อกเทลเลานจ์ ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้มากแต่ผลการตอบแทนสูง

ขณะที่อาชีพที่ต้องศึกษาใช้ความรู้สูง ๆ อาทิ อาจารย์ตามมหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ เภสัช วิศวกร ฯลฯ ดูจะกลายเป็นอาชีพที่ขาดแคลน ทั้ง ๆ ที่อาชีพเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ จนเมื่อปีที่ผ่านมามีข่าวว่า ประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์อย่างหนักติดอันดับเกือบบ้วย

แน่นอนว่า การศึกษาหาความรู้ที่ดีที่สุด ต้องเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือมากกว่าการไปท่องในโลกของอินเทอร์เน็ต หรือดูรูปภาพเพียงอย่างเดียว

การอ่านหนังสือ นอกเหนือจากการได้ความรู้แล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทำให้คนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุและผล ไม่หลงเชื่อคารมของใครง่าย ๆ แม้ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกว่า

ส่วนจะทำอย่างไรให้คนไทยหันมาอ่านหนังสือกันมาก ๆ นั้น ใครรู้ช่วยชี้ทางสว่างที

(มติชน 7 มกราคม 2544)

 

ประเด็นสำคัญเหลือเกินที่หาคำตอบไม่ได้ว่า ทำอย่างไรคนไทยจึงอ่านหนังสือกันมากกว่านี้ ?

ช่วยกันคิดหน่อยครับ

 

บุญรักษา ทุกท่าน ครับ :)