ชื่อเรื่อง นิทานคุณธรรม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
ผู้วิจัย นางมะลิ อินทร์อำนวย
ปีที่ศึกษา 2550
บทคัดย่อ
รายงานการใช้หนังสือนิทานคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะทางคุณธรรมจริยธรรมเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2โรงเรียนวัดใหม่สิทธาวาสมีวัสถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสือนิทาน เพื่อพัฒนาคุณลักษณะทางคุณธรรมจริยธรรม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านมีวินัย ด้านการปฏิบัติตนเบื้องตนเหมาะสมสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรฒไทย ด้านรักและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการมีน้ำใจช่วยเหลือและแบ่งปัน
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นเด็กนักเรียนชั้นปีที่ 2 โรงเรียนวัดใหม่สิทธาวาส จำนวน 12 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
เครื่องมือที่ใชในการพัฒนาได้แก่
- หนังสือนิทานคุณธรรม เพื่อพัฒนาคุณลักษณะทางคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 15 เรื่อง
- แผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 15 เล่ม ระยะเวลา 15 สัปดาห์
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลพัฒนาการ ได้แก่
- แบบประเมินพฤติกรรมการเรียน
- แบประเมินการแสดงพฤติกรรมคุณลักษณะทางคุณธรรมจริยธรรมทั้ง 4 ด้าน
ผลการดำเนินการพบว่า หนังสือนิทานคุณธรรมจริยธรรมทั้ง 15 เล่ม มีคุณภาพ โดยรวมอยู่ใน
ประดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 98.03 แผนการจัดประสบการณ์ที่สร้างขึ้นทั้ง 15 แผนมีประสิทธิภาพโดย
รวม คิดเป็นร้อยละ 97.56 เป็นแผนที่มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่
2 ให้มีพัฒนาการทางคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นทั้ง 4 ด้าน ผลการประเมินพฤติกรรมคุณลักษณะทาง
คุณธรรมจริยธรรม เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือด้านการปฏิบัติตนเบื้องตนเหมาะสมและสอดคล้อง
กับขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย คิดเป็นร้อยละ 91.66 ด้านการมีวินัย คิดเป็นร้อยละ
81.76 ด้านรักและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็นร้อยละ 81.24 และด้าน
การมีน้ำใจช่วยเหลือและแบ่งปัน คิดเป็นร้อยละ 79.16
ลงชื่อผู้เผยแพร่ นางมะลิ อินทร์อำนวย
ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนวัดใหม่สิทธาวาส
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
สวัสดีค่ะคุณครู...
ตามไปดูที่ประวัติแล้ว เราบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี่เอง
นิทานคุณธรรมน่าสนใจมากค่ะ เดี๋ยวจะตามไปขอคำแนะนำนะคะ
เอาใจช่วยให้คุณครูประสบความสำเร็จนะคะ ^_^
สวัสดีคะ ครูมะลิ ชื่อเเละนามสกุลเหมือนป้าหนูเลย หรีอว่าป้ามะลิจริงๆ
เวอร์ 222222+ เรยค้า.......................
ดีมากมากเลยค่ะ *----* นู๊เด็ก สป.
ชื่องานวิจัย การพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย นางสุจินต์ ชาวสวน
โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์
ปีที่ผลิต 2552
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อศึกษาลักษณะการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนและเพื่อศึกษาเจตคติของผู้เรียนต่อบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบประเมิน ด้วยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ใช้ t-test และหาประสิทธิภาพของบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ
จากผลการวิจัยพบว่าผลการพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้าง
เว็บเพจพบว่า มีประสิทธิภาพ E1/E2 83.96/85.80 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด E1/E2 80/80 ซึ่งมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ จากผลการทดสอบผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยความรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
จากผลการวิจัยพบว่าผลการวัดลักษณะการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนต่อบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจโดยภาพรวมที่ใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ อยู่ในระดับปานกลางและอยู่ในระดับมาก
จากผลการวิจัยพบว่าเจตคติของผู้เรียนต่อบทเรียนแสวงรู้บนเว็บวิชาอินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ ด้านรูปแบบและลักษณะของเว็บไซด์ บทนำ ภาระงาน กระบวนการ แหล่งข้อมูล การประเมินผล และบทสรุป เฉลี่ยร้อยละ 56.64 อยู่ในระดับดี
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรื่อง คลื่นกล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอุตรดิตถ์
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1
ผู้รายงาน : นายภาดร พิมพ์โพธิ์
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา
ว42202 ฟิสิกส์เพิ่มเติม เรื่อง คลื่นกล และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นกล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2550 ห้อง 5/1 - 5/5 จำนวน 215 คน ที่เรียนเน้นวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนจำนวน 47 คน ที่สุ่มแบบเจาะจง โดยเป็นนักเรียนทั้งหมดที่สอบหลังเรียนของหน่วยการเรียนรู้ คลื่นกล ไม่ผ่านเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว42202 ฟิสิกส์เพิ่มเติม เรื่อง คลื่นกล 2) แบบทดสอบระหว่างเรียน 3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นกล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 แสดงว่า มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 2) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดย จำนวนนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์จากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียน : จำนวนนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน มีค่า 82.97 : 87.23 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (E1 : E2) 80 : 80 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สูงกว่าก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าเมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว42202 ฟิสิกส์เพิ่มเติม เรื่อง คลื่นกล แล้วทำให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คลื่นกล ได้จริง 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว42202 ฟิสิกส์เพิ่มเติม เรื่อง คลื่นกล มีค่าเฉลี่ย 4.50 อยู่ในระดับมากที่สุด
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน
โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางทองใบ สุขเกษม
ที่ปรึกษา นางปุณยภา แก้วนุ่น
บทคัดย่อ
จากแนวการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สำหรับนักเรียนอายุ 5 - 6 ปี มุ่งพัฒนาการทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา การจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เด็กควรได้รับการจัดประสบการณ์ที่มุ่งฝึกให้เด็กมีความพร้อมด้านการเขียนให้มาก ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงสนใจศึกษาและพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 - 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมด้วยแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 สื่อที่ใช้เป็นแบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ นิทานเรื่อง พรานผู้อกตัญญู นิทานเรื่อง โคยอดกตัญญู นิทานเรื่อง พี่น้องฝาแฝด นิทานเรื่อง รักเงินมากกว่าชีวิต เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทานที่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 4.39 S.D. 0.61 ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แบบทดสอบวัดความพร้อมด้านการเขียน
จำนวน 1 ฉบับ 12 ข้อ แบบทดสอบย่อยระหว่างกิจกรรม จำนวน 4 ฉบับ ๆ ละ 12 ข้อ
รวม 48 ข้อ
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.16/79.44
2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 (E.I.) มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6456 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64.56
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมด้วยแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียนโดยใช้แบบฝึกจากนิทาน มีค่าเฉลี่ยที่ 2.53 S.D. 0.53 อยู่ในระดับพอใจมาก
โดยสรุป การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีประสิทธิภาพสามารถใช้ประกอบการสอน ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2
โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางทองใบ สุขเกษม
ที่ปรึกษา นางปุณยภา แก้วนุ่น
บทคัดย่อ
จากแนวการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สำหรับนักเรียนอายุ 5 - 6 ปี มุ่งพัฒนาการทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา การจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เด็กควรได้รับการจัดประสบการณ์ที่มุ่งฝึกให้เด็กมีความพร้อมด้านการเขียนให้มาก ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงสนใจศึกษาและพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนากระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์พัฒนาความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ระยะเวลาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 สื่อที่ใช้เป็นแบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ นิทานเรื่อง กบเลือกนาย, สองพ่อลูกผู้โง่เขลา, แม่กบกับวัว, และสุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา เครื่องมือที่ใช้มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดประการณ์ จำนวน 4 หน่วย ๆ ละ 5 แผน รวม 20 แผน แบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 4 เรื่อง แบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน จำนวน 1 ฉบับ
มี 12 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 7 ข้อ
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. กระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.61/79.44
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง จากการประด้วยแบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 0.6456 หรือดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน E.I. แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64.56
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์ พัฒนาความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน มีค่าเฉลี่ยที่ 2.53 S.D. 0.53 อยู่ในระดับพอใจมาก
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา นายธีระชัย นามสิงห์
ปีที่ศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อให้ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้าง และพัฒนาขึ้นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประชารัฐวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้นจำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยและทดลอง คือ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เป็นระยะเวลา 26 ชั่วโมง (คาบ) ชั่วโมงละ(คาบ) 60 นาที รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน เนื้อหาที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้เป็นเนื้อหาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น จำนวน 6 ชุด โดยแบ่งเนื้อหาออกดังนี้
เรื่องที่ 1 ปัจจัยที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช
เรื่องที่ 2 สารสีขียวและการสังเคราะห์แสง
เรื่องที่ 4 การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า
เรื่องที่ 5 สัตว์และการจำแนกสัตว์
เรื่องที่ 6 วัฏจักรชีวิตของสัตว์
ตัวแปรที่ศึกษาได้แก่
1. ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่า t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.68/84.78 หมายความว่า แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่า 7.93 หมายความว่า แบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 79 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการกระบวนการวิทยาศาสตร์ พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่ามีนัยสำคัญทาสถิติที่ระดับ .05
สรุปการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมืออันจะนำไปพัฒนาผู้เรียนได้ใช้ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้น การใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับผู้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขเกิดประโยชน์สูงสุดผู้เรียนได้เป็นอย่างดียิ่ง
ธีระชัย นามสิงห์
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : ผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้ศึกษา : ชาญ นนทมาตย์
สาขาวิชา : ภาษาไทย
ปีการศึกษา : 2551
สถานศึกษา : โรงเรียนบ้านไร่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน จับใจความต่ำ ผู้เรียนอ่านได้แต่เข้าใจเนื้อเรื่องไม่ถูกต้อง จับใจความไม่ได้ เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังไม่ได้ ทำให้การอ่านไม่มีประโยชน์ ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นนามธรรม และผู้เรียนทำความเข้าใจเนื้อหาได้ยาก รวมทั้งขาดสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขาดเครื่องมือมากระตุ้น ให้ผู้เรียนสนใจที่จะเรียน จากปัญหาดังกล่าวผู้ศึกษาจึงได้สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้จากหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) ศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 5) ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบวัด ผ ล สัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน จับใจความ จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก และหาคุณภาพโดยมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.38 - 0.66 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.69 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.966 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ควบคู่กับหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง จำนวน 20 แผนที่ผ่านการตรวจและประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง และแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) วิเคราะห์ผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักเรียน วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง และวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยหาค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. ได้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เรื่อง ที่มีประสิทธิภาพ
2. หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 86.17/85.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.71698 คิดเป็นร้อยละ 71.69
4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความหลังการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน บทร้อยกรอง ของนักเรียนสูงกว่าก่อนการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.12
5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริม การอ่านบทร้อยกรอง โดยรวมและเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.93
6. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นต่อหนังสือส่งเสริม การอ่านบทร้อยกรอง โดยรวมและเป็นรายข้อทุกข้อ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.12
โดยสรุปการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้น นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด และครูผู้สอนที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด จึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป
บทคัดย่อ
ชื่องานวิจัย : รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ศึกษาสถานการณ์และวิกฤตการณ์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงเชียงรุ้งวิทยาคม
ชื่อผู้ทำวิจัย : นายมานพ สุขพิงค์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการ
ชื่อสถานศึกษา : โรงเรียนเวียงเชียงรุ้งวิทยาคม อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย
ปีการศึกษา : 2551
ที่ปรึกษางานวิจัย : นายบุญเพิ่ม จอมใจหาญ, นางอารี มาลา, นายวีรัตน์ สานุมิตร, นางสาวรัตนา ไชยเลิศ
..........................................................................................................................................................................
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม , สถานการณ์ทรัพยากรอากาศ , สถานการณ์ทรัพยากรดิน , สถานการณ์ทรัพยากรสัตว์ป่า , ภาวะโลกร้อน, สถานการณ์ทรัพยากรน้ำ , สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ และร่วมแรงประหยัดพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพื่อประเมินระดับคุณภาพเรียงความ เรื่อง ภาวะโลกร้อน รวมถึงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 89 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม , สถานการณ์ทรัพยากรอากาศ , สถานการณ์ทรัพยากรดิน , สถานการณ์ทรัพยากรสัตว์ป่า , ภาวะโลกร้อน , สถานการณ์ทรัพยากรน้ำ , สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ และร่วมแรงประหยัดพลังงาน จำนวน 8 เรื่อง ใช้เวลาเรียน รวม 16 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ทำการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปโดยการพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของการตอบคำถามในบทเรียนสำเร็จรูป ( ) และคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียน ( ) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา 2 (ส 41102) เรื่อง สถานการณ์และวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 80 ประเมินระดับคุณภาพเรียงความ เรื่อง ภาวะโลกร้อนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ผลการวิจัยพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 86.21 / 86.73 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา 2 ( ส 41102 ) เรื่อง สถานการณ์และวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เท่ากับร้อยละ 84.89 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80
3. ผลการประเมินระดับคุณภาพเรียงความ เรื่อง ภาวะโลกร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป อยู่ในระดับดีมาก ( = 3.67 , = 0.66 )
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยบทเรียนสำเร็จรูป อยู่ในระดับ มาก ( = 4.07 , = 0.93 )
ชื่อเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
ชื่อผู้วิจัยอารีแตะแอ
ที่ทำงานโรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์)สังกัดเทศบาลนครตรังจังหวัดตรัง
ปีที่พิมพ์พ.ศ.2554
_____________________________________________________________________________
บทคัดย่อ
การพัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E ทั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1)หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5Eเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2 ) เปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนและหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5Eเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 63) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5Eเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5Eเรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 90 คน ซึ่งประกอบด้วยห้องประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 30 คน ห้องประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 30 คน และห้องประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 30 คน นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผน การจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5Eเรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (E1 /E2) เท่ากับ 91.97/84.042) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.60ค่าความยากง่าย ( p) อยู่ระหว่าง 0.70 - 0.90และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.60 ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.65 - 0.90 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบวงจรการเรียนรู้ 5E จำนวน 21 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้านสถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" />
)ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(
S.D.) และสถิติทดสอบที (t – test)
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 91.97/84.04 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
2. การเปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างหลังและก่อนใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างหลังและก่อนใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวงจรการเรียนรู้ 5E เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่องงานวิจัย รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนระโนด
ชื่อผู้รายงาน นางสาวสาริณี คงนุ่ม
ปีการศึกษา 2557
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน ของผู้เรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน
ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนระโนด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 จำนวน 6 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เลือกเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม 1 จำนวน 36 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นเครื่องมือที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 เล่ม ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหา คำถาม ใบงานและแบบทดสอบย่อย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน เป็นแบบปรนัย มี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 14 ข้อ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t – test dependent samples
ผลการวิจัยพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 86.39/85.92
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
โดยสรุปเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง รักษ์ป่าชายเลน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นี้มีประสิทธิภาพเหมาะสม ผู้เรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชายเลนและทักษะในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นรวมทั้งทำให้นักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าชายเลนด้วย จึงควรนำเอกสารประกอบการเรียนไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต่อไป
ชื่อเรื่องวิจัย รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ
ชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย นางเตือนใจ คำต่าย
ปีที่วิจัย 2559
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ
ชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 5 โรงเรียนเบญจมราช-รังสฤษฎิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t - test ) แบบ Dependent Samples
ผลการศึกษาพบว่า 1)ประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของ หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 83.94/81.71 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ
ชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ3)นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษชุด Amazing Chachoengsao กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด
คำสำคัญ : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน,หนังสือส่งเสริมการอ่าน,ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน
ชื่อวิจัย รายงานการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาลผู้ศึกษา นางสาววลักษ์กมล ใจเกลี้ยงปีการศึกษา 2562บทคัดย่อรายงานการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นเตรียมอนุบาล และ (3) ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาลกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 1/2 อายุระหว่าง 2 ขวบครึ่งไม่เกิน 3 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเขาพนม กองการศึกษา สำนักงานเทศบาลตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มด้วยวิธีการจับฉลาก ได้ห้องเตรียมอนุบาล 1/2 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล จำนวน 5 เล่ม คือ เล่มที่ 1 เรื่อง อวัยวะของหนู เล่มที่ 2 เรื่อง กินดี อยู่ดี มีสุข เล่มที่ 3 เรื่อง ขยับกาย สบายชีวี เล่มที่ 4 เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน และเล่มที่ 5 เรื่อง หนูน้อยน่ารัก (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล(3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล เป็นแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล จำนวน 10 ข้อผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล (E1/E2) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพ 86.11/84.862. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน ( = 16.97, S.D. = 1.34) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียน ( = 10.78, S.D. = 0.87) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .053. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาประสานสัมพันธ์กล้ามเนื้อมือกับตา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นเตรียมอนุบาล ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ทุกข้อมีค่าความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด