น้ำใจบางทีเหมือนหายากแต่ถ้าเรามีให้คนอื่นก่อนย่อมหาได้ไม่ยากนัก

              เมื่อใครบางคนนำดอกไม้ใส่ลงในแจกัน ดอกไม้นั้นอาจเบ่งบานอยู่ราว 4-5 วัน  แล้วก์อาจถูกโยนทิ้งไป นั่นคือช่วงชีวิตของดอกไม้นั้น แต่สำหรับผู้พบเห็น ความงามของดอกไม้อาจเบ่งบานอยู่ที่จิตใจหรือความคิดคำนึงของเขานานแสนนาน แม้ตัวตนของมันจะเดินทางสู่ก้นขยะแล้วก็ตาม ความรู้สึกเช่นนี้ฉันชอบเรียกมันเสมอว่าดอกไม้นอกแจกัน

              ค่ำคืนหนึ่งในเมืองไทย  ฉันหลบฝนลงนั่งกินบะหมี่ข้างทางกับเด็กชายผู้หนึ่ง ด้วยความสามารถเชิงตะเกียบของเขาทำให้เขาจัดการกับอาหารให้หมดถ้วยก่อนฉัน แม้เราจะลงนั่งกินในเวลาเดียวกันก็ตาม จู่ๆเด็กหนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นยืนและส่งเสียงเป็นภาษาจีนเจี๊ยวจ๊าวกับฉัน ฉันถอยตัวห่างจากเขาด้วยความรู้สึกไม่วางใจ พลางส่ายศรีษะไปมาปฏิเสธการสื่อสารกับเขาอย่างสิ้นเชิง  แต่เด็กชายผู้นั้นไม่ละความพยายาม เขายังคงส่งเสียงอีก จนรู้สึกได้ว่ามันไร้ผล จึงผละจากโต๊ะไป 

          แต่เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ปรากฎแก้วน้ำแก้วเล็กบนโต๊ะ พร้อมกับรอยยิ้มของเด็กชายคนเดิม คราวนี้ฉันเข้าใจแจ่มแจ้ง ทีนี้เราต้องบริการตนเองเรื่องน้ำดื่ม และสิ่งที่เขาสื่อสารกับฉันคือฉันต้องการนำชาหรือน้ำเปล่า นั่นเป็นคืนหนึ่งในชีวิตที่ฉันละอายใจที่สุด เขา-เด็กชายผู้นั้นได้สอนให้ฉันรู้ว่าใน   

                              "โลกนี้เราอาจมีกำแพงแห่งภาษาได้-แต่เราไม่ควรมีกำแพงแห่งน้ำใจ"