(1 ม.ค. 49) วิกฤตทางการเมืองดูจะเข้าสู่ทางมืดมากกว่าทางสว่าง เป็นความเสี่ยงของสังคมไทยโดยรวม พร้อมๆกับเป็นความเสี่ยงของแต่ละฝ่ายที่กำลังประจัญหน้ากันอยู่ คือ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายประท้วง
            บทความของผมภายใต้หัวข้อ “ผมฝันไปว่า...ชื่อทักษิณ ชินวัตร” ได้ลง นสพ.มติชนรายวันเมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) หน้า 13 ปรากฏว่าได้รับความสนใจมาก
            จากบทความนั้น ทำให้รายการวิทยุ 2 รายการโทรศัพท์สัมภาษณ์สดเข้ารายการ (เช้าหนึ่งรายการ ค่ำอีก 1 รายการ ของวันที่ 28 ก.พ.)  ตอนบ่าย (28 ก.พ.) ไปเสวนาโต๊ะกลมที่จัดโดย นสพ.ในเครือเดอะเนชั่น (“คม ชัด ลึก” และ "กรุงเทพธุรกิจ") โดยมีการบันทึกเทปนำไปออกรายการโทรทัศน์ของเดอะเนชั่น (รายการ "คมชัดลึก") ในตอนค่ำวันนี้ (1 มี.ค.) ด้วย และตอนดึก (23.00 – 24.30น. ของวันที่ 28 ก.พ.) ไปออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” ทางช่อง 9 ที่คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกร
            สำหรับรายงานข่าวความเห็นของผมปรากฎใน นสพ. “คม ชัด ลึก” วันนี้ (1 มี.ค. 49) หน้า 1 ดังนี้
ไพบูลย์ แนะ ตั้งคนกลาง ผ่าทางตัน
            นักวิชาการชี้ ผ่าทางตันการเมืองไทย ทักษิณต้องลาออก ระบุระบอบทักษิณคือขบวนการมาร์กอสประเทศไทย ด้านอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแนะ ทักษิณต้องเว้นวรรคทางการเมืองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อยุติปัญหา
            จวกยับยืดวันเลือกตั้ง ปัญหาเกิดจากรัฐบาลเองที่คิดรวบรัด พอถูกต้านก็เปลี่ยนใหม่ แต่กลับโทษคนอื่น ด้าน “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” เสนอตั้ง “คนกลาง” เปิดฉากเจรจา 3 ฝ่าย ชี้รัฐประหารเกิดขึ้นได้ยาก เพราะไม่ได้รับการยอมรับ
            เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ มีการจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ผ่าทางตัน : วิกฤติการเมืองไทย” โดยมี ดร.สุจิต บุญบงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ จากสถาบันวิถีทรรศน์ และนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม เข้าร่วมเสวนา โดยมี นายประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” เป็นผู้ดำเนินรายการ
            ดร.สุจิต กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจไม่มีก็ได้ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมถึงจะไม่มีการเลือกตั้ง เหตุเพราะเมื่อก่อนบ้านเมืองไม่มีปัญหาซับซ้อนอย่างนี้
            “ผู้ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้น คงคิดว่าการเลือกตั้งจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่วิกฤติของบ้านเมืองลงได้ แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้สถานการณ์ยิ่งเขม็งเกลียวขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมคิดว่าหากมีการเลือกตั้งขึ้น ก็จะมีปัญหาแน่ เพราะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับการเลือกตั้งอย่างมากที่พรรคการเมืองใหญ่ไม่ส่งคนลงสมัคร ที่จริงแล้วผมเองรู้สึกเสียดาย ไม่อยากให้พรรคการเมืองใหญ่บอยคอต เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมลงคะแนนให้โดยบอกว่าไม่ชอบรัฐบาล” ดร.สุจิต กล่าว
            ดร.สุจิต กล่าวอีกว่า ที่จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากรัฐบาลโดยเฉพาะตัวผู้นำที่เป็นผู้ก่อขึ้น อันเนื่องมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้สิงคโปร์ ทำให้คนทนไม่ไหวออกมาเคลื่อนไหว
            “ดังนั้นคนที่เป็นต้นตอของปัญหาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมเสียสละบ้าง ไม่ใช่เล่นเกมกันไปมาอย่างนี้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เขาจะรู้ตัวหรือไม่ เพราะเขาบอกเสมอว่าเขาทำถูกกฎหมาย แต่ไม่บอกว่าถูกจริยธรรมอย่างไร ที่จริงแล้วคนระดับนี้ต้องรู้ตัวเพราะมีคนออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมาก” ดร.สุจิต กล่าว
            อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า ตามหลักแล้วการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ต้องเกิดจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับสภา แต่ปัญหาที่เกิดในขณะนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างนายกฯ กับประชาชน ดังนั้นฝ่ายบริหารควรใช้อำนาจด้วยความระมัดระวัง
            “ทางแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยต้องเสียสละในฐานะที่เป็นผู้นำบริหารชาติบ้านเมือง ต้องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อมีปัญหารุนแรงเกิดขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณต้องเสียสละ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นทั่วประเทศ” ดร.สุจิต กล่าว
            ส่วนกรณีที่มีการนำมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นช่องทางในการขอนายกฯ พระราชทานนั้น ดร.สุจิต กล่าวว่า กรณีมาตรา 7 จะนำมาใช้เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น จึงจะนำประเพณีที่เราใช้อยู่ซึ่งสอดคล้องกับประชาธิปไตยมาใช้ ดังนั้นหากจะนำมาตรา 7 มาใช้ต้องคุยกันให้ถ่องแท้เสียก่อน ซึ่งตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เปิดช่องทางให้มีนายกฯ พระราชทานได้
            ส่วนกรณีที่พรรคไทยรักไทยจะนำมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญมาต่อต้านผู้ที่คิดจะยกมาตรา 7 มาใช้นั้น ดร.สุจิต กล่าวว่า มาตรา 65 บัญญัติไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กำลังล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ดร.สุจิต ยังกล่าวถึงกรณีที่จะมีการยืดวันเลือกตั้งออกไปอีกว่า ที่รัฐบาลต้องยืดวันเลือกตั้งออกไปเพราะมีแรงต่อต้าน ซึ่งตอนแรกรัฐบาลต้องการรวบรัดให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อไม่มีความคงเส้นคงวา พลิกผันได้ตลอดเวลาก็ไปเข้าล็อกผู้ชุมนุมประท้วงที่ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้นำอีกต่อไป และหากเลื่อนวันเลือกตั้ง ส.ส. ไปตรงกับวันเลือกตั้ง ส.ว.ก็จะทำให้ยุ่งไปหมด รัฐบาลนี้คิดอะไรเร็ว พอเกิดปัญหาก็ไปโทษคนนั้นคนนี้
ต่อข้อถามที่ว่า จะมีโอกาสเกิดรัฐประหารหรือไม่ ดร.สุจิต กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทหารจะไม่ออกมาอย่างเมื่อก่อน เพราะการทำรัฐประหารไม่ได้รับการยอมรับ
            ด้าน ดร.เทียนชัย กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่สถานการณ์ขณะนี้หลายฝ่ายเผชิญหน้ากันอยู่ ดังนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ได้ก่อนวันที่ 2 เมษายน สถานการณ์เปลี่ยนแปลงวันต่อวัน
            “ที่จริงแล้วต้นตอของปัญหาก็อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า คือ ระบอบทักษิณ เพราะระบอบทักษิณกับระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถเดินไปด้วยกันได้ เพราะระบอบทักษิณคือ การรวบอำนาจ รวบผลประโยชน์ อาจมีการโกงกิน และเผด็จการไปพร้อมกันด้วย หรือที่เรียกว่า “ขบวนการมาร์กอสประเทศไทย” ดังนั้นประเทศไทยจะปล่อยให้ขบวนการมาร์กอสประเทศไทยเดินไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ที่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมเลือกตั้ง ก็เพราะกลัวว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยสร้างขบวนการมาร์กอสประเทศไทยด้วย ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจึงต้องเลือกว่าจะเลือกขบวนการระบอบประชาธิปไตย หรือขบวนการมาร์กอสประเทศไทย” ดร.เทียนชัย กล่าว
ดร.เทียนชัย กล่าวอีกว่า การยุบสภาของนายกฯ อาจจะถูกกฎหมาย แต่ผิดหลักรัฐศาสตร์ เพราะการที่จะยุบสภาได้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายบริหารกับสภา
            “การเมืองมีทางออกของมันอยู่แล้ว หากคิดว่าการเมืองเหมือนร่างกายของมนุษย์ ระบอบทักษิณก็เหมือนมะเร็งในร่างกาย ซึ่งร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อต้านมะเร็ง” ดร.เทียนชัย กล่าว 
            ดร.เทียนชัย ยังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เปิดเวทีการเรียนรู้ใหม่ของภาคสังคมครั้งสำคัญ ซึ่งไม่เหมือนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะเกิดกรณี แอมเพิล ริช การโกงกิน การไปทำสัญญาพันธมิตรกับนาโต เอาประเทศไปผูกพันกับสหรัฐ นี่คือ ระบบทักษิโณมิกส์ ซึ่งประชาชนต้องเรียนรู้ และขบวนการชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้ได้พัฒนาเพราะมีการใช้สื่อ พิมพ์เอกสาร หนังสือแจกจ่ายต่อผู้ชุมนุม เป็นการต่อสู้ด้วยสติปัญญา เป็นการเคลื่อนไหวโดยสันติธรรม
            “พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องกล้าหาญพอที่จะตอบคำถามทุกฝ่ายของสังคมและนักวิชาการ หากเคลียร์ตัวเองไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ควรตัดสินใจลาออกต่อหน้าประชาชน หากตอบได้ก็บริหารบ้านเมืองต่อไปได้” ดร.เทียนชัย กล่าว 
            ส่วนกรณีที่มีการยืดวันเลือกตั้งออกไปอีกนั้น ดร.เทียนชัย กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนฉลาด พลิกเกมไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปไหนต่ออีก คนที่กำลังจะสูญเสียอำนาจ ก็จะดิ้นสุดฤทธิ์ แต่ยิ่งดิ้นมาก ยิ่งตายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย
            “มันเป็นเรื่องของอำนาจ น้ำลดตอผุด และจะมีตอผุดอีกหลายตอ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดอำนาจ ก็จะมีการนำมาไต่สวนกัน เช่น กรณีทนายสมชาย ใครเป็นคนสั่ง เรื่องทุจริตลำไยภาคเหนือ ไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้องเลยหรือ” ดร.เทียนชัย กล่าว
            ต่อข้อถามที่ว่า โอกาสที่จะเกิดการรัฐประหาร มีมากน้อยแค่ไหน ดร.เทียนชัย กล่าวว่า การคุ้มกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ก็คือประชาชนที่ชูธง ไม่เอานายกฯ ทักษิณ โดยเห็นว่าขาดความชอบธรรม ดังนั้นหากเกิดการรัฐประหารขึ้น ก็เท่ากับว่าเกิดความไม่ชอบธรรมครั้งที่ 2 ขึ้น ดังนั้นสถานการณ์แบบนี้รัฐประหารเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะประชาชนจะก่อคลื่นขึ้นมาต่อต้านอีกครั้งหนึ่ง
            ด้านนายไพบูลย์ กล่าวว่า ทางออกผ่าทางตันการเมืองในขณะนี้มี 2 ทางคือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเว้นวรรคการเมืองชั่วคราว ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และใช้โอกาสนี้ให้คนในพรรคไทยรักไทยเข้ามาจัดการพัฒนาพรรคแทน ซึ่งจะเป็นการสร้างพรรคไทยรักไทยให้เป็นพรรคของประชาชน แล้วยอมให้การตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบความจริงตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหา
            2.แนวทางสันติสมานฉันท์ คือทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และผู้ชุมนุมประท้วง ต้องหันหน้ามาคุยกัน แล้วตั้ง “คนกลาง” ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย โดยคนกลางนี้อาจจะมี 2-3 คน เป็นระดับอดีตนายกฯ ซึ่งคนกลางจะมาช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น ลดการเผชิญหน้า เอาแพ้ชนะกันอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เมื่อมีคนกลางก็จะทำให้มีการเปิดการเจรจากันขึ้น อาจนำมาซึ่งการยุติปัญหาลงได้โดยเป็นการชนะของทุกฝ่าย ซึ่งอาจจะใช้คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติมาทำหน้าที่เป็นคนกลางก็ได้
            ส่วนรายงานใน นสพ. “กรุงเทพธุรกิจ” (วันที่ 1 มี.ค.) มีทั้งที่เป็นข่าวหน้า 1 เละเป็นความเห็นโดยละเอียดในหน้า 2 ซึ่งความเห็นโดยละเอียดในหน้า 2 มีข้อความดังนี้
“ไพบูลย์” : เว้นวรรค หรือ ตั้ง “คนกลาง” 3ฝ่าย
            นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ประเมินว่า ทางออกผ่าทางตันการเมืองในขณะนี้มี 2 ทาง คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเว้นวรรคการเมืองชั่วคราว ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และใช้โอกาสนี้ให้คนในพรรคไทยรักไทย เข้ามาจัดการ พัฒนาพรรคแทน ซึ่งจะเป็นสร้างพรรคไทยรักไทยให้เป็นพรรคของประชาชน นอกจากนี้จะต้องยืดระยะเวลาการเลือกตั้งออกไปให้ใกล้ 60 วันมากที่สุด และตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อสงสัยของสังคม ตามที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกกล่าวหา
            รวมไปถึงตั้งมูลนิธิโดยใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยหาบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารมูลนิธิ เพื่อความเป็นอิสระขององค์กร ซึ่งจะทำให้ท่านเป็นคนแรกที่คิดและสามารถสร้างประโยชน์ประเทศชาติได้
            ทางออกที่ 2. แนวทางสันติสมานฉันท์ โดยกรอบคิดจะต้องก้าวข้ามจุดยืนไปถึงจุดประสงค์ร่วมกัน คือทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และผู้ชุมนุมประท้วง ต้องหันหน้ามาคุยกัน แล้วตั้ง “คนกลาง” ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย ซึ่งคนกลางนี้อาจจะมี 2-3 คนเป็นระดับอดีตนายกฯ ซึ่งคนกลางจะมาช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น ลดการเผชิญหน้า
            เพราะหากยังตั้งเป้าหมาย ที่จะเอาแพ้ชนะกันอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ปัญหาจะไม่จบ แต่ เมื่อมีคนกลางก็จะทำให้มีการเปิดการเจรจากันขึ้นซึ่งอาจนำมาซึ่งการยุติปัญหาลงได้ เพราะเป็นชัยชนะของทุกฝ่าย ซึ่งอาจจะใช้คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ มาทำหน้าที่เป็นคนกลางก็ได้ เนื่องจากหลักการของคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ก็บอกอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
            “หน้าที่คนกลางก็คือเพื่อสร้างบรรยากาศให้คลี่คลายลง เพราะสถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่าทั้ง 3 ฝ่ายเองยังไม่มั่นใจว่าใครจะชนะ”
นอกจากนั้นนายไพบูลย์ มองว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาระบุว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 “เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน” นั้น เป็นการเข้าใจประชาธิปไตยที่ผิด เนื่องจากอำนาจเป็นของประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้นหากใครมาบอกว่า “คืนอำนาจ” เท่ากับว่าที่ผ่านมา มีใครยึดอำนาจประชาชนไป
            อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอตั้งคนกลาง นั้น ดร.เทียนชัย เสริมว่า ที่ผ่านมามีการเรียนรู้และรับทราบข้อมูลแบบซึมซับกันมานานและรับรู้ต่างกัน ดังนั้นข้อเสนอของคุณไพบูลย์ ในส่วนให้ตั้งคนกลางนั้นจะใช้ได้หรือไม่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนเก่งมีไหวพริบ ดังนั้นการที่ดวงตาจะเห็นธรรมจึงเป็นการยาก เพราะลึกๆ แล้วมีเป้าหมายเรื่องชัยชนะ

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
1 มี.ค. 49