การบรรยายเรื่อง กระบวนทัศน์จิตตปัญญาศึกษา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุมพล พูลภัทรชีวิน เป็นการบรรยายที่น่าสนใจมาก อาจารย์ใช้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงของตนเองเป็นตัวเดินเรื่อง ทำให้เหมือนกับการฟังชีวประวัติของผู้บรรยาย มีการสอดแทรกตัวอย่างที่สร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังได้สนุกสนานไปด้วยในบางช่วง ผู้ฟังจึงมีรอยยิ้มและหัวเราะเป็นระยะ ๆ ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์เล่าว่าชีวิต หรือ แนวคิดของอาจารย์ที่ผ่านมาอาจจะแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ ยุคแรก เป็นช่วงที่เรียนและทำวิทยานิพนธ์ ตั้งแต่ชั้นปริญญาตรี โท และ ปริญญาเอก อาจารย์ถือว่าเป็นยุค ค้นหาความจริง ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์เรื่องต่าง ๆ เนื่องจากเป็นนิสิตปริญญาเอก รุ่นแรก ทางจิตวิทยาเชิงการทดลอง การทดลองที่พยายามตัดปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่สนใจออก หรือ หยุดไว้ให้หมด ให้เหลือปัจจัยเดียว(ที่ตนเองสนใจ) ที่ยอมให้เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าผลสรุปที่ได้ไปเหมือนของคนเก่า ๆ ที่ทำมาก่อนก็ภูมิใจมาก อ้างอิงว่าเหมือนของนักวิจัยคนโน้นคนนี้อย่างมั่นใจ เรื่องการวิเคราะห์หรือทดลองที่หยุดปัจจัยต่าง ๆ ไว้ให้เหลือปัจจัยเดียวที่ศึกษา รวมทั้งการทดลองในสัตว์ต่าง ๆ แล้วนำมาสรุปว่า จะเกิดผลในลักษณะเดียวกันในคน ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงสรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เราไม่สามารถหยุดมันได้ และสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดหรือแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีอัตตลักษณ์ของตนเอง ทำให้อาจารย์เปลี่ยนแนวคิดของตัวเอง เข้าสู่ ยุคที่สอง เมื่อได้เรียนวิชา “อนาคตนิยม” คือ มองอนาคต ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่าที่จะพยายามพิสูจน์อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แล้วก็คิดว่าถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ผลมันจะเหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต ทั้ง ๆ ที่สภาพต่าง ๆ ไม่มีโอกาสที่เป็นเหมือนกับในอดีตได้ แนวคิดของอาจารย์จึงมาเน้นที่ เราจะต้องสร้างเหตุและปัจจัยอย่างไรในปัจจับัน จึงจะเป็นเหตุให้เกิดอนาคตอย่างที่เราต้องการให้สำเร็จได้ คือมาเน้นที่มองอนาคต ว่าถ้าเราอยากเห็น อนาคตดี เราต้องทำดีอย่างไรในปัจจุบัน เรียกว่าเป็นยุค ค้นหาความดี ต่อมาเมื่อเป็นอาจารย์สอนหลาย ๆ ปีก็มีการเปลี่ยนอีกครั้งว่าการมองหาความดี คนมีความคิดดี ทำดีแล้วยังไม่พอ จะต้องมีมิติของ จิตวิญญาณ ด้วย ซึ่งก็คือ ความงาม จึงจะทำให้เกิดการมองเห็นสรรพสิ่งแบบเป็นองค์รวม ถือว่าเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้งของตนเอง ถือว่าเป็นยุคที่สาม การเรียนการสอนจึงจะเน้นให้นิสิตได้ฝึกการมองสรรพสิ่งอย่างองค์รวม รวม 3 สิ่งคือ ความจริง ความดี ความงาม เป็นหนึ่ง จัดเป็นการ เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ หรือ จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) นั่นเอง
อ่านความหมายของคำนี้เพิ่มเติมที่บันทึกชื่อการพัฒนา “แผนงานจิตตปัญญาศึกษา” (Contemplative Education) ของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (http://gotoknow.org/blog/paiboon/20325)
เรียนเชิญเข้าร่วมการประชุมวิชาการจิตตปัญญาศึกษาครั้งที่ 2
ระหว่างวันที่ 2-4 ธค.2552 ณ รร.รามาการ์เดนท์
วิทยากรที่น่าสนใจเพียบ อาทิ คุณหมอประเวศ วะสี ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ เป็นต้น
ดูรายละเอียดที่ ce.mahidol.ac.th