เพื่อประเทศไทยของเรา


  • วันนี้(23 มี.ค. 51)นายปราโมทย์  กาญจนรัชต์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร
    7ว. สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า หนู(Rat and mouse)
    เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนขนาดเล็ก มี 4 เท้า มีความฉลาด
    สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์
    การเกษตร และเศรษฐกิจ เป็นอย่างมาก หนูจะกินอาหาร 10% ของน้ำหนักตัว
    และหลังจากออกลูก 24 ชั่วโมง สามารถที่จะผสมพันธุ์ได้อีก
    เนื่องจากฟันแทะของหนูจะยาวเฉลี่ย 4.5-5.75 นิ้ว ตลอดช่วงชีวิต
    ฉะนั้นหนูจึงต้องกัดแทะสิ่งต่างๆเพื่อเป็นการลับฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
    นอกเหนือจากการกัดแทะ เพื่อการกัดกินเป็นอาหาร

  • นายปราโมทย์  กล่าวอีกว่า จากการศึกษา "หนู" มีความลับเฉพาะตัว คือ
    หนูสามารถรับคลื่นเสียงที่ความถี่ 40,000 รอบต่อวินาที
    มนุษย์สามารถรับคลื่นเสียงที่ความถี่ 15,000 รอบต่อนาที
    หนูสามารถอาศัยอยู่ได้ที่อุณหภูมิ -15-35 องศาเซียส หนู
    สามารถรับกลิ่นอาหารได้ไกลเป็นกิโลเมตร หนูสามารถอยู่ในน้ำได้นาน 12-72
    ชั่วโมง โดยไม่จมน้ำ หนู กระโดดในระดับแนวราบไกล 1.5 เมตร
    กระโดดได้ในแนวตั้งหรือกระโดดสูง ได้ 0.5 เมตร  หนูถ่ายมูลได้ 15,000
    ก้อน/ปี ปัสสาวะได้ 6 ลิตร/ปี  หนูทิ้งขนเฉลี่ย 300,000 เส้น/ปี
    ที่สำคัญการขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว คือ หลังคลอดลูก 24
    ชั่วโมงสามารถผสมพันธุ์ได้อีก หนู 1 คู่ สามารถคลอดลูกได้ จำนวนกว่า
    2,500-3,000 ตัว/ปี
    นายปราโมทย์  กล่าวอีกว่า จากการศึกษาของนักวิชาการ และนักสัตวศาสตร์
    หนูมีหลายชนิด ทั้งเป็นศัตรูพืชและเป็นพาหะนำโรค หนูหริ่งหางยาว
    เป็นศัตรูพืช ขนาดเล็ก น.น.ตัวประมาณ 12 กรัม หนูหริ่งหางสั้น น.น.ตัว
    พอๆกับหนูหริ่งหางยาว หนูจิ๊ด เป็นหนูบ้านขนาดเล็ก น.น.ตัวประมาณ 36 กรัม
    หนูหริ่งบ้าน น.น.ตัวประมาณ 14-21 กรัม หนูพุกหรือหนูแผง
    เป็นหนูศัตรูพืชที่ใหญ่ที่สุด น.น.ตัวประมาณ 400-600 กรัม หนูพุกเล็ก
    น.น.ตัวประมาณ 200.250 กรัม หนูนาใหญ่ น.น.ตัวประมาณ 100-200 กรัม
    หนูนาเล็ก น.น.ตัวประมาณ 90-100 กรัม หนูท้องขาวบ้าน น.น.ตัวประมาณ
    150-250 กรัม  ชนิดของหนูที่กล่าวมาล้วนเป็นศัตรูพืชและพาหะนำโรค
    ทั้งอาศัยตามบ้านและอาศัยตามไร่นา
    ส่วนหนูที่ ระบาดในเมือง หรือตามตลาดเรียกว่า "หนูนรเวย์"  (Ratos
    norvegicus)   บางทีเรียกว่าหนูท่อหรือหนูขยะ หนูขี้เรื้อน หนูสีน้ำตาล
    หนูท่าเรือ  หรือหนูเลา เป็นหนูที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
    มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-500 กรัม ชอบอาศัยอยู่ตามกองขยะ
    ขุดรูในดินตามใต้ถุนบ้าน ขนตามลำตัวสีเทาเข้ม
    ความของหางจะสั้นกว่าความยาวของหัวและลำตัวรวมกัน หน้าจะป้าน
    ขนบนหลังเท้าสีขาว เพศเมียมีเต้านม 3 คู่ ที่บริเวณหน้าอกและ 3
    คู่บริเวณท้อง  เป็นหนูเช่นเดียวกับที่ใช้ในงานทดลองการแพทย์ เรียกว่า
    "หนู Rat" และเป็นดาราหนังต่างประเทศด้วย

  • นายปาโมทย์  กาญจนรัชต์  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 7 ว. กล่าวว่า
    การป้องกันกำจัดหนู สามารถป้องกันกำจัดได้ทั้งระบบชีววิธี การใช้สารเคมี
    และวิธีกล ระบบชีววิธี คือการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ คือเหยี่ยว นกฮูก งู
    ที่คอยจับกินหนูเป็นอาหาร
    การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ง่านและรวดเร็ว แต่หนูจะเข็ดหลาบเร็ว
    ไม่กินเหยื่อพิษอีกหากมีเพื่อนๆที่กินสารพิษหรือเหยื่อล่อชนิดนั้น
    ประเภทของสารพิษที่กำจัดหนู มีประเภทออกฤทธิ์เร็ว
    เป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์แบบเฉียบพลัน
    ทันทีเมื่อหนูได้รับพิษนั้นเข้าไปเพียงครั้งเดียว หรือช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
    สารพิษจะออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ทำให้หนูเป็นอัมพาต และตายในที่สุด
    นอกจากนั้นยังทำลายตับ ไต ระบบหัวใจ ทำให้หัวใจล้มเหลว หรืออัมพาต
    หนูจะตายภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ถึง 1 วัน
    สารพิษประเภทนี้มักจะใช้อัตราความเข้มข้นสูง เช่น ซิ้งค์ฟอสไฟค์ 0.8%-1%
    และ ซิลมูริน   ประเภทสารออกฤทธิ์ช้า
    เป็นสารพิษที่หนูกินเข้าไปติดต่อกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง
    หรือกินเพียงครั้งเดียวและสะสมพิษในร่างกายถึงปริมาณที่เพียงพอ
    ที่จะออกฤทธิ์ ทำให้หนูตายโดยการเกิดอาการเลือดไม่แข็งตัว
    เลือดออกทางช่องเปิดของร่างกาย หรือตามบาดแผล เลือกครั่งในอวัยวะ ต่างๆ
    ของร่างกายและถึงตายในที่สุด ภายในระยะเวลา 3-15 วัน
    อัตราความเข้มข้นของเหยื่อ 0.005%-0.1% เช่น ไดฟีนาคูม
    โบรไดฟาคูม(คลีแร็ต) โบรมาดิโอโลน(เส็ด) และโฟลคูมาเฟน(สตอม)
    นายปราโมทย์  กาญจนรัชต์  กล่าวว่า
    ฟังการป้องกันกำจัดหนูแล้วเป็นเรื่องโหดร้าย นักวิชาการเกษตร
    ด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ต้องทำเพราะหนูคือศัตรูร้ายของเกษตรกร
    และบ้านเรือนประชาชน เป็นพาหะนำเชื่อโรค หลายชนิด
    ส่วนการป้องกันกำจัดโดยวิธีกล นั้นทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน
    และกิจกรรมการประยุคมีมากมาย ที่ขายในท้องตลาด อาทิ กับดัก ชนิดต่าง
    สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องการเกษตร ส่วนวิธีการที่เรียนกว่า
    "กับดักแชร์โต๊ะจีน"  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามอาคารบ้านเรือน
    คือการทำข่ายกำแพงแผ่นเหล็ก ความกว้าง 4 เมตร ความยาว 4 เมตร
    แต่ละด้านมีช่องทางเข้าได้ออกไม่ได้ และเป็นกรงขังไว้ด้านใน
    พร้อมอาหารที่หนูชอบ อาทิ ข้าโพด มัน ถั่ว ข้าวเปลือก
    เรียกได้ว่ามีอาหารที่อุดมสมบูรณ์เหมือนกับโต๊ะจีน หนูจะออกหาอาหาร
    ช่วงเวลา 20.00-24.00 น.พอหนูมาร่วมสังสรรค์เสร็จสิ้นถึงเวลา 24.00
    น.รีบมายกกล่องกับดักหนีทำลาย
    ข้อสำคัญขณะไปต้องใช้ความเงียบสงัดให้มากที่สุดเพราะเมื่อเกิดอาการตื่นกลัว
    มีเสียงหนูร้อง วันต่อมาพรรคพวกของหนูจะไม่มาสังสรรค์
    กับดักแซร์ต๊ะจีนอีกเลย ไม่เชื่อลองทำดู
    หากเป็นในไร่นาจะปลูกพืชพื้นให้หนูเข้ามากินแล้วจับทำลาย
    ***************

    วัชรินทร์  เขจรวงศ์/ร้อยเอ็ด