สติปัฏฐาน 4 ก็คือ ตั้งสติ คือ ความระลึกได้หรือความระลึกรู้ไว้ ในกาย ในเวทนา ในจิต และในธรรม

                สติปัฏฐาน 4 ก็คือ ตั้งสติ คือ ความระลึกได้หรือความระลึกรู้ไว้ ในกาย ในเวทนา ในจิต และในธรรม
                ข้อที่พึงระลึกไว้ในกายไว้ คือ ข้อว่าด้วยลมหายใจเข้าออก ข้อว่าด้วยอิริยาบถทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน ข้อว่าด้วยสัมปชัญญะ ความรู้ในความเยื้องกรายอิริยาบถทั้งสี่นี้และอิริยาบถประกอบทั้งหลาย ข้อว่าด้วยกายนี้จำแนกอกเป็นอาการทั้งหลาย มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ข้อว่าด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ข้อว่าด้วยป่าช้าเก้า คือพิจารณาศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า แยกออกเป็น 9 ข้อ ตั้งต้นตั้งแต่ ศพที่ตายแล้ววันหนึ่ง สองวันสามวันเป็นต้นไปจนถึงเป็นกระดูกผุป่น

                ตั้งสติพิจารณาเวทนา ก็คือตั้งสติกำหนดเวทนา ความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งที่มีสามิสคือมีกิเลสเป็นเครื่องล่อให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นนิรามิส คือไม่มีเครื่องล่อ หรือเป็นเครื่องนำให้เกิดขึ้น
                ตั้งสติพิจารณาจิต ก็คือตั้งสติกำหนดดูจิตใจนี้ ที่มีราคะความติดใจยินดีหรือปราศจากราคะความติดใจยินดี ที่มีโทสะ ที่มีโมหะความหลงหรือปราศจากโมหะความหลง เป็นต้น
                ตั้งสติพิจารณาธรรม ก็คือตั้งจิตกำหนดดูธรรมะทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นในจิต ตั้งต้นตั้งแต่ กำหนดดูนิวรณ์ทั้งห้า คือกิเลสที่เป็นเครื่องกั้นจิต บังเกิดขึ้น กลุ้มรุมจิต มีกามฉันท์ความพอใจรักใคร่อยู่ในกาม พยาบาท ความมุ่งร้ายปองร้าย เป็นต้น กำหนดดูขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กำหนดดูความเกิดของขันธ์ 5 ความดับ ของขันธ์ 5 ตั้งสติกำหนดดูอายตนะภายในทั้ง 6 ที่รับ อายตนะภายนอกทั้ง 6 อายตนะภายในภายนอกที่รับกัน ก็คือ  ตากับรูปที่ประจวบกัน จมูกกับกลิ่นที่ประจวบกัน หูกับเสียงที่ประจวบกัน ลิ้นกับรสที่ประจวบกัน  กายและสิ่งถูกต้องทางกายประจวบกัน  มโนคือใจกับธรรมะคือเรื่องราวที่ประจวบกัน เกิดสังโยชน์คือความผูกใจ และก็ให้รู้จักความเกิดของสังโยชน์ ความดับของสังโยชน์ และสังโยชน์ที่ดับแล้วจะไม่เกิดขึ้น ตั้งสติกำหนดดูโพชฌงค์ทั้ง 7 มีสติโพชฌงค์ องค์แห่งความรู้ คือ สติ  ธรรมวิจยโพชฌงค์ องค์แห่งความรู้คือ ธรรมวิจัย ความเลือกเฟ้นธรรม เป็นต้น ตั้งสติกำหนดดูอริยสัจทั้ง 4 คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

                สติปัฏฐาน 4 ในบางพระสูตรได้ตรัสอธิบายวิธีปฏิบัติ คือตั้งสติ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ตั้งสติคือความระลึกได้ความกำหนดในกาย ก็คือใน ปฐวีกาย กายที่เป็น ส่วนดิน อาโปกาย กายที่เป็นส่วนน้ำ เตโชกาย กายที่เป็นส่วนไฟ วาโยกาย กายที่เป็นส่วนลม เกสากาย กายที่เป็นส่วนผม โลมากาย กายที่เป็นส่วนขน ฉวิกาย กายที่เป็นส่วนผิว จมฺมกาย กายที่เป็นส่วนหนัง มงฺสกาย กายที่เป็นส่วยเนื้อ นหารูกาย กายที่เป็นส่วนเส้นเอ็น อฎฺฐิกาย กายที่เป็นส่วนกระดูก อฎฺฐมิญฺชกาย กายที่เป็นส่วนเยื่อในกระดูก
                ตั้งสติกำหนดเวทนา ก็คือ ในสุขเวทนา เวทนาความรู้ที่เป็นสุข ทุกข์เวทนา ความรู้ที่เป็นทุกข์
อทุกขมสุขเวทนา เวทนาที่มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ตั้งสติกำหนดเวทนาที่เกิดทาง สัมผัสทางตา เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางหู เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางจมูก เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางลิ้น เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางกาย เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางมโนคือใจ
                ตั้งสติกำหนดจิตใจ ก็คือ กำหนดดูจิตที่มีราคะ คือความติดใจยินดี หรือที่ปราศจากราคะคือความติดใจยินดี จิตที่มีโทสะหรือจิตที่ปราศจากโทสะ จิตที่มีโมหะ หรือจิตที่ปราศจากโมหะ
จิตที่ฟุ้งซ่านหรือจิตที่หดหู่ จิตที่ถึงความใหญ่ด้วยเมตตา ภาวนาสมาธิเป็นต้น หรือ จิตที่ไม่ถึงความใหญ่ จิตที่ยิ่ง คือยิ่งด้วยสมาธิปัญญา วิมุตติ หลุดพ้น หรือจิตที่ไม่ยิ่ง จิตที่มีสมาธิหรือไม่มีสมาธิ
จิตที่หลุดพ้นหรือจิตที่ไม่หลุดพ้น
                ตั้งสติกำหนดดูธรรม คือธรรมะที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลหรือที่เป็นกลางๆ อันนอกไปจากข้อที่กล่าวแล้ว ในกายในเวทนาและในจิตทั้งสามข้างต้น

                ทางปฏิบัติสติปัฏฐาน
                ให้ปฏิบัติพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมทั้งหมดโดยเป็นอนิจจะ คือไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่เกิดดับ
โดยเป็นทุกข์ คือเป็นสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ไม่ตั้งอยู่คงที่ มิใช่โดยเป็นสุข โดยเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน มิใช่เป็นเรา มิใช่เป็นของเรา ไม่ใช่โดยอัตตา คือโดยเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของเรา มีความหน่าย มิใช่มีความเพลิดเพลิน มีความคลายติดใจ มิใช่ติดใจ มีความดับ คือดับตัณหาความดิ้นรนทะยานของใจมิใช่ก่อตัณหา มีความสละวาง มิใช่มีความยึดถือ

                วิธีปฏิบัติสติปัฏฐาน คือ ภาวนา
                ก็คือ ปฏิบัติทำสติความระลึกได้ หรือ ความกำหนด ทำญาณความหยั่งรู้
ที่เป็นตัวปัญญาให้บังเกิดขึ้นให้มีขึ้นทันในธรรมมะที่เกิดขึ้นในเวลานั้น โดยไม่ให้พลาด ไม่ให้ล่วงเลยเผลอเลอ ในธรรมะที่บังเกิดขึ้นในเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตั้งจิตกำหนดดูกาย เช่นลมหายใจเข้าออก  ก็หมายถึงว่า กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ที่บังเกิดอยู่ในบัดนี้ หายใจเข้าในบัดนี้ ก็มีสติมีญาณกำหนดรู้ หายใจออกในบัดนี้ ก็มีสติมีญาณกำหนดรู้ มิใช่ว่าเผลอ หายใจเข้าหายใจออกอยู่ในบัดนี้ แต่ว่าจิตมิได้กำหนด หรือกำหนดมิทัน จึงไม่มีสติไม่มีญาณ อยู่ในลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนั้น

                หน้าที่ของภาวนา
                1. กำหนดให้มีสติ ให้มีปัญญาหรือญาณ กำหนดทันต่อธรรมะที่เกิดขึ้นในเวลานั้น
                2. ให้รวมอินทรีย์ทั้งหลายมาปฏิบัติกิจคือหน้าที่พร้อมกัน ได้รวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ให้มาปฏิบัติหน้าที่กำหนดอยู่ในธรรมมะที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานั้น สุดแต่ว่าจะยกเอา ข้อไหน กายข้อไหน เวทนาข้อไหน จิตข้อไหน ธรรมะข้อไหน ขึ้นมา ก็ให้ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาปฏิบัติหน้าทีกำหนดรู้พร้อมกัน
                3. นำความเพียรพยายามปฏิบัติ โดยเริ่ม ดำเนิน และก้าวหน้าไปจนบรรลุถึงเป้าหมาย บรรลุถึงความสำเร็จ เป็นสติ เป็นญาณกำหนดรู้อยู่ในธรรมะที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานั้น
                4. ใช้ความเพียรปฏิบัติส้องเสพอยู่ในข้อปฏิบัตินี้เนือง ๆ เสมอ ๆ ให้สม่ำเสมอไม่ทอดทิ้ง
หมายความว่า ให้รับเอาข้อปฏิบัตินี้เข้าไปให้ถึงใจ ให้ตั้งอยู่ในใจ เหมือนอย่างบริโภคอาหาร
ส้องเสพอาหาร บริโภคอาหาร ก็ให้นำเข้าปากเคี้ยวกลืนเข้าไปให้ถึงในท้อง เพื่อย่อยไปเลี้ยงร่างกายให้อิ่มเอิบ ในการปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ต้องรับเอาข้อปฏิบัติปฏิบัติกรรมฐานที่ปฏิบัติ ให้เข้าไปถึงใจ ให้ตั้งอยู่ในใจ ให้แผ่ซ่านไปในใจ ดังเช่นที่ให้ปรากฏเป็นปีติเป็นสุข เป็นผลที่ได้รับ