หลายวันก่อนได้รับข่าวดีจากสาขาวิชาภาษามลายู แต่ลืมเอามาเล่าสู่กันฟัง และวันนี้ที่คณะได้จัดประชุมพบปะบุคลากรของคณะประจำปี ซึ่งผมเสนอไปทางรองบริหารว่า ควรเพิ่มประเด็นในเรื่องของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของคณะไปด้วยเลย ซึ่งอาจารย์ท่านก็รับเรื่อง เดิมจะประชุมครึ่งวันก็เปลี่ยนเป็นทำทั้งวันแทน ปรากฏพอฟังอาจารย์บางท่านพูดแล้วทำให้นึกถึงเรื่องของสาขาวิชาภาษามลายูไปด้วย
เอาเรื่องแรกก่อนนะครับ (สาขาวิชาภาษามลายู) เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำสาขาวิชาภาษามลายูจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ผมสงสัยมากว่ามาจากสาเหตุอะไร จนแล้วจนรอดก็ทราบว่า อันเนื่องจากการออกข้อสอบของอาจารย์ในสาขาวิชาของเรา ไม่มีมาตรฐาน (ว่าไปอย่างนั้น) ซึ่งต้องยอมรับครับว่า เราโดนปรามาสเรื่องการเปิดสาขาวิชานี้จากสองสถาบันที่เปิดสาขาวิชานี้ก่อนเรา ตั้งแต่ตอนที่ผมนั่งหัวโต๊ะเพื่อทำให้หลักสูตรนี้เกิดขึ้นมา ดีที่ตอนนั้นท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการให้กำลังใจเสมอว่า เราทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าสถาบันอื่นแน่นอน
และแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เราก็ได้รับสัญญาณที่ดีเกี่ยวกับการเปิดสาขาวิชานี้มาจนได้ครับ เนื่องจาก อันดับแรก ทางประเทศมาเลเซียยอมรับการเกิดขึ้นของสาขาวิชานี้ของเรา โดยเชิญให้เราส่งนักศึกษาในสาขาวิชาเข้าร่วมการแข่งขันการแสดงสุนทรพจน์ภาษามลายูที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลยให้สิทธิประเทศไทยส่งได้สามคน (เพราะสามสถาบัน) แต่บังเอิญมีสถาบันหนึ่งส่งเกินหนึ่งคน ทางโน้นเขาไม่ยอม โดยระบุว่า ต้องเป็นของสถาบัน มอย.หนึ่งคน เราเลยได้ไป ทั้งๆ ที่เรามีเพียงนักศึกษาปีหนึ่ง
ที่น่าภูมิใจร่วมกัน (อัลฮัมดุลิลลาห์) คือ ในการประกวดครั้งนี้ เราได้อันดับที่ 7 จากทั้งสิ้น 40 กว่าประเทศส่งเข้าแข่งขัน และแน่นอนครับอันดับนี้ดีกว่าอีกสองสถาบันเก่าแก่ในด้านการสอนภาษามลายูในประเทศไทยอยู่หลายอันดับ และเขาก็ไม่ได้ส่งนักศึกษาปีหนึ่งไปอย่างที่เราส่ง
วันนี้ฟังอาจารย์บางท่านพูดถึงการบริหารงานคณะ มองภาพลบในหลายประการ แล้วก็ตัดสินว่า เราไม่ผ่าน จริงๆ ผมอยากเรียนให้ทราบว่า ในบริบทที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมว่า เราทำอะไรได้มากกว่าที่หลายคนคิดว่าจะทำได้เสียอีก เพียงแต่หลายเรื่องที่เราในฐานะผู้บริหารคณะไม่สามารถสื่อสารเรื่องราวทั้งหมดให้กับอาจารย์ในคณะได้รับทราบได้ทั้งหมด เท่านั้นเอง
ประเด็นหนึ่งที่ผมตอบข้อคิดเห็นของอาจารย์ไป คือ หลายท่านมองว่า ปัญหาและข้อจำกัดเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ปีที่แล้วอะไรเป็นปัญหา ปีนี้ปัญหานั่นก็ยังคงอยู่ ซึ่งผมยอมรับว่า จริง แต่ผมไม่อยากให้อาจารย์เบื่อที่จะพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ผมอยากให้ทุกท่านพูด และพูดบ่อยๆ พูดดังๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นปัญหาเหมือนกัน แล้วให้ทุกคนซึ่งเป็นหัวใจของคณะป้องกันตนเองไม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหล่านั้น ผมในฐานะคนขับเคลื่อนก็จะได้ใช้ความพยายามมากขึ้น
ปัญหาอันหนึ่งในส่วนการทำงานของผมที่มีหลายท่านเสนอ ตรงกับที่ผมประเมินตนเองคือ การติดตามงาน และการติดตามผลของการให้นโยบาย ซึ่งยอมรับเลยครับ ผมทำได้แย่มากจริงๆ เอาเป็นว่า ปีหน้าขอแก้ตัวใหม่
ผมได้ข้อสรุปหนึ่ง ซึ่งผมมาพูดให้รองบริหารฟังอีกครั้งตอนที่ติดรถท่านไปตลาดยะลา คือ ปัญหาการสื่อสารแผนของเราขาดช่วง เนื่องจากเราทำแผนร่วมกับทุกฝ่ายในคณะ จากนั้นเราส่งแผนไปยังมหาวิทยาลัย (ซึ่งขั้นตอนนี้หมายถึงทุกคนรับรู้ว่า เรามีแผนจะทำอะไร) แต่หลังจากนั้นเรามักจะถูกให้ปรับแผนอันเนื่องจากงบประมาณ ซึ่งกระทำโดยฝ่ายแผนของมหาวิทยาลัย แล้วส่งแผนกลับมาให้เรา (ซึ่งบางทีมันล่าช้ามากจริงๆ) และถึงตรงนี้เราจึงทำงานตามแผน แต่เราพลาดที่ได้นำแผน(ใหม่) ดังกล่าวมาสื่อสารภายในว่า แผนโดนปรับไปแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึง ผู้บริหารคณะก็ประเมินงานโดยใช้แผนใหม่ ส่วนอาจารย์ก็ประเมินเราผ่านแผนเก่า ดังนั้นส่วนใหญ่เราจึงสอบตกในมุมมองของอาจารย์ และถ้านำข้อมูลที่คณบดีคุยเรื่องนี้ เดาได้ว่าสภาพแบบนี้จะเกิดกับเราอีกในปีหน้า เราก็แย่อีกในสายตาอาจารย์ ใครจะช่วยเราได้
สองเรื่องนี้เหมือนกันตรงไหน?
ผมคิดเล่นๆ ว่า เราถูกมองโดยอคติก่อนที่จะได้ทำงาน มีอย่างเดียวที่เราทำได้คือ รอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เรื่องสุดท้ายที่ได้ขออนุญาตต้นเรื่อง(ท่านคณบดี) นำมาเขียนในบันทึกคือ ก่อนเริ่มกิจกรรมวันนี้ ท่านคณบดีตั้งคำถามว่า การเลือกภรรยา ควรพิจารณาประเด็นไหนก่อนระหว่างความสวยงามกับการทำอาหารอร่อย ฮิฮิ (ท่านผู้อ่านว่าไงครับ อะไรสำคัญกว่ากัน)
ท่านคณบดีของผมตอบว่า เรื่องฝีมือการทำอาหารของภรรยาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ฮาฮาฮา ทำไม?
คำตอบของท่านคือ ถ้าภรรยาทำอาหารอร่อย เราก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ก้มหน้าแล้วตักข้าวเข้าปาก ก็มีความสุขมากแล้ว โดยไม่ต้องเงยหน้ามาดูหน้าภรรยา ดังนั้นหน้าตาภรรยาก็ไม่มีผลต่อความสุขของเราในการกิน เพราะเราก้มหน้า ไม่ต้องมองหน้า ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องของการกินเป็นเรื่องที่ต้องเปิดไฟ ส่วนเรื่องอื่นปิดไฟ มืดๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ฮาฮาฮา
ทิ้งท้ายได้ฮาดี
เรื่องอาหาร...ส่วนตัวก็เห็นด้วย เห็นด้วยในแง่ที่ว่า ถ้าอาหารอร่อย เราก็ไม่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศหรือส่วนประกอบด้านอื่นๆ มากจนเกินไป
เคยคุยกับเพื่อนๆต่างชาติ เคยสงสัยกันว่า ทำไม เวลากินอาหารไทย ในเมืองไทย เรามักจะสั่งเครื่องดื่มที่เป็นน้ำเปล่า ในขณะที่กินอาหารที่เมืองฝาหรั่ง เค้ามักจะสั่งเครื่องดื่มที่เป็นน้ำสีซะมาก ไม่ว่าจะน้ำผลไม้ หรือไกลไปถึงแอลกอฮอล์
เราก็ตอบไปว่า อ้อ...อาหารไทยอร่อยงัย เลยไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องดื่มดีดีช่วย (^_^)
ขอบคุณครับ อ. sunshine ท่านคณบดีได้แรงสนับสนุนเพิ่มอีกแรงหนึ่งแล้ว
เดิมทีผมเห็นด้วยเหมือนกันครับ แต่ตอนหลังคิดใหม่อีกที แฮะๆ บังเอิญไปนึกถึงสำนวนไทยที่ว่า "เวลาคนรักกัน น้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน" แสดงว่า รสชาติอาหารอาจจะไม่สำคัญเท่ากับนั่งทานอยู่กับใคร (ขอยิ้มด้วยคน) ฮิฮิ แถมถ้ารักหนักๆ เข้า ทำให้ตาบอดได้อีกต่างหาก
งั้น....ก็ขอเพิ่มอีกหนึ่งประเด็นละกันคือว่า
เพื่อนชาวฝรั่งบอกว่า...ก็แหงหล่ะ อาหารไทยเผ็ดจะตาย จะไปเสียตังค์สั่งเครื่องดื่มแพงๆมาทำไม? เพราะไม่ว่าน้ำดื่มจะอร่อยแค่ไหน เจออาหารไทยเผ็ดๆ...ก็แทบจะไม่รู้รสอาหารแล้ว
(^_^)
ผมเห็นด้วยกับฝรั่งว่าครับ ก็อยากจะกินเผ็ด แล้วไปดื่มน้ำทำไมให้เสียรส
มาเยี่ยม
อ่านแล้วนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง...
เขาทานอาหารนอกบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านต้องทานอาหารที่ภรรยาทำไว้ให้อย่างอร่อย มาก ๆ ...ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับอาจารย์
ยังงัยๆ ที่บ้านอาหารต้องอร่อยเสมอครับ