วันนี้ไปร่วมทอดผ้าป่าเพื่อสร้างศาลาหอฉันที่วัดสุวรรณคีรี ซึ่งผู้เขียนเคยจำพรรษาอยู่เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ได้ฟังนิทานเรื่องเล่าในวัดบางประเด็น ผู้เขียนก็นึกขึ้นมาได้ว่า เรื่องราวทำนองนี้มีหลักฐานปรากฎมาตั้งแต่สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๕) ซึ่งเรียกกันว่า คนปลอมบวช...
เล่าเรื่องย่อๆ ว่า หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ด้วยพระปรีชาญาณของพระพุทธองค์และด้วยความสามารถของคณะสงฆ์ในยุคโน้น ทำให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงและเจริญแพร่หลายอย่างรวดเร็ว นั่นคือ บรรดาชาวบ้านชาวเมืองทุกระดับ หันมานับถือพระพุทธศาสนา และได้ขวนขวายบำเพ็ญบุญตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเมื่อเป็นอย่่างนี้ ทำให้ลาภผลในร่มเงาของพระพุทธศาสนามีเหลือเฟิอ... ขณะที่ลาภผลในลัทธิศาสนาอื่นๆ ในสมัยนั้น ค่อยๆ ซบเซา และเป็นอยู่ลำบากยิ่งขึ้นตามลำดับ...
เพราะมีลาภผลเกิดขึ้นมากมายเหลือเฟือนี้เอง ทำให้นักบวชในลัทธิศาสนาอื่นบางคนบางพวกจึงละทิ้งศาสนาเดิมของตนหันมาบวชในบวรพระพุทธศาสนา เพื่อแสวงหาลาภผลภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา... อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นชาวบ้านที่มีความเป็นอยู่อัตคัตขัดสนหรือขี้เกียจ (หรือสองอย่าง) เห็นว่่าพระ-เณรเป็นอยู่โดยสบาย หากินง่าย จึงมาบวชเป็นพระเป็นเณรในพระพุทธศาสนา...
จะเป็นนักบวชเก่าในลัทธิศาสนาอื่นหรือชาวบ้านดังว่าก็ตาม... ตามคัมภีร์เล่าไว้ว่า ที่บวชถูกต้องตามพระวินัยก็มี ที่บวชเอาเองก็มี... แต่เมื่อบวชแล้ว ก็มิได้ศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักคำสอน... บวชแล้วก็ได้แต่แนะนำไปตามความเชื่อความเห็นเก่าๆ ของตน หรือใช้เล่ห์เพทุบายต่างๆ เพื่อแสวงหาลาภผลเท่านั้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ อาจเรียกรวมๆ ได้ว่า คนปลอมบวช
ปัญหาเรื่องคนปลอมบวช เป็นสาเหตุให้มีการสังคายนาครั้งที่สาม หลังจากกนั้นก็มีการรจนาคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งมีลักษณะ ถาม-ตอบ เพื่อแสดงให้รู้ว่าความเชื่อแบบไหนถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย... (ประวัติการสังคายนาครั้งที่สาม หาอ่านได้เยอะในอินเทอร์เน็ต ส่วนคัมภีร์กถาวัตถุ ผู้สนใจคลิก tipitaka/pitaka3)...
คนปลอมบวช ตามที่เล่ามานี้ ยังคงมีอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งจากเรื่องราวที่สนทนากันระหว่างญาติธรรมทั้งหลายในวันนี้ ทำให้ผู้เขียนตั้งใจว่า ต้องนำเรื่องนี้มาเล่า...
...................
คนปลอมบวช ยุคปัจจุบันตามที่ว่า ก็คือ เกจิอาจารย์ที่นุ่งขาวห่มขาว ซึ่งเปิดสำนักอยู่ตามบ้านเพื่อ สักเสกเลขยันต์ ใบ้หวย ดูหมอ สืบชาตา ต่ออายุ ทำเสน่ห์ ฝาแฝด เครื่องราง ของขลัง ฯลฯ... ครั้งแรกๆ นั้น เจ้าำสำนักเหล่านี้มีคนขึ้นมาก กิจการเป็นไปได้ราบรื่น ก็มักจะทำตัวแข่งขันกับวัด... แต่พอภายหลัง ความเสื่อมมาเยือน ไม่สามารถดำเนินกิจการของตนให้เฟืองฟูได้ จึงได้มาบวชเป็นพระหรือเป็นแค่เณรอยู่ในวัด แล้วเปิดสำนักย่อยขึ้นในวัดเพื่อดำเนินกิจการของตนต่อไป โดยมิได้นำพาต่อการศึกษาหรือปฏิบัติตามหลักคำสอนที่ถูกต้องเหมาะสมในแนวทางพระพุทธศาสนา...
คนกลุ่มนี้บวชถูกต้องตามธรรมวินัย แต่มิได้ปฏิบัติตามธรรมวินัย จึงทำนองเดียวกับนักบวชในลัทธิศาสนาอื่น ที่เข้ามาบวชเพื่อแสวงหาลาภผลภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนาในครั้งกระโน้น...
อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ ชาวบ้านบางกลุ่มบางคน อัตคัตขัดสนหรือขี้เกียจ (หรือทั้งสองอย่าง) เห็นว่า พระ-เณรเป็นอยู่ได้ง่าย จึงปลอมเป็นพระ-เณรแล้วก็แสวงหาลาภผลด้วยการหลอกลวงชาวบ้านทั่วไป... กลุ่มนี้เทียบได้กับชาวบ้านในครั้งกระโน้นเหมือนกัน
ชาวบ้านที่ปลอมเป็นพระเป็นเณรทำนองนี้ ในเมืองไทยที่ดังสุดๆ ก็คือ แก๊งซาอุเหลือง เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ยกมาเป็นหมู่บ้านเลย เพื่อมาหากินในกรุงเทพฯ ซึ่งหลายคนคงจะจำได้... แต่ปัจจุบัน มีแก๊งพระจีนปลอมมั้ง (จริงมั้ง) จากต่างประเทศ มาหากินเรี่ยไรอยู่ในเมืองไทย ดังที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้... ส่วนจากเมืองไทยก็มีที่จริงมั้งปลอมมั้งเหมือนกัน ที่ไปหากินอยู่ในมาเลย์และสิงคโปร์....
............
คนปลอมบวช ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด ก็สร้างมลทินให้แก่พระศาสนา แต่คนกลุ่มนี้ ก็กำจัดให้หมดไปได้ยาก (ถ้ากำจัดง่ายๆ คงจะหมดไปเมื่อสองพันกว่าปีก่อนแล้ว)....
ผู้เขียนคิดว่า ผู้อ่านคงจะเคยเห็น หรือเคยทราบข่าวเรื่อง คนปลอมบวช ทำนองนี้... ที่นำมาเล่า ก็เพื่อให้เห็นว่า เรื่องราวทำนองนี้ มีมานานเกินสองพันปีแล้ว มิใช่ว่าจะเพิ่งมีในยุคนี้สมัยนี้....
เมื่อมีข่าวทำนองนี้เกิดขึ้น บางคนก็ออกมาบ่นโวยวาย ทำนองว่า ศีลธรรมเสื่อม พระศาสนาเสื่อม สังคมเสื่อม.... ถ้าจะมองมุมกลับว่า คนที่ออกมาบ่นโวยวายนั่นแหละ ความคิดเสื่อม... และถ้ามองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วไม่ตกเป็นเครื่องมือของบรรดาคนปลอมบวชเหล่านี้ น่าจะได้ชื่อว่า ผู้มีปัญญาเจริญ ... ประมาณนี้
สวัสดีครับท่านพระมหาชัยวุฒิ ที่นับถือ...
ผมเพิ่งออกข้อสอบเสร็จเรียบร้อยทั้งสองชั้นปีเดี๋ยวนี้เองเพราะทางมหาลัยฯกำหนดให้ส่งวันที่ ๑๐ คือพรุ่งนี้ครับ
เลยแวะเข้ามาในเว็บไซต์ของพระอาจารย์ มาอ่านเจอข้อความที่พระอาจารย์เขียนลงไว้เหมาะพอดีเลย เกี่ยวกับเรื่องกถาวัตถุซึ่งมีเรื่องสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งครั้งนี้มีขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ราว พ.ศ.๒๓๔ สถานที่ทำคือ อโศการาม เมืองปาตลีบุตร (ปัจจุบัน คือ เมืองปัตนะ รัฐพิหาร) ประเทศอินเดีย มีพระมหาเถระ ๑,๐๐๐ รูปเป็นองค์ประชุม พระโมลคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานประชุมและเป็นผู้ปุจฉา พระมัชฌันติกเถระและพระมหาเทวเถระเป็นผู้วิสัชนา เรื่องที่ปรารภในการประชุมคือ พวกเดียรถีร์(นักบวชนอกพุทฑศาสนา) ปลอมบวช ปะปนกับภิกษุในพระพุทธศาสนาเพื่อลาภสักการะ (ซึ่งพระอาจารย์ได้เขียนบอกไว้บ้างแล้วโดยย่อ) ส่วนการประชุมครั้งนี้ได้รับพระอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์เมืองปาตลีบุตร ใช้เวลาทำการ ๙ เดือนครับ...
และเมื่อการสังคายนาครั้งนี้สิ้นสุดลง พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งสมณทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆรวม ๙ สาย...
ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ภาษิตคัมภีร์กถาวัตถุที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งเป็นมาติกา(หรือหัวข้อ) ไว้เพิ่มเติมอีก ๑ คัมภีร์ รวมเป็นพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์...
ส่วนผลของการสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้นมี ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑.สามารถขจัดอลัชชีในพระศาสนาได้ และรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นบริสุทธิ์
๒.มีการรวบรวมแยกพระไตรปิฎกเป็น ๓ อย่างสมบูรณ์ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก โดยเฉพาะได้บรรจุคัมภีร์กถาวัตถุเข้าในอภิธรรมปิฎกด้วย
๓.ได้มีการส่งพระมหาเถระออกไปเป็นพระธรรมทูตในเมืองต่าง ๆ ถึง ๙ สายสืบต่อพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันในนานาประเทศ
พระอาจารย์สบายดีนะครับ นึกถึงพระมหาเถระรุ่นเก่า ๆ แล้ว ท่านคงลำบากมากนะในการกอบกู้พระพุทธศาสนา เปรียบเทียบกับพระมหาเถระสมัยนี้ ก็...ยังไงดีครับพระอาจารย์...
ขอแสดงความคิดเห็นแค่นี้ก่อนนะครับพระอาจารย์...(ยังนึกถึงเสมอ) (พระบอกนึกถึงพระด้วยกันจะโดนตำหนิอีกหรือเปล่า)
พระมหาอิสรกานต์ ฐิตปุญฺโญ(ไชยพร) (อาจารย์พิเศษ หน่วยวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดหงษ์ประดิษฐาราม อำเภอหาดใหญ่)
กราบนมัสการพระอาจารย์
สหธรรมิกผู้นึกถึงเสมอ
แต่ท่านอาจารย์เขียนชื่อผมไม่ถูก....
อามันตา
ครูข้างถนน
เจริญพร
ขออภัยพระอาจารย์มหาชัยวุธ ที่เขียนชื่อพระอาจารย์ผิด
ขอแก้ตัวใหม่นะครับท่านมหา
ชัยวุธ แปลว่า เพชรเพียงดังชัยชนะ หรือ ผู้มีชัยชนะเพียงดังเพชรดีครับท่านมหา...
ตามสมาสเป็น วิเสสโนปมบท มีบทวิเสสนะเป็นอุปมา จัดเป็น ๒ ตามวิเสสะนะอยู่หน้าและหลัง. สมาสที่มีอุปมาอยู่หน้า เรียกว่า "อุปมาปุพพปโท." มีอุทาหรณ์ว่าอย่างนี้ คือ "ชยฺโย อิว วุโธ = ชยฺยวุโธ ผู้ชนะเพียงดังเพชร
หรือสมาสที่มีอุปมาอยู่หลัง เรียกว่า "อุปมานุตฺตรปโท" มีอุทาหรณ์ว่าอย่างนี้ คือ วุโธ ชยฺย อิว=ชยฺยวุโธ ผู้ชนะเพียงดังเพชร
พอได้ป่าวครับพระอาจารย์
..........................................................................
จิตฯ
อนุโมทนาที่เขียนชื่อถูกต้อง...
ส่วนบาลีที่ยกมางดความเห็น นักบาลีมาเจอก็จะกำหนดได้เองว่าเหมาะสมหรือไม่...
อามันตา
ขอพระคุณมากครับอาจารย์พระมหาชัยวุธ (ตกสระ โอ ตรง ชยฺย ไปอีกตัว) ผมอยู่ดึกหน่อยคืนนี้ เพราะจะเร่งทำงานให้เสร็จก่อนขึ้นไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตวรจหลังจากสอนและแนะแนวข้อสอบให้พระนิสิตในวันที่ ๑๓-๑๔นี้แล้วครับ...โทรไปนัดที่ปรึกษาไว้ว่าจะขึ้นไปวันที่ ๑๓ มีนาคม นี้ครับ...
นมัสการหลวงพี่
กราบนมัสการหลวงพี่มหาชัยวุธ
จริงๆ แล้วคนที่ปลอมเป็นโน่นเป็นนี่มีเยอะไปเลยนะคะ อย่างคนที่ปลอมเป็นครูบาอาจารย์ คือแค่มาทำงานในองค์กรก็อ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ก็เยอะนะคะ ^ ^ ทั้งๆ ที่จิตใจไม่ใช่ หรือเป็นตำแหน่งอาจารย์จริง แต่ไม่เคยคิดจะให้หรือสอนลูกศิษย์เลย... คนปลอมเป็นช่างเป็นวิศวกรก็เยอะค่ะ
คิดว่ามีทุกสาขาอาชีพเลยล่ะค่ะ ทำให้นึกถึงโลกธรรม ๘ ขึ้นมาเลยค่ะ
ขอนมัสการ พระคุณเจ้า ค่ะ
จิตที่ส่งฯ
อามันตา
ธ.วั ช ชั ย
..............
...............
บัวปริ่มน้ำ
พวกนี้หากินกับจุดอ่อนด้านความเชื่อของคน ให้อาจารย์จำไว้ว่า....
............
เจริญพรทุกท่าน