ชาติของเราเป็นไทยอยู่ได้ เพราะบรรพบุรุษของเรา เอาเลือดเอาเนื้อ เอาชีวิตและความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้

 

หอพักข้าพเจ้าอยู่ใกล้ฌาปนกิจสถาน (ฌาปนะ=การเผา) วัดนครสวรรค์/วัดหัวเมือง (ที่เรียกว่าวัดหัวเมืองเพราะในสมัยก่อนศีรษะนักโทษเมื่อถูกตัดแล้วจะถูกเสียบประจานไว้ ณ บริเวณวัดแห่งนี้ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนครสวรรค์ อีกชื่อหนึ่งว่า วัดหัวเมือง)

บรรยากาศในยามเย็นก็สงบเยือกเย็น น่าสะพรึงกลัวพิลึก ระงมด้วยเสียง ซิมโฟนี ออเคสตร้า (Symphony Orchestra) ที่บรรเลงโดยเหล่า หมาบ้าน และหมาจรจัด ในละแวกนั้น ฟังแล้วก็ ไพเราะวังเวงวิเวกวิโหวงเหวง ยิ่งนัก


ข้าพเจ้าเลือกอยู่หอพักนี้ด้วยเหตุผล สองประการคือ ประการแรกใกล้ที่ทำงาน ประการที่สองมีความเป็นส่วนตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับ หอพักของโรงพยาบาล ที่ข้าพเจ้าต้องไปอยู่นั้นอยู่ไกลจากโรงพยาบาล และอยู่ริมฝั่งแม่เจ้าพระยา ซึ่งหอพักนี้ก็มี บรรยากาศมาคุ ไม่แพ้กัน

 (การ์ตูนตำรวจอวกาศเกียบัน  มีตัวเอกเป็นนักรบอวกาศที่สวมชุดเกราะ และมีอาวุธกับพาหนะไฮเทค ช่วยปกป้องโลกจากการรุกรานของจักรวรรดิมาคุ   ในแต่ละตอนเมื่อสัตว์ประหลาดใกล้จะแพ้ต่อเกียบัน มันจะเปลี่ยนบรรยากาศรอบๆ เป็นบรรยากาศมาคุ ซึ่งมีลักษณะมืดครึ้มมีเมฆดำปกคลุม และจะทำให้สัตว์ประหลาดแข็งแกร่งขึ้น แต่ในที่สุดสัตว์ประหลาดก็จะพ่ายแพ้เกียบันทุกครั้งไป)



หอพักโรงพยาบาลนั้นอยู่ฟรี มีอินเตอร์เนตฟรี ทว่าไม่มีความเป็นส่วนตัว อันเนื่องจากมีกฎระเบียบต่างๆ  ที่หยุมหยิม เคร่งครัด หากข้าพเจ้าไปพัก ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องคอยดูแลสวัสดิการนักศึกษาแพทย์ มิให้ขาดตกบกพร่อง ซึ่งถือเป็นภาระหนักเอาการ( น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางเดินทรุด แมลงมุดมุ้งลวด ฯลฯ)

การเช่าหอพักอยู่เอง นั้นมีความเป็นส่วนตัว ยิ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาลก็เป็นเรื่องที่ดีไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปทำงาน  เมื่อช่วงใกล้สิ้นปีเก่า ปี 2550 ข้าพเจ้า เดินผ่าน ฌาปนกิจสถาน วัดนครสวรรค์  สังเกตเห็น ทหารกองเกียรติยศเดินชักแถว  ถือปืนประจำกาย อีกฝั่งเป็นวงดุริยางค์ทหาร 

บรรยากาศในงาน ก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย แขกที่มาส่วนใหญ่ใส่ชุดดำสะพรึบพร้อม เต็มศาลาธรรมสังเวช (ว่ากันว่าพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวิเศษบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านจะไม่ร้องไห้ ในยามที่ผู้อื่นเสียใจ โศกเศร้า รำพึงรำพัน พระอรหันต์ท่านจะใช้กุศโลบายทำใจให้แยบคาย หรือที่เราเรียกกันว่า ปลงธรรมสังเวชศาลาธรรมสังเวช ก็คือศาลาใช้ประกอบพิธีอวมงคล อันได้แก่งานศพ )

การปลงธรรมสังเวช คือการมองถึงลักษณะที่ไม่เที่ยง สามประการ อันได้แก่

อนิจจัง (ไม่เที่ยงแท้จีรัง)
ทุกขัง (ทนอยู่ได้ยาก)
อนัตตา (ไม่มีตัวตน)

ลักษณะสามประการ หรือไตรลักษณ์สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สสารนั้นมีสภาพไม่เสถียร (อนิจจัง:ไม่เที่ยงแท้จีรัง) และมัก เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานได้ (ทุกขัง:ทนอยู่ได้ยาก) อนึ่งสสาร ทุกชนิดเมื่อแยกย่อยให้ถึงที่สุด จะเหลือแค่แนวการสั่นของพลังงานตามหลักการของ ทฤษฎีซุปเปอร์สตริง (superstring) (อนัตตา:ไม่มีตัวตน)

ชีวิตอายุคนเราเฉลี่ย 80 ปี นั่นคือแค่ 4171 อาทิตย์เท่านั้น

เราหมดเวลากับการนอนไปถึง 1390 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่าเราเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2781อาทิตย์!!!

สองพันกว่าอาทิตย์เองที่ได้อยู่บนโลก


เราจะเศร้าซักกี่อาทิตย์ เหงาซักกี่อาทิตย์ มีความสุขซักกี่อาทิตย์



อายุเฉลี่ยของคนเรานั้นประมาณ 80 ปีนี้นี้ คือค่าเฉลี่ยอายุคนทั่วไป บางคนอาจจะอยู่ได้นานกว่านี้ แต่อีกหลายๆ คนก็อยู่ได้ไม่ถึง อีกทั้งไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าใครจะอยู่ได้นานแค่ไหน ใครจะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ ความตายเป็นทุกข์ แต่เราต้องหมั่นพิจารณา ทุกข์ ให้เอาทุกข์ที่จะต้องมาถึงแน่ๆ มาเตือนตน

ความตายจึงมีประโยชน์กับผู้ที่รู้จักพิจารณา ความตายเป็นสัจจธรรม สำหรับผู้ที่พิจารณาโดยแยบคาย จะได้อุบายดับทุกข์ เพื่อละกิเลสอันยอดเยี่ยม

พูดถึงเรื่องความตายทำให้นึกถึง บทพิจารณาสังขาร (บดสวดมนต์ทำวัตรเช้าและก่อนนอน) ที่ว่า

  • สัพเพ สังขารา อะนิจจา
    สังขาร คือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยง ; เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป.

  • สัพเพ สังขารา ทุกขา
    สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ทนยาก ; เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่ เจ็บ ตายไป.

  • สัพเพ ธัมมา อะนัตตา
    สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขารแลมิใช่สังขาร ทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ; ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา.

  • อะธุวัง ชีวิตัง ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน ;

  • ธุวัง มะระณัง ความตายเป็นของยั่งยืน ;

  • อะวัสสัง มะยา มะริตตัพพัง อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ;

  • มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเรา มีความตายเป็นที่สุดรอบ ;

  • ชีวิตัง เม อะนิยะตัง ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง ;

  • มะระณัง เม นิยะตัง ความตายของเราเป็นของเที่ยง.

  • วะตะ ควรที่จะสังเวช ;

  • อะยัง กาโย ร่างกายนี้ ;

  • อะจิรัง มิได้ตั้งอยู่นาน ;

  • อะเปตะวิญญาโณ ครั้นปราศจากวิญญาณ ;

  • ฉุฑโฑ อันเขาทิ้งเสียแล้ว ;

  • อะธิเสสะติ จักนอนทับ ;

  • ปะฐะวิง ซึ่งแผ่นดิน ;

  • กะลิงคะรัง อิวะ ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน

  • นิรัตถัง หาประโยชน์มิได้.


ร่างกายเรานั้นถึงอายุขัยแล้วก็ต้องตายตกตามกันทุกผู้ทุกนาม จะเหลือไว้ก็แต่เพียงคุณความดีที่ได้สั่งสมไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น นายทหารผู้สละชีพเพื่อชาติ แม้ชีวิตท่านจะล่วงลับดับสูญไปแล้ว แต่คุณความดีที่ท่านได้สร้างไว้ ยังคงมีปรากฎ อยู่เตือนใจอนุชนรุ่นหลัง

เมื่อเดินผ่านออกมาจากบริเวณ ฌาปนกิจสถาน เสียงแว่วอันขึงขังก็แผ่วลอยมากระทบโสตประสาทของข้าพเจ้าได้ยินถนัดถนี่ ว่า


ชาติของเราเป็นไทยอยู่ได้ เพราะบรรพบุรุษของเรา เอาเลือดเอาเนื้อ เอาชีวิตและความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้ เราต้องรักษาชาติ เราต้องบำรุงชาติ เราต้องสละชีพเพื่อชาติ

จำได้ว่านี่คือคำปฏิญาณของทหารเวลาเคารพธงชาติเสร็จ นอกจากนี้แล้วยังมีคำ ปฏิญาณอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าพอจะจำได้ ยกตัวอย่างเช่น ตายในสนามรบ คือเกียรติของทหาร และถึงแม้จะมีลางคน แก้คำปฏิณาณนี้ใหม่ตามความคิดของตัวเองว่า ตายในสนามรบ คือศพของทหาร นั่นก็เป็นไปเพื่อความสนุก ผ่อนคลายระบายความเครียด ถึงแม้จะดูคะนองปากไปสักหน่อย แต่หากคิด  ในแง่ดี ก็ถือเป็นการพิจารณามรณสติ อย่างหนึ่ง

คนเราต้องตาย ไม่ไวก็ช้า ชีวิตสั้น (life is so short) แต่ชื่อเสียงนั้นยืนยาว ทำดีมีคนชื่นชม ทำชั่วมีคนด่าทอไปอีกหลายพันปี