“ครูยอดขา หนูเบื่อโรงเรียนมากเลยค่ะ ครูแต่ละคนขี้ด่าทั้งนั้น ความจริงพูดกันดีๆก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้ความรุนแรงเลย”
“ครูยอดคะ พวกหนูโดนเพื่อนแกล้งอีกแล้ว แต่ไอ้พวกที่แกล้งมันเป็นเด็กครู ฟ้องครู ครูก็ไม่เอาโทษมัน หนูก็ลำบาก”
“ครูบางคนนี่ เห็นเด็กตีกันแล้วก็ทำเฉยค่ะ บางทีหนูเห็นเพื่อนถูกทำร้าย ครูก็เดินผ่านไปงั้นๆ หนูนี่ต้องเข้าไปช่วยห้ามกันเอง”
เหล่านี้ เป็นข้อมูลจากคำบอกเล่าของเด็กๆที่คลุกคลีอยู่กับกิจกรรมของสโมสรเยาวชนที่ผมรับเป็นประธานอยู่
เป็นถ้อยคำที่ยังวนเวียนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สร้างความงุ่นง่านในหัวผมมาก
ก็เลยมาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวลงบันทึกนี้มันซะเลย
ปัญหาความอยุติธรรมในโรงเรียนเป็นเรื่องที่มีนักวิชาการถกกันมานานแล้วนะครับ โดยเฉพาะการศึกษาจากฝั่งตะวันตก แต่บ้านเราไม่ค่อยวิจัยและพัฒนากันสักเท่าไร
ในอเมริกาก็มีงานเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมของการจัดการศึกษาโดยรัฐและสังคม ที่กดดันบังคับคาดหวังเอากับเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสมัยหนึ่งเด็กวัยรุ่นเกิดความเครียดและไปแสดงพฤติกรรมแบบ “คลั่งไคล้วู้ดสต็อก”“บุปผาชน” รวมถึงการต่อต้านและเบี่ยงเบนทางสังคมในรูปแบบต่างๆ
หากมองเทียบบริบทการจัดการศึกษาของ “สยามเมืองยิ้ม” ในฐานะที่บ้านเราเป็น “เมืองขึ้นทางการศึกษา” ย่อมได้รับอิทธิพลเต็มๆจากจักรวรรดินิยมอเมริกา แรกทีเดียวที่เราฝากการศึกษาไว้ในความสัมพันธ์ระหว่างบ้านและวัด จนโรงเรียนเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเพื่อสร้างคนไปรับใช้เจ้าขุนมูลนายและระบบราชการ
ปัจจุบันวิธีคิดของโรงเรียนก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักแต่เพิ่มตัวแปรที่มีอิทธิพลหนักๆเข้ามา นั่นคือโรงเรียนต้องผลิตคนเพื่อไปตอบสนองการพัฒนาของประเทศ ที่เน้นเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งแน่นอนว่า โรงเรียนต้องสร้างวัฒนธรรมการแข่งขัน (เหยียบหัวกันขึ้นไปเอารางวัลที่หนึ่ง) การสร้างภาพพจน์ (รวมไปถึงการประจบสอพลอ)
เด็กคืออนาคตของ “ชาติ” เด็กทุกคนจึงต้องเข้ารับการศึกษาเพื่อให้ประทศชาติเจริญก้าวหน้า อันนี้ก็เป็นวาทกรรม (discourse) หวานๆอีกแบบหนึ่งที่รัฐสร้างขึ้นแบบลูกอมสีสวยสอดไส้ด้วยลัทธิชาตินิยม (nationalism)
เท่าที่ผมเรียนศึกษาศาสตร์มา ปรัชญาของการศึกษาน่าจะเน้นแนวทางมนุษยนิยม (humanism) ที่สร้างให้คนมีความรักความเคารพในตัวเองและผู้อื่น และสามารถรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้และเข้าใจผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายของมานุษยชาติได้ ส่วนไอ้เรื่อง เรียนเพื่อชาติบ้านเมืองอะไรนี้ มันมาใส่กันตอนไหนไม่รู้ ผมเดาๆว่าก็ตอนที่ประเทศของเรามีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในสมัย ร. 5 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ร่วมร้อยปีก็ยังว่ากันทึดๆอยู่
โรงเรียนจึงเป็นมากกว่าตลาดที่ผูกขาดการสร้างความรู้และวาทกรรมต่างๆของรัฐที่ปัจจุบันหันไปเข้าหุ้นกับนายทุนอุตสาหกรรมข้ามชาติ แต่ในด้านมืดยังเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่สั่งสมวัฒนธรรมฉ้อฉลให้กับเด็ก (ครูมักสนใจเด็กขี้ประจบ) อำนาจนิยมและความรุนแรง (การด่า ตำหนิด้วยถ้อยคำร้ายๆ การสั่ง บังคับ และทำโทษ เฆี่ยนตี ประจาน) โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กที่ยากจน ไม่มีทางสู้
ผลลัพธ์ตามมาด้วยวงจร “ทุกขภาวะ” ก็คือ เด็กๆเครียด ขี้กังวล ขาดความมั่นใจในตัวเอง หันไปพึ่งความมั่นคงจากภายนอก เช่น มือถือ ยาเสพติด เซ็กซ์ การรวมกลุ่มกันใช้ความรุนแรงเป็นกลุ่มแก๊งค์
มิพักต้องพูดถึงการกลั่นแกล้งรังแกกันในหมู่นักเรียนทั้งหญิงและชาย ที่นับวันจะรุนแรงและฉาวโฉ่มากขึ้น แต่ครูก็มักจะทำเฉย ด้วยตระหนักอยู่แต่ว่า หน้าที่ (คุก) ของครูคือ “การสอน” ตามเนื้อหา (แถมด้วยวิธีสอนแบบเชิงเดี่ยวอีก เฮ้อ!!)
ผมสรุปเอาดื้อๆว่า สถานการณ์การศึกษาไทย แม้ทุกวันนี้จะมีครูที่รู้รอบ รู้ลึก และไฮเทคมากขึ้น ในแง่จิตวิญญาณของความเป็นครูนี่ด้อยลงอย่างฮวบฮาบ น่าเป็นห่วง
ในขณะที่ระดับผู้บริหารกระทรวง ทบวง กรม ก็อาจจะรู้เท่าทันพิษร้ายระบบการศึกษาที่มุ่งรับใช้ราชการและระบบตลาด เพราะท่านผู้บริหารเหล่านั้นส่วนใหญ่เรียนจบสูงๆทั้งนั้น แต่คนเรียนสูงๆนี่พอมีตำแหน่งใหญ่โต มีอาวุโสก็จะขยับตัวยากเพราะรากลองงอกติดเก้าอี้กันแล้ว ก็ยากจะสลัดรูปรสกลิ่นเสียงที่ยั่วยวนกันง่ายๆ
สุดท้าย ไม่มีใครอยากเป็น “อัศวินขี้ม้าขาว” เอ้ย “อัศวินขี่ม้าขาว” เอาละวา ก็ปล่อยเลยตามเลย ขืนไปแตะต้องวงการเรือจ้างมาก เป็นโดน “ไม้พายแห่งศักดิ์ศรี” ตีกระหน่ำกบาล
หากผมเป็นคนมองโลกเป็นสีชมพู ก็คงยืนยันนั่งยันว่าโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด โดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไร แต่ด้วยสันดานนักคิดนักพัฒนาที่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลเราก็ต้องแยง แน่นอนว่าโรงเรียนไม่ได้เหมือนกันทุกแห่ง และผมเชื่อว่าครูส่วนใหญ่เป็นผู้มีอุดมการณ์ แต่ท่านเหล่านั้นจะรู้เท่าทันบริบททางวัฒนธรรมและด้านมืดของโรงเรียนแค่ไหน ผมไม่ทราบ
หากแต่ครูนอกกรอบโรงเรียนอย่างผม ที่อาสามาสอนวิชาเด็กๆอยู่นอกรั้วโรงเรียนโดยอาศัยเวลาว่าง ไม่มีเงินดงเงินเดือนเหมือนใครๆ เด็กๆชายขอบที่ยากจนกลับมักจะมาบ่นระบายให้ฟังเป็นประจำถึงความอยุติธรรมและอคติต่างๆที่พวกเธอได้รับทั้งจากเพื่อน จากครู จากระบบการศึกษาปัจจุบัน จนกลายมาเป็นบันทึกที่พวกท่านอ่านกันอยู่นี้
จริงๆแล้วผมก็มีมิตรสหายเป็นครูหลายคนครับ แถมยังต้องทำงานโดยอาศัยบรรดาภาคีเหล่านี้ที่น่ารักและมักจะมีน้ำใจกับผมและงานสโมสรเยาวชนด้วยดีเสมอมา ผมก็พยายายามที่จะไม่กล่าวกระทบกระทั่ง ท่านที่ทำดีอยู่แล้วก็อย่าได้ร้อนตัวเลยนะครับ แต่คุณครูที่เคารพทุกท่านครับ เสียงเด็กๆเหล่านี้มันเบามากในโรงเรียน เพราะมันถูกกลบด้วยเสียงของเด็กที่เข้าถึงครูมากกว่า เข้าถึงอำนาจรัฐมากกว่า
บทบันทึกนี้อาจจะดูกราดเกรี้ยว แต่เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เด็กชายขอบเหล่านี้ได้รับ ในฐานะนักเรียนมานุษยวิทยา ผมก็มีหน้าที่สะท้อนเสียงเล็กๆเหล่านี้ เผื่อจะมีใครได้ยินบ้าง
ส่วนใครจะมีมุมมอง และวิธีจัดการความอยุติธรรม (ไม่ว่าจะความอยุติธรรมในระดับปัจเจก ระดับโครงสร้าง หรือระดับวัฒนธรรม)อย่างไร ก็เชิญแลกเปลี่ยนกันได้
ไม่ต้องพก "ไม้เรียว" มานะครับ
น่าสนใจ เดี๋ยวมาครับน้องยอดดอย
ครูนั้นเป็นอาชีพแห่งอุดมการณ์จริงๆ และมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนสร้างคน ครูต้องอุดมด้วยจิตใจที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน
โรงเรียนครูไม่ได้ฝึกสิ่งเหล่านี้ เรียนกันเพื่อเอาคะแนนออกไปเท่านั้น ที่พูดนี้มาจากตัวเองนะ พ่อเป็นครู พี่เป็นครู อา น้อง หลาน ญาติสนิทเป็นครูกันยกตระกูล ตัวเองก็เรียนครูเน๊าะน้องยอดดอย
ครูสมัยก่อนใช้ไม้เรียว แต่จริงใจเหลือเกิน และอุทิศให้ลูกศิษย์มากมาย ตอนพ่อเสียชีวิต คนแถบบ้านบอกว่าเป็นงานศพที่มีพวงหรีดมากที่สุด แต่เมื่อบันทึกพวงหรีดดูพบว่าล้วนเป็นลูกศิษย์ที่อายุค่อนคนไปแล้วทั้งนั้น ทั่วสารทิศมากันล้นวัดบ้านนอก
และเป็นโรงเรียนวัด ที่มีพระกำกับ สมัยเด็กๆพระเดินมาเราต้องนั่งลงยกมือไหว้ หากเป็นสตรีต้องหลีกออกไปไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ในจิตใจครูมีแต่บรรยากาศของวัดที่เป็นฐานหลักของศีลธรรมและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต
สมัยนี้โรงเรียนอยู่นอกวัด ก็ไม่เท่าไหร่เพราะจำเป็น แต่กิจกรรมที่ครูจะไกล้วัดนั้นไม่มี หรือน้อยมากๆ อย่างดีก็แค่ร่วมงานวันสำคัญทางศาสนา ครูสมัยก่อนเรากราบได้อย่างสนิทใจ แต่สมัยนี้ต้องมองหน้าก่อนว่าเรารู้จักแค่ไหน..
เราต้องทบทวนโรงเรียนฝึกครู
หรือสนับสนุนกรรมการหมู่บ้านขึ้นมา และให้มีบทบาทเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น รับรู้รับทราบสิ่งที่เป็นไปในโรงเรียนมากขึ้นหรือเปล่า...?? เพื่อให้กรณีดังน้องยอดดอยกล่าวมานั้นเข้าหูกรรมการโรงเรียนที่เป็นชาวบ้าน และจะได้เป็นประเด็นพูดคุยกัน นี่ก็อีกทางหนึ่ง
แต่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนฝึกครูมีกระบวนการที่สร้างครูที่มีฑื่นฐานทางวจิตใจเป็นครูจริงๆ...
น้องยอดดอยยกกรณีเล็กๆแต่ความหมายใหญ่มากครับ
น่าสนใจมากค่ะ
พื้นฐานความคิดของครูก็สำคัญมาก ครูบางคนคิดว่า เด็กสมัยนี้ไม่เอาไหน แต่บางคนเชื่อว่า เด็กทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดี มีศักยภาพ บางคนคิดว่า สี่ห้าปีน้อยเกินจะจัดการอะไรได้ แต่บางคนคิดว่า สี่ห้าปีก็เปลียนแปลงได้ บางคนเป็นครูเพราะรักเด็ก บางคนเป็นครูเพราะเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับนับถือ มีอิสระพอสมควร
ความคิดที่ต่างกัน แปลออกมาเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างหลากหลายของผู้เป็นครู
โรงเรียนฝึกหัดครูเป็นครูของครู ก็ต้องทำงานหนักกว่าครูธรรมดา เข้าใจและเมตตาต่อพื้นฐานที่แตกต่างของนักเรียนฝึกหัดครูเอง ครูของครูจึงต้องแสดงให้เห็นว่า เป็นครูที่ดีนั้นเป็นอย่างไร...
ลองให้ครูแต่ละคนลองทบทวนหา "ครูในดวงใจ" ไม่ว่าจะหาได้หรือไม่ได้ แต่เพียงคิดแค่นี้ ครูแต่ละคนคงได้ทบทวนตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่า "ครูที่ดี" ควรเป็นอย่างไร
พระพุทธเจ้าน่าจะเป็นตัวอย่างของ "ครูผู้ประเสริฐ" นะคะ ตัวท่านเองละลดเลิกแล้ว ยังจาริกไปสอนสานุศิษย์ในที่ต่างๆ บอกพวกเราว่า "ไม่ต้องเชื่อเพราะเป็นครู" (กาลามสูตร)... เราคงไม่เทียบเท่า แค่ยึดถือท่านเป็นแนวทางก็คงพอได้ค่ะ
ส่วนตัวเองนั้นก็มีครูในดวงใจ .."อาจารย์ป๋วย"
คุณยอดดอยเอง อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กบางคนที่อยากเป็นครูโดยไม่รู้ตัวนะคะ