ครูนั้นเป็นอาชีพแห่งอุดมการณ์จริงๆ  และมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนสร้างคน ครูต้องอุดมด้วยจิตใจที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน

โรงเรียนครูไม่ได้ฝึกสิ่งเหล่านี้ เรียนกันเพื่อเอาคะแนนออกไปเท่านั้น ที่พูดนี้มาจากตัวเองนะ พ่อเป็นครู พี่เป็นครู อา น้อง หลาน ญาติสนิทเป็นครูกันยกตระกูล ตัวเองก็เรียนครูเน๊าะน้องยอดดอย

ครูสมัยก่อนใช้ไม้เรียว แต่จริงใจเหลือเกิน และอุทิศให้ลูกศิษย์มากมาย ตอนพ่อเสียชีวิต คนแถบบ้านบอกว่าเป็นงานศพที่มีพวงหรีดมากที่สุด แต่เมื่อบันทึกพวงหรีดดูพบว่าล้วนเป็นลูกศิษย์ที่อายุค่อนคนไปแล้วทั้งนั้น ทั่วสารทิศมากันล้นวัดบ้านนอก

และเป็นโรงเรียนวัด ที่มีพระกำกับ สมัยเด็กๆพระเดินมาเราต้องนั่งลงยกมือไหว้ หากเป็นสตรีต้องหลีกออกไปไม่ต่ำกว่า 1 เมตร  ในจิตใจครูมีแต่บรรยากาศของวัดที่เป็นฐานหลักของศีลธรรมและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต

สมัยนี้โรงเรียนอยู่นอกวัด ก็ไม่เท่าไหร่เพราะจำเป็น แต่กิจกรรมที่ครูจะไกล้วัดนั้นไม่มี หรือน้อยมากๆ อย่างดีก็แค่ร่วมงานวันสำคัญทางศาสนา  ครูสมัยก่อนเรากราบได้อย่างสนิทใจ  แต่สมัยนี้ต้องมองหน้าก่อนว่าเรารู้จักแค่ไหน..

เราต้องทบทวนโรงเรียนฝึกครู

หรือสนับสนุนกรรมการหมู่บ้านขึ้นมา และให้มีบทบาทเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น รับรู้รับทราบสิ่งที่เป็นไปในโรงเรียนมากขึ้นหรือเปล่า...?? เพื่อให้กรณีดังน้องยอดดอยกล่าวมานั้นเข้าหูกรรมการโรงเรียนที่เป็นชาวบ้าน และจะได้เป็นประเด็นพูดคุยกัน นี่ก็อีกทางหนึ่ง

แต่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนฝึกครูมีกระบวนการที่สร้างครูที่มีฑื่นฐานทางวจิตใจเป็นครูจริงๆ...

น้องยอดดอยยกกรณีเล็กๆแต่ความหมายใหญ่มากครับ