การสืบหาว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ ยวนพ่าย เป็นสิ่งที่ท้าทายนักปราชญ์ในด้านวรรณกรรมไทยมาหลายยุคหลายสมัย
วรรณกรรมไทยโบราณเรื่อง ยวนพ่าย (ยวน=โยนก)
เป็นมรดกทางด้านวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดของไทยเรื่องหนึ่ง
เพราะนอกจากผู้แต่งจะแสดงให้เห็นความสามารถด้านการประพันธ์ร่ายและโคลง
ดั้นบาทกุญชร แล้ว
ยังถือว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชั้นต้นที่มีคุณค่าแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
( พ.ศ. 1991 -2031 ) เป็นอย่างมาก
ศ.ดร.นิยะดา เหล่าสุนทร
เสนอทรรศนะเกี่ยวกับ ลิลิตยวนพ่าย ไว้ในหนังสือ พินิจวรรณการ :
รวมบความวิจัยด้านวรรณคดีและภาษา สำนักพิมพ์แม่คำผาง
พ.ศ. 2542 ความว่า
แม้ว่าพิจารณาอย่างเคร่งครัดแล้ว
ยวนพ่าย
ไม่อาจจัดอยู่ในวรรณกรรมประเภทลิลิตได้
เพราะใช้คำประพันธ์ไม่ครบประเภท
แต่ก็มีลักษณะการประพันธ์ที่เคร่งขรึมเหมาะแก่เรื่องที่เขียนถึง
คือการยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินในพระราชกิจการสงครามกับฝ่ายเชียงใหม่หรือโยนกรัฐ
ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช จริง ๆ แล้วนั้นเราอาจเรียกได้ว่า
ยวนพ่าย เป็นผลงานระดับมหากาพย์ทีเดียว
ยวนพ่าย มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากวรรณกรรมไทยทั่วไปอย่างหนึ่งคือ
ผู้ประพันธ์ได้ใช้ทั้งภาษาไทโบราณ ภาษาบาลี
และภาษาสันสกฤตอย่างช่ำชองอันแสดงถึงภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของท่านยกตัวอย่าง
เช่น ผู้แต่งยวนพ่ายได้สรรเสริญบุญบารมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
จากหนึ่ง (เอก) ไปจนถึงสิบ (ทศ) เช่น
หลักหน่วย (เอก)
เอกสัตวเอกาคม(ะ)ล้ำ...........เลอกษัตร ท่านฤา
เอกทยาศรัยแสวง
................ชอบใช้
เอกาจลดำรงรักษ์
.................รองราษฎร์
เอกสัตวเกื้อให้ ......................สร่างศัลย์
โบราณาจารย์ ถอด อรรถกวีไว้ดังนี้
-
ประเสริฐยิ่งนัก (เอกสัตว์) และ เลอเลิศกว่ากษัตริย์ ทั้งมีฤทธยาคม หาสองมิได้ เอก+อาคม =เอกาคม
-
มีอัธยาศรัยเสมอเป็นอันเดียวแสวงหาคนมาใช้งานด้วยความชอบธรรม เอก+อัธยาศัย=เอกัธยาศัย/เอกทยาศรัย
-
ดำรงพระสันดานดุจ เอกาจล (ภูเขา) อันเป็นแท่งเดียว อำรุงรักษาราษฎร
-
เกื้อหนุนสัตว์ให้สว่างฟื้นจากทุกข์ถ่ายเดียว
หลักสิบ (ทศ)
ทศบุญพระแต่งตั้ง...... แสวงสวะ
บาปแฮ
ทศนิชรยล
..................ยิ่งผู้
ทศญาณทศพัศดุ .......ยลโยค
ทศรูปพระเจ้ารู้
...........รอบเรียง
โบราณาจารย์ ถอด อรรถกวีไว้ดังนี้
-
พระองค์ถึงพร้อมด้วย ทศบุญ (บุญกิริยาวัตถุ 10) แสวงหนทางพ้นทุกข์ (สวะบาป)
-
ทรงถึงพร้อม นิชราวัตถุ 10 ยิ่งกว่าผู้ใด
-
(ยามเมื่อทรงผนวช) ก็ทรงถึงพร้อม ทศญาณ (วิปัสนาญาณ 10) ทศพัสดุ (กถาวัตถุ 10) + อัปปิจฉกา 10
-
ทรงรู้รอบ ว่าด้วยเรื่อง ทศรูป คือ รูป กลาป 6 มัดๆ ละ 10
อย่างไรก็ตามมีคนเป็นจำนวนน้อยมากที่จะอดทนอ่าน ยวนพ่าย
ได้ตลอดเนื่องจากไม่ค่อยเข้าใจศัพท์ยากที่พบอยู่ในทุกบทและทุกบาท
อุปสรรคเรื่องศัพท์ยากนี้ทำให้วรรณกรรมโบราณเรื่องนี้เกือบจะถูกลืมไปทั้ง
ๆ ที่เป็นเสมือนเพชรปะดับวรรณกรรมไทยโบราณ
นอกจาก ยวนพ่าย
จะเป็นงานประพันธ์ที่อ่านเข้าใจยากสำหรับคนรุ่นหลังตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาแล้ว
ยังมีข้อถกเถียงกันมากว่าถ้าจะกำหนดให้แน่ชัดลงไปแล้ว ยวนพ่าย
แต่งในรัชกาลใดและใครเป็นเจ้าของผลงาน
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ประทานพระดำริว่า “หนังสือ
ยวนพ่าย นี้แต่งเมื่อศักราชเท่าใดและใครเป็นผู้แต่งหาปรากฎไม่
สังเกตดูโดยทางสำนวนดูเป็นสำนวนเก่ามาก
ทั้งความรู้เรื่องในพงศาวดารในตอนที่แต่งนั้นก็รู้ถ้วนถี่กว่าที่ปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารและหนังสือพงศาวดารเชียงใหม่
เพราะฉะนั้นน่าที่จะแต่งในเวลาใกล้ ๆ กับเหตุการณ์ที่กล่าวถึง
จึงยังสามารถรู้เรื่องได้ถ้วนถี่
สันนิษฐานว่าเห็นจะแต่งในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสวยราชย์ตั้งแต่
พ.ศ. 2034 จน พ.ศ. 2072 “
การสืบหาว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ ยวนพ่าย
เป็นสิ่งที่ท้าทายนักปราชญ์ในด้านวรรณกรรมไทยมาหลายยุคหลายสมัย
ความจริงแล้วมีเหตุผลหลายประการที่ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพอจะหานามผู้แต่งได้
เพราะว่างานวรรณกรรมสำคัญ ๆ ของไทย
โดยเฉพาะที่มีที่มาจากราชสำนักจะบอกไว้ด้วยว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน
และในกรณีของ ยวนพ่าย นั้นนักประวัติศาสตร์ก็มีความคิดในทางเดียวกับ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สังเกตโดยทางสำนวนรู้ได้แน่อย่างหนึ่งว่าผู้แต่งลิลิตยวนพ่ายนี้เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งในทางภาษาและแบบแผน
ขนบธรรมเนียมราชการ
คงเป็นกวีที่เป็นคนสำคัญในสมัยเมื่อแต่งหนังสือเรื่องนี้
วินัย พงศ์ศรีเพียร :
อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เขียนบทความ
ใครเป็นผู้แต่งวรรณกรรมยวนพ่าย
ลง วารสารโลกประวัติศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 กรกฏาคม - กันยายน 2538
ความว่า
หนังสือ ยวนพ่าย
นี้จึงเป็นที่นับถือกันว่าเป็นตำราเรื่องหนึ่งทุกสมัยสืบมาจนกาลบัดนี้ผู้ที่สมควรได้รับเกียรติเป็นผู้ค้นพบนามผู้แต่ง
ยวนพ่าย คือ พลตรีหม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์
เกษมศรี กรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยฯ
พลตรีหม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์
เกษมศรี ท่านอรรถาธิบายไว้ว่า
เนื่องจากผลงานเรื่องลิลิตยวนพ่ายนี้ อุดมไปด้วยศัพท์ยากจึงทำให้ปราชญ์รุ่งหลังหลงทางพยายามแปลศัพท์บาลีสันสกฤตทุกตัวแม้กระทั่งชื่อเฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตามนามผู้แต่งจะต้องปรากฎในงานประพันธ์ของท่านและเราจะต้องหาให้พบให้ได้
ในท้ายส่วนที่เรียกว่า อาศิรวาท
เราพบข้อความที่ผู้ประพันธ์กล่าวถึงงานประพันธ์ของท่านสำเร็จได้
“เพราะพึ่งพระเจ้าหล้า
กล่าวเกลา” หรือพระเจ้าอยู่หัวทรงช่วยเหลือ
แล้วกล่าวต่อไปว่า
ใช่แรงข้ารู้กล่าว...........กลบท
บอกพ่อ
อัลปเบญโญเยาว์.........ยิ่งผู้
จักแสดงพระยศรื้อ....... ถึงถ่วย ไส้แฮ
นักปราชญ์ใดเรืองรู้ .....เชี่ยวชาญฯ
-
ผู้เขียนถอดความไว้เป็นสำนวนของผู้เขียน ไว้ดังนี้ ใช่ว่าข้าพเจ้านั้นมีแรงความรู้อันแกร่งกล้า เพราะกล่าว กลบท ได้ดอกนาท่าน
-
ตัวข้าพเจ้านั้นปัญญา(อ่อน) เยาว์ ยิ่งกว่าผู้ใด
-
การกล่าวแสดงถึงพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินนี้ ไว้เป็น หมวดหมู่ (ถ่วย/ท่วย/ทวย) นี้ไซร้
-
แม้นักปราชญ์ท่านใดรู้เรื่องเชี่ยวชาญ-
ใดผิดเชอญช่วยรื้อ ...........รอนเสีย
ใดชอบการณ์เชอญเกลา.... กล่าวเข้า
เพียงพระระพีเพงีย .............สบสาธุ
จุ่งพระยศพระเจ้าเรื้อง ......ร่อยกัลป์
-
เห็นว่าที่ใดผิด ก็เชิญช่วยรื้อเอาออกเสีย
-
ส่วนที่ใดเห็นแล้วชอบ ก็เชิญขัดเกลาให้ดียิ่งขึ้นเข้าเถิด
-
ขอให้คำประพันธ์นี้ทอแสงรัศมีเสมอเพียงดวงอาทิตย์ เป็นที่ประสบแต่ความยินดี(สาธุ!)
-
และขอความรุ่งเรืองแห่งพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินจุ่งคงอยู่ตราบสิ้นกัลปาวสาร
สารสยามภาคพร้อง ............กลกานท นี้ฤๅ
คือคู่มาลาสวรรค์ ................ช่อช้อย
เบญญาพิศาลแสดง
............เดิมเกีรยติ พระฤๅ
คือคู่ไหมแส้งร้อย ...............กึ่งกลางฯ
-
สารสยามพากย์ นี้แต่งเพื่อไว้ใช้ขับร้องพร้องเป็นเพลง
-
อุปมาได้ดั่ง ช่อดอกไม้แห่งสวรรค์อันมี ช่องามงดชดช้อย
-
ข้าผู้มีนามว่า "เบญญาพิศาล" เป็นสื่อกลาง ผู้แสดงบท ยอยศพระเกียรติ
-
ก็เป็นเหมือนดั่งเส้นไหม อุปกรณ์แห่งการเรียงร้อย ภาษาดอกไม้นี้
สวัสดีค่ะ
- เฉลยมาเถอะ
-เดาไมถูก
- เพราะทั้งสองเรื่องอยู่กันคนละยุคสมัย
มาเยี่ยม...
เหมือนย้อนยุคไปดูความเก่าแก่ที่น่าชื่นชม..ของโบราณเลย..นะครับ
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากค่ะที่ไปทักทายบล็อกเกอร์ใหม่ค่ะ
สวัสดีครับ
การอ่านร้อยกรองนั้น ถ้าได้เป็นเป็นทำนอง จะได้ทั้งความไพเราะ และเนื้อความมากกว่าการอ่านไม่เป็นทำนอง
ในยวนพ่ายมีร่ายไม่กี่บท คั่นระหว่างโคลงดั้น ไม่นับเป็นลิลิตก็ได้ อาจเรียกว่าโคลง มีร่ายคั่น ประมาณนั้น
การใช้ศัพท์บาลีสันสกฤตอย่างมาก ทำให้อ่านยาก เข้าใจยาก แม้แต่คนที่สนใจวรรณคดีครับ
สำหรับการค้นหาคนแต่งจากศัพท์ในคำประพันธ์ ทำให้หลงทางได้เหมือนกัน แต่ก็สนุกที่จะศึกษาครับ
การได้ศึกษาธรรมเนียมในการแต่งคำประพันธ์ และประวัติศาสตร์ รวมทั้งวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ช่วยให้ค้นคว้า และเข้าใจที่ไปที่มาของงานแต่ละชิ้นได้มากครับ
รออ่านเรื่องต่อๆ ไปครับ เขียนสนุกดีครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้ใหม่แล้วค่ะ
แต่ลิลิตยวนพ่ายศัพท์ยากค่ะ อ่านแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ทรงคุณค่านะคะ
สวัสดีครับคุณ Sasinanda ขอบคุณนะครับ เห็นด้วยครับ :)
มาแว่อ่านเรื่องยวนพ่ายครับ..
*ในฐานะคนล้านนาคิดว่าเป็นสงครามแข่งบารมีระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ในขณะนั้นครับ ล้านนาถูกอุบายพระสงฆ์จากอยุธยาเข้ามาทำพิธีข่มนามแต่ที่สุดก็ถูกจับได้
*พระเจ้าติโลกราชก็มีความหมายว่าเจ้าแห่งโลกทั้งสามคล้ายกับบรมไตรโลกนาถครับ
*ผมเคยจะคิดเสนอให้พระเจ้าติโลกราชเป็นมหาราชแห่งล้านนาเพราะแผ่ศาสนาบารมีเหนือสุดถึงเมืองเชียงรุ่งในจีน อาณาจักรล้านนารุ่งเรืองกว้างขวางมาก ตะวันตกติดน้ำสาละวิน ตะวันออกติดลำโขง ใต้สุดจรดลำปางแถวสุโขทัยมีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่แปดของโลกที่ วัดเจ็ดยอด พ.ศ.2020 อักษรล้านนาถูกใช้บันทึกพระธรรมเผยแพร่ไปตามเมืองต่างๆจนมีผู้เรียกขานว่า " อักษรธรรม"
*ในสมัยนั้นชาวไตลื้อขานพระนามพระเจ้าติโลกราชว่า " พระเจ้าอโศก "เพราะแผ่ศาสนาพุทธฝังลึกในดินแดนแถวเชียงตุง เมืองไตได้มาก
*ปัจจุบัน ผู้คนชาวเหนือนิยมไปเที่ยวเมืองเชียงตุงเมืองลา เชียงฮุ้ง(รุ้ง)กันมากเพราะรำลึกถึงอดีตที่ดีงามของบรรพบุรุษ
*เสียดายตอนนั้นล้านนาไม่มีผู้บันทึกหรือมีปราชญ์แต่งยอยศพระเจ้าแผ่นดิน น่าจะมีผู้แต่งกะโลงยอยศพระเจาติโลกราชเอาไว้ให้พวกเราได้อ่านกันมั่ง
*ในความคิดของผมคิดว่าผู้แต่งลิลิตยวนพ่ายน่าจะแต่งสมัยพระบรมไตรโลกนาถเพราะกวีย่อมชื่นชมบารมีพระเจ้าแผ่นดินของตนเอง
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน....พรหมมา
สวัสดีครับอาจารย์ นิคม NIKHOM ได้ความรู้มากเลยครับ ขอบคุณมากๆครับ
แล้วกูจะรุ้เร้อออออออออออออออออออออออออ ฟาย
สวัสดีค่ะ
* เห็นบันทึกข้างบน
* นึกขึ้นได้ลูกชายโทร.มาคุย
* มีสัตว์ที่ตัดต่อพันธุกรรมใหม่
* ระหว่างกาสร กับโคธาน
* จากนั้นก็เพิ่มนอให้ด้วย
* รวมเป็น ๓ พันธุกรรม
* ลองให้เด็ก ม. ๑ วิเคราะห์ แล้วเขาบอกว่าตัวที่น่ากลัวมากก็คือ หัวเป็นโคธาน มีตัวเป็นกาสร แต่ถ้ามีนอด้วยต้องเป็นตัวเมียแน่ๆ
* ซะงั้น ๕๕๕๕๕
ขอบคุณครับคุณ jreouogq (ไอพีมันฟ้องนะครับทำอะไร)
สวัสดีครับคุณพี่อาจารย์พรรณา ขอบคุณครับ เคยได้ยินตลก เอามาทายกัน ควาย+แรด=แควด สงสัยสายพนธ์ใกล้กัน
สวัสดีค่ะ
* กาสร + โคธา เป็น เควี่ย
* กาสร + โคธา + แรด น่าจะเป็น เควียด (เจ้าของยังไม่ตั้งชื่อค่ะ)
* ตลกๆ ก่อยบ่ายคลายเครียด
* กินข้าวให้อร่อยดีกว่า
* สนใจไหมคะ