จากบันทึกก่อนหน้านี้...ผมไปพูดเรื่อง กิจกรรมบำบัดในโรงเรียน เน้นการใช้โมเดลนิเวศวิทยา มาปรับใช้พัฒนาสิ่งแวดล้อมในตัวบุคคลและสิ่งแวดล้อมภายนอกห้องเรียนต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาความสามารถทางการเรียนในเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ
หลายท่านเข้าใจว่า นักกิจกรรมบำบัดมีเทคนิคการรักษาอย่างเดียวคือ การประสมประสานการรับความรู้สึก หรือ Sensory Integration Therapy (SI Therapy) แต่จริงๆ แล้ว SI เป็นเทคนิคพื้นฐานและองค์ประกอบเบื้องต้นของการพัฒนาเด็กนักเรียนให้สามารถต่อยอดทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เด็กเรียนรู้สัมผัสดินสอและรับทราบข้อต่อของมือว่าจับดินสอ จากนั้นมีการเรียนรู้ร่วมกับระบบการมองเห็นหนังสือและการรับรู้ทางสายตาในการอ่านและเขียนอย่างคล่องแคล่ว นำมาใช้แบบ SI เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ต่อกิจกรรมการเขียนหนังสือในลำดับต่อมา
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดยังมีขั้นตอนการประเมินและการวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการการให้สื่อการรักษาอื่นๆ เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็กนักเรียนในกิจกรรมทางการเรียน การดูแลและรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันของตนเอง การเล่น การพักผ่อน และกิจกรรมของทักษะชีวิตหรือดำเนินชีวิตอื่นๆ
นักกิจกรรมบำบัดไทยหลายคน ได้รับการเรียนหลายเทคนิคแต่ขาดโอกาสในการคิดตามแนวคิดกิจกรรมบำบัดอย่างมีระบบ ทำให้เน้นการใช้ SI Therapy กันมากจนเกินไป ที่สำคัญนักกิจกรรมบำบัดที่จบระดับ ป. ตรี สามารถปรับเทคนิค SI มาใช้ในการรักษาในระดับพื้นฐาน หากต้องการเน้นประเมินและรักษาอย่างเชี่ยวชาญในเด็กที่มีปัญหา SI โดยตรง ซึ่งงานวิจัยล่าสุดพบว่า SI Therapy อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึก SI Therapy เฉพาะทาง (ต่อยอดจาก ป. ตรี) สามารถพัฒนาเด็กที่มีปัญหา SI หรือ Sensory Processing Disorder ได้ ส่วนเด็กพิเศษอื่นๆ เช่น Autism ADHD LD ควรได้รับการรักษาจากนักกิจกรรมบำบัดด้วยเทคนิคอื่นๆ เช่น การฝึกทักษะทางการเรียนจากกิจกรรมเพิ่มการรับรู้ทางสายตา การกระตุ้นระบบความรู้สึกเฉพาะ การบำบัดด้วยศิลปะ ดนตรี การเล่นต่างๆ การให้คำปรึกษาการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมทางสังคมระหว่างผู้ปกครองและเด็ก เป็นต้น
นอกจากนี้หลายคลินิกกิจกรรมบำบัดพยายามใช้ SI และสร้างสิ่งแวดล้อมจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีแสง สี เสียง กลิ่น สัมผัส ที่มีแนวคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านอาจไม่ส่งเสริมการรับรู้ระบบความรู้สึกเหล่านั้นอย่างเพียงพอ แต่ในมุมมองหรือแนวคิดนักกิจกรรมบำบัด เราคิดว่าควรส่งเสริมการปรับจากสิ่งแวดล้อมที่เด็กต้องใช้ชีวิตทำกิจกรรมอยู่จริง เช่น การนำอุปกรณ์ข้างต้นไปปรับใช้ที่บ้าน แต่ส่วนใหญ่นักกิจกรรมบำบัดมีเวลารักษาด้วยสื่ออุปกรณ์นี้ในสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นในห้องคลินิกและมีการกระตุ้นอย่างไม่ต่อเนื่อง ทำให้เด็กเรียนรู้และนำไปปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมจริงไม่ได้เท่าที่ควร สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดผลการรักษาแบบนี้เราเรียกว่า SI เทียม ครับ