Do the Deeds, Tell the Tales

ชีวิตคนเรามีเพื่ออะไร?

คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามเล่นๆแก้เหงา หรือเป็นคำถามปรัชญา อภิปรัชญา หรือแม้แต่เป็นคำถามโรแมนติกก็ยังได้ ขึ้นกับว่า คนถาม (และ/หรือ คนฟัง) กำลังอยู่ในห้วงแห่งจินตนาการมิติใด

สำหรับคนเรานั้น เราเกิดมาแตกต่าง กระนั้น เราก็ยังได้มาอยู่อาศัยในนิเวศเดียวกัน หายใจอากาศเดียวกัน ใช้น้ำจากลำธารแม่น้ำสายเดียวกัน เราเชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกันและกัน เสมือน organelles ต่างๆในเซลล์ อาทิ ไมโตคอนเดรีย ไรโบโซม เชื่อมโยงถึงกันและกันด้วยของเหลวในไซโตพลาสซัม เพียงแต่เราเชื่อมโยงกันด้วยอากาศธาตุ... และบางครั้ง... อะไรที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้งกว่านั้น เช่น ความรัก ความเมตตากรุณา ความคิดถึง ห่วงหาอาทร

"ความต่าง" ของคนนั้น ชัดเจน และต่างกันได้อย่างมหาศาล จนกระทั่งความต่างนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่เป็น random phenomenon หรือการสุ่มต่างเท่านั้น แต่น่าจะเป็น​ "ความต่างอย่างมีวัตถุประสงค์ จงใจ"

ในครอบครัวเดียวกัน ถ้ามองแต่ละปัจเจก เราก็อาจจะเห็นสัดส่วนทีี่แปรเปลี่ยน ไม่เท่า แตกต่าง จนกระทั่งเราถอยห่างออกมาเพียงพอ มองกลับเข้าไปใหม่ เป็นแบบองค์รวม เราเริ่มเห็นองคพยพที่แบ่งแยกนั้น แท้จริงแล้วต่างก็มีส่วนเติมเต็มให้กันและกันเพื่อความสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ จากภาพโมเสอิกที่ค่อยๆผุดบังเกิดจากการผสมผสานอย่างซ่อนเร้นแนบเนียนนี้เอง ทำให้เกิดสมมติฐานที่น่าสนใจว่า ทั้งหมดนี้คือเหตุผลแห่งการสื่อสาร การสนทนา การถ่ายทอดประสบการณ์ความคิด

เพื่อความสมบูรณ์ขององค์รวม

มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความ "สมบูรณ์แบบโดยตัวเอง" แต่ผ่านการผสมผสาน การอยู่ร่วม และการมีปฏิสัมพันธ์

เมื่อมนุษย์ "กระทำ" เมื่อนั้นก็จะมี "ปรากฏการณ์" และปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้เกิดมาแล้วก็สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ทุกๆปรากฏการณ์มีเรื่องราว มีนิทาน นิยาย มีสุนทรีย์แฝงเร้นอยู่มากมายน่ามหัศจรรย์ เป็นนิทาน เป็นเรื่องราว ที่จะได้รับการถ่ายทอดต่อๆไป เป็นการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เป็นศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุด เท่าที่สมองมนุษย์ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากสมอง primates ธรรมดาๆ

ขอเพียงเรา "ให้ความสำคัญ" กับสิ่งที่เรากระทำ และให้ความสำคัญขนาดต้องนำไปเล่าต่อ เผยแพร่ต่อ ก็จะเกิดอะไรต่างๆตามมา เกิดเรื่องราว เกิดตำนาน เกิดความเชื่อ เกิดวัฒนธรรม เกิดศีลธรรมคุณธรรม เกิดชุมชน ประเทศ ขึ้นมา เรื่องที่เราไม่ได้เล่า ก็จะถูกลืมเลือน ไม่มีนัยยะใดๆจนกว่าจะถูกนำมาเล่าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนั้น ประสบการณ์ชิ้นนั้น จึงจะบังเกิดคุณค่าขึ้น

มีสักกี่ประสบการณ์ที่เราได้เผอเรอ ทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจไปอย่างน่าเสียดาย?

มีสักกี่ประสบการณ์ ที่เมื่อเราคิดถึงมัน แล้วรำพึงว่า "จะเกิดอะไรขึ้นหนอ?.... ถ้าเพียงแต่เรานำไปเล่าต่อ......."

เมื่อสักกี่เรื่องเล่า ที่เราสงสัยว่า "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเพียงแต่เราเล่าให้ "คนนี้ คนนั้น" ฟัง ชีวิตคนกี่คนจะเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ของคนกี่คนจะเกิดสมดุลใหม่?"

Do the Deeds, Tell the Tales

สังคม ศิวิไลซ์ในปัจจุบัน เกิดจากแค่ มีเหตุการณ์ถูกกระทำ มีเรื่องถูกเล่า (Deeds were done, Tales were told) เท่านั้น

จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และเรื่องราวมากมายได้ถูกเล่า ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คนส่วนหนึ่งมีความทุกข์ ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องจะเล่า ไม่ใช่เพราะไม่ได้ทำกรรมดี เพียงแต่ "ไม่มีโอกาส" เท่านั้น

ฉะนั้นเมื่อเรามี "โอกาส" สิ่งนี้เองที่เป็น free will ของเราแต่ละคน ที่จะหยิบฉวย ที่จะให้ความสำคัญ ที่จะนำไปคิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เชื่อมโยง อ่านสัญญาณต่างๆที่ scream ใส่หน้าเราอยู่ตลอดเวลา อยู่ทุกวี่วัน

จากเหตุการณที่พึ่งผ่านพ้นไป เรื่องของหมอเก๋ คุณหมอสุธาทิพย์ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาหม่อม จ.สงขลา ผู้เสียชีวิตไปจากการถูกฆาตกรรม ยิงจนเสียชีวิต เป็นเรื่องที่สะทกสะท้อน สะเทือนใจอย่างมาก ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเรียนรู้ (ยยรร ไม่ใช่ ลปรร) จากปากของหมอเก๋เองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เรื่องเล่า "ดอกมะลิ... เบ่งบานในใจเราเสมอ" ของหมอเก๋ ได้รับรางวัลเรื่องเล่าดีเยี่ยม ทีแสดงถึงการดูแลคนอย่างมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ และเป็นเรื่องที่สามารถก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ แก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนท่ั่วไป จากวัตร จากกิจกรรม จากปรัชญาการทำงานของหมอสุธทิพย์และทีมงาน รพ.นาหม่อม ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ และเป็นเรื่องของธัมมะจัดสรร ที่การตรวจเยี่ยมนี้เกิดขึ้น ที่ รพ.นาหม่อมได้มาช่วยคนไข้รายนี้คือคุณมะลิ ทีทุกสิ่งทุกอย่างกอปรเป็นความประทับใจที่ต้องเล่า เป็นประสบการณ์ที่ต้องถ่ายทอดต่อ

ผมมีความรู้สึกเสมือนกับว่า ผมได้รับเกียรติรับฟังคุณหมอสุธาทิพย์ได้ทำ official review ของจิตวิญญาณในการทำงานของคุณหมอ ได้มีโอกาสรับความรู้สึกอิ่มเอมในการทำงาน จากการนำมาสะท้อน นำมาใคร่ครวญ นำมาทำ mental rehearsal อีกครั้ง และอีกครั้ง ว่าสิ่งที่คุณหมอ และทีมงาน เชื่อมาโดยตลอด เพื่อที่มาอยู่ในอาชีพนี้นั้น มันคือความสวยงามแบบไหน มันคืออะไร มันจับต้อง สัมผัส และรู้สึกได้ด้วยใจที่เปิดรับได้อย่างไร

การเสียชีวิตของหมอเก๋ หรือหมอสุธาทิพย์เป็นสิ่งที่สะเทือนใจ และน่าเศร้าเสียใจ แต่ในเหตุการณ์อันเศร้าสลดนี้ คุณหมอเก๋ ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนที่วาระจะมาถึงอย่างไม่คาดฝัน ได้มีโอกาสอันงดงามสำหรับการทำมรณานุสติ คือ การทบทวนคุณค่าแห่งชีวิต การทบทวนสิ่งที่ตนเองได้ทำเพื่อคนอื่น นี่คือกุศลกรรมประการหนึ่งที่มาเป็นองค์ประกอบในช่วงวาระสุดท้ายของเธอ

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดห้วงคิดคำนึง

พวกเราได้ใช้ชีวิตมาทุกวันๆนี้ เราได้ประกอบกรรม (Do the Deeds) อะไรไปบ้าง? เราเคยใส่ใจ ให้ความสำคัญ และคิดถึงมันมากน้อยแค่ไหน หรือแค่ทำไปวันๆ ทุกอย่างเป็น routine?

พวกเราได้ใช้ชีวิต มีประสบการณ์ทุกวัน เราได้นำไปเล่า (Tell the Tales) ให้เกิดการงอกงามของประสบการณ์ไปให้ใครบ้าง สักกี่มากน้อย? หรือเราเก็บไว้ หวงแหนไว้ เป็นของเรา และของเราคนเดียวเท่านั้น?

วันนี้ผมครุ่นคิดถึงปัญหานี้วนเวียนอยู่ในหัวตั้งแต่เช้า

หยิบเสื้อผ้าใหม่มาสองชุด เดินขึ้นไปปลุกลูกสาวสองคนให้มาลองชุดใหม่ ชุดหนึ่งเป็นแซกแขนกุด ตรามินนีเมาส์ ให้เจ้าตัวเล็ก (ป๊อกแป๊ก) อีกชุดเป็นสายเดี่ยวคอหลวมให้คนโต (ป๋อมแป๋ม) ลองเสร็จก็วิ่งดีใจ ตื่นเต้นไปรอบบ้าน จนกระทั่งภรรยากลับมาจากออกโอพีดี ก็ออกจากบ้านไปทานข้างที่ซิสเลอร์ ใน รร.ลีการเดน

ป๊อกแป๊กซื้อหนังสือนิทานอีสปประกอบภาพ (copy ที่ 3 แล้ว) ป๋อมแป๋มซื้อสมุดคัดลายมือ วันนี้ลูกสาวสองคนมาป้วนเปี้ยน ปีนไต่บนตัว เพราะช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไป กทม. บ่อยมาก และนี่พรุ่งนี้ก็กำลังจะไปอีกแล้วเช่นกัน

ตกเย็นป็อกแป๊กขอมานั่งตักกินข้างด้วย ทำหน้าลิงหลอกกัน หลอกกันมา จนได้เวลาอ่านนิทานก่อนนอน การต่อรองประจำวันก็เริ่มขึ้น 2 เรื่อง... ไม่ได้ แค่เรื่องเดียวจ้ะ เรื่องครึ่งค่ะ..... เรืองเดียวจ้ะ งั้นแถมหน่อยเรื่องเดียว กับอีกเรื่องแบบเร็วๆ.....

............

............

ผลแพ้ชนะในการต่อรอง เห็นตั้งแต่เริ่มแล้วว่า ลงเอยต้องได้อ่าน 3 เรื่องแน่นอน.....

ชีวิตช่างมีอะไรต่อมิอะไรมากมายเกิดขึ้นอยูตลอดเวลา เพียงเราไม่ค่อยได้ "ใช้ชีวิต" อย่างที่เราคิดว่าเราใช้เลย

เราไม่่ค่อยได้ "เล่าเรื่องราว" อย่างทีมันสมควรจะถูกถ่ายทอดเลย

รีเปล่าหนอ?

ขอให้หมอเก๋ มีความสุข สู่สุคติ เรื่องราวของหมอจะอยู่ในใจของคนนาหม่อม และผู้รับฟัง ได้ยิน อีกนานเท่านาน