‘ความเจ็บป่วย’ อันเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนที่ชื่อว่า ‘ไร้สัญชาติ’
โดย พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ
วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2551
ชีวิตแรงงานข้ามชาติในสวนเกษตรเชิงพานิชยกรรมตามแนวชายแดนนั้น นอกจากพวกเขาต้องเผชิญมาตรฐานการจ้างงานที่ต่ำ ค่าแรงน้อย สวัสดิการไม่มีและเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากสารเคมีในไร่ในสวนจำนวนมากๆ แล้ว
หากพวกเขาเจ็บป่วย อันเนื่องมาจากได้รับสารเคมีจากไร่จากสวนแล้ว พวกเขาอาจเจ็บป่วยซ้ำซ้อน เรื้อรัง รักษาไม่หาย เพราะเข้าไม่ถึงบริการด้านสาธารณสุข อันเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนจากการที่พวกเขา ‘ไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ’ อีกด้วย
และนี่เป็นเรื่องราวยากลำบาก เป็นชะตากรรมชีวิตหนึ่ง เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของอีกหลายชีวิตที่เผชิญชะตากรรมไม่ต่างไปจากกัน
000
บ่ายของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 ผมได้รับโทรศัพท์จาก ‘พี่บุญ’ หรือ บุญ พงษ์มา ‘ทนายตีนเปล่า’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล อำเภอแม่อาย แจ้งข่าว ‘นางไบ๋’ ผู้ป่วยไร้สัญชาติถูกโรงพยาบาลกักตัวไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล[1]
นางไบ๋ หรือ นางไบ๋ ลุงอ่อง ชาวไทใหญ่ อายุ 25 ปี นางไบ๋เกิดที่รัฐฉาน สหภาพพม่า ติดตามแม่เข้ามาประเทศไทยได้ 2 ปีแล้ว โดยเข้ามาอยู่ที่กับแม่ คือ นางลาย ลุงอ่อง ซึ่งเป็นลูกจ้างในสวนส้ม ในหมู่บ้านชายแดนที่ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
ตัวนางไบ๋ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวบุคคลใดๆ เนื่องจากเธอเดินทางข้ามไปมาระหว่างประเทศไทยและรัฐฉาน ประเทศพม่า แต่ว่าแม่ของเธอ นางลาย ลุงอ่อง ทำงานอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าตอนตลอด จึงมีโอกาสขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวเอาไว้
ต่อมา ประมาณกลางปีที่แล้ว นางลาย แม่ของนางไบ๋ไปรับจ้างทำสวนส้มไม่ไหว จึงขอลาพัก แล้วให้นางไบ๋ ลูกสาวไปทำงานแทน แต่เนื่องจากการใช้สารเคมีจำนวนมากในสวนส้ม ทำให้นางไบ๋ที่ไปทำงานวันแรกก็เกิดปวดศีรษะ จึงหยุดทำงาน เมื่อกลับมาที่บ้านนัยน์ตาเริ่มแดง เพื่อนบ้านจึงพาไปโรงพยาบาลแม่อาย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ
หลังกลับมาจากการตรวจที่โรงพยาบาลแม่อาย นางไบ๋ได้ยามารับประทาน และได้ยามาหยอดตา อาการนัยน์ตาแดงเริ่มทุเลาขึ้น แต่เพื่อนบ้านไทใหญ่แนะนำว่า นางไบ๋มาจากบ้านนอกเข้ามาเมืองไทยแล้วป่วยแสดงว่าฤกษ์ไม่ดี ให้กลับบ้านนอกที่รัฐฉานก่อน นางไบ๋จึงกลับบ้าน ทำให้ได้รับการรักษาไม่ต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปสามเดือน นางไบ๋อาการหนัก ลูกนัยน์ตาถลนเกือบจะออกนอกเบ้าตา จึงต้องเข้ามาอาศัยอยู่กับแม่ที่ชายแดนในเมืองไทย จากนั้นแม่ส่งนางไบ๋ไปรักษาที่คลินิก หมอประจำคลินิกบอกว่าอาการหนักมาก รักษาให้ไม่ได้ต้องส่งโรงพยาบาล เมื่อไปที่โรงพยาบาลแม่อาย หมอที่นั่นจึงทำเรื่องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ หรือชาวบ้านเรียกว่าโรงพยาบาลป่าแงะ ที่ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
แม้นางไบ๋จะไม่มีบัตรแสดงสถานะบุคคลใดๆ เลย แต่ด้วยใบส่งตัวจากโรงพยาบาลจึงทำให้นางไบ๋สามารถเข้ามารักษาตัวในเมืองได้ อย่างไรก็ตามเมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลแจ้งว่าจักษุแพทย์ไม่อยู่ด้วยความที่นางไบ๋เองอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ไม่รู้ภาษาไทยเลย จึงสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลด้วยความลำบาก พอไม่เข้าใจกัน เลยเข้าใจว่าที่นี่ไม่มีหมอ นางไบ๋เลยกลับมาอยู่กับแม่ที่บ้าน
ช่วงที่นางไบ๋กลับมาอยู่กับแม่นี้เอง จึงมาพบกับ ‘พี่บุญ’ หรือ บุญ พงษ์มา ผู้เป็นทนายตีนเปล่าแห่งคลินิกกฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล อำเภอแม่อาย ซึ่งกำลังลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัย พี่บุญบอกกับเราว่า วันแรกที่เจอนางไบ๋นั้น เธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลนครพิงค์ พี่เห็นตานางไบ๋ถลนออกมานอกเบ้า น้ำตาไหล ตาแดง แม้แต่แสงแดดที่สะท้อนกับพื้นก็จ้องดูไม่ไหว พี่บุญแนะนำว่าอยู่บ้านอาการไม่ดีขึ้นแน่ น่าจะไปรักษากับหมอ
ต้นเดือนมกราคม 2551 พี่บุญมาเจอแม่ของนางไบ๋อีกครั้ง เธอบอกว่าพานางไบ๋ผู้เป็นลูกสาวไปโรงพยาบาลแม่อายแล้ว จากนั้นเขาทำเรื่องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และส่งต่อไปถึงโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือ โรงพยาบาลสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
โดยนางไบ๋ ไปรักษาตาอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอก ชั้น 9 แผนกตา หมอรักษาโดยให้ยาหยอดตา ให้กินยา และเย็บที่หนังตา จนนัยน์ตาหายถลน เมื่อการรักษาพยาบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางโรงพยาบาลบอกให้นางไบ๋กลับบ้านได้ แต่นางไบ๋จะต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาก่อน
นางไบ๋ไม่มีเงิน ทางโรงพยาบาลจึงให้นางไบ๋มานอนที่เตียงเสริม และยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้จนกว่าจะจัดการหนี้ค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลได้ก่อน
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 นางไบ๋จึงโทรศัพท์หาครอบครัวที่แม่อายเพื่อขอความช่วยเหลือ และครอบครัวได้โทรมาร้องขอความช่วยเหลือพี่บุญ นางลาย แม่ของนางไบ๋บอกว่า ลูกของเธอหายป่วยแล้ว แต่โรงพยาบาลไม่ให้กลับบ้าน เพราะยังไม่ได้จ่ายค่ารักษา ตนอยากไปหานางไบ๋ที่โรงพยาบาล แต่ออกจากพื้นที่ไม่ได้ กลัวตำรวจจับ เพราะถือแค่บัตรแรงงานต่างด้าว ไม่มีบัตรประชาชน
พี่บุญ แนะนำไปว่า มีเงินสักพัน หรือพันห้าหรือไม่ ให้จ่ายค่ารักษาโรงพยาบาลไปบ้าง แล้วทยอยผ่อนให้เขา แม่ของนางไบ๋บอกว่าหาเงินไม่ได้เลย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 พี่บุญจึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลสวนดอก ในตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อจัดการธุระให้
เมื่อพี่บุญเจอนางไบ๋ นางไบ๋บอกว่าหมอให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้อาการดีขึ้น ที่เคยปวดตาก็ไม่ปวดแล้ว แต่ว่ายังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้เพราะไม่มีเงินให้เขา
พี่บุญจึงไปคุยกับ งานสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาล จึงทราบว่า ‘นางแดง’ ญาติผู้พี่ผู้น้องของคนไข้บอกฝ่ายการเงินและงานสงเคราะห์เมื่อแรกรับว่ามีเงินอยู่หมื่นกว่าบาท ดังนั้นฝ่ายการเงินซึ่งไม่เชื่อว่าทั้งน้องของคนไข้ และตัว ‘นางไบ๋’ จะไม่มีเงินจึง ‘ทวงถาม’ ว่าในเมื่อบอกว่ามีเงิน ทำไมไม่จ่าย
ภายหลังนางไบ๋ บอกพี่บุญว่า ที่เคยพูดกับโรงพยาบาลว่ามีเงินหมื่นกว่าบาท เพราะระหว่างที่เดินทางไปโรงพยาบาล คนขับรถสอนว่าให้บอกหมอว่ามีเงิน ถ้าบอกว่าไม่มีเงินจะไม่ได้รับการรักษา
พี่บุญจึงอธิบายเจ้าหน้าที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ว่าคนไข้และครอบครัวไม่มีเงินจริงๆ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เชื่อ และบอกให้นางไบ๋เอาเงินมาจ่ายประมาณ 6,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินครึ่งหนึ่งของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดกว่า 13,000 บาท แต่ทั้ง ‘นางแดง’ น้องของคนไข้เเละพี่บุญก็ยืนยันว่าไม่มี เจ้าหน้าที่ต่อรองว่าขอให้จ่าย 2,500 บาท พี่บุญจึงบอกว่าพอมีติดตัวมาแค่ 1,500 บาทเท่านั้น จึงขอพบหัวหน้าห้องฝ่ายสงเคราะห์ของโรงพยาบาลสวนดอก
เมื่อพบหัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พี่บุญได้อธิบายและยืนยันว่าทั้งครอบครัวและญาตินางไบ๋ไม่มีเงินจริงๆ บ้านก็มีฐานะยากจน เป็นคนไร้สัญชาติ หัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์จึงให้จ่ายเท่าที่มี เมื่อมีเงินแล้วค่อยมาจ่ายทีหลังก็ได้ พี่บุญจึงเทกระเป๋าจ่ายไป 1,500 บาท โดยขั้นตอนการรักษาคนไข้ยังเหลือการตัดไหมที่เย็บเปลือกตา ซึ่งพยาบาลบอกว่าให้ไปตัดที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่เหลือ นางไบ๋ต้องทำสัญญารับสภาพหนี้ค่าใช้จ่ายกับโรงพยาบาล และนำเงินมาจ่ายเมื่อมีความสามารถที่จะจ่ายได้ และหากนางไบ๋ยังไม่มีความสามารถที่จะจ่ายได้ โรงพยาบาลจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายนี้เอง
000
ด้านนางสาวประดิษฐา ปริยแก้วฟ้า เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์หรือ Map กล่าวถึงแนวทางของมูลนิธิที่ให้คำแนะนำ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติและแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลว่า มูลนิธิมักได้รับการขอความช่วยเหลือจากกลุ่มแรงงานข้ามชาติและแรงงานชาติพันธุ์เป็นประจำ
กรณีที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่ถือ บัตรอนุญาตทำงานคนต่างด้าว ทางมูลนิธิจะไม่ได้ช่วยค่ารักษาพยาบาล เพียงแต่จะแนะนำขั้นตอน เพราะแรงงานที่ถือบัตรประเภทนี้จะใช้สิทธิเช่นเดียวกับ 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีจำนวน 1,900 บาทอยู่แล้ว แบ่งเป็นค่าตรวจสุขภาพประจำปี 600 บาท และค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาท ซึ่งรัฐบาลจะนำเงินจำนวนนี้เป็นกองทุนรักษาพยาบาลให้กับแรงงานต่างด้าวที่ถือบัตรอนุญาตทำงาน โดยคนงานจ่ายเงินสมทบครั้งละ 30 บาทต่อการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในแต่ละครั้ง
กรณีคนงานที่ถือบัตรสีต่างๆ พวกเขาต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตามในโรงพยาบาลที่ตนรับการรักษา
กรณีที่ลำบากที่สุดคือ คนงานไร้รัฐไร้สัญชาติที่ไม่ถือเอกสารแสดงสถานะบุคคลใดๆ ในทางปฏิบัติเพื่อทำให้พวกเขาเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทางมูลนิธิจะพาผู้ป่วยไร้สัญชาติไปขอความอนุเคราะห์กับฝ่ายสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลนั้นๆ เพื่อขอลดค่ารักษาพยาบาล โดยโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีกองทุนสังคมสงเคราะห์อยู่ โรงพยาบาลช่วยลดได้ตามที่จำเป็น ที่เหลือทางมูลนิธิก็จะช่วยจ่ายสมทบ
เรื่องนี้ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร เสนอทางออกของการรักษาพยาบาลคนไร้รัฐไร้สัญชาติเอาไว้ในบล็อกอาจารย์แหวว[2] ว่า “โรงพยาบาลควรจะต้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนให้เงินสงเคราะห์ดังกล่าว หรือพยายามก่อตั้ง “กองทุนชุมชนเพื่อสุขภาพ” ซึ่งหลายที่ก็ทำกัน อาทิ โรงพยาบาลระนอง โรงพยาบาลสังขละบุรีในยุคหนึ่ง แต่ที่โรงพยาบาลต้องไม่ทำ ก็คือ การปฏิเสธที่จะรักษาพยาบาล”
รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ ยังเสนออีกว่า[3] รัฐไทยควรมีระบบคิดเกี่ยวกับหลักประกันสำหรับคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในสังคมไทย การปฏิเสธสิทธินี้โดยสิ้นเชิง คงมิใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งในแง่มนุษยธรรมและกฎหมายที่ผูกพันรัฐไทย รัฐไทยควรจะยอมรับให้หลักประกันสุขภาพแก่มนุษย์ทุกคนที่ปรากฏตัวบนแผ่นดิน
|
สถานะบุคคลตามกฎหมายของนางไบ๋ ลุงอ่อง เรียบเรียงจาก อริยะ เพ็ชร์สาคร, “กรณี นางไบ๋ ลุงอ่อง”วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 [4] โดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2551
เนื่องจากตัวนางไบ๋เองก็ไม่อาจให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่าเธอเกิดเมื่อไร แต่นางไบ๋พยายามบอกว่าเธอนั้นอายุประมาณ 25 ปี พ่อ-นายบุญปั๋น ลุงอ่อง และแม่ของเธอ-นางลาย ลุงอ่อง ยังมีชีวิตอยู่ แม่ของนางไบ๋ได้ไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว มี แบบพิมพ์ทะเบียนประวัติรับรองให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ (หรือแบบพิมพ์ประวัติแรงงานต่างด้าว) ขณะที่นางไบ๋พยายามยืนยันว่าตนเองเกิดที่บ้านร่มไทย ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการเกิดที่บ้าน และมีพยานรู้เห็นการเกิด ชื่อว่านางโบแดง (แรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียน) แต่จากการสอบถามพี่บุญ ได้ระบุว่า นางไบ๋เกิดนอกประเทศไทย และเพิ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาได้ 2 ปี และยังคงเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าอยู่ตลอด และด้วยความที่นางไบ๋เดินทางข้ามไป-มาระหว่างประเทศไทยกับพม่านี้เองที่อาจเป็นสาเหตุที่ให้นางไบ๋ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ผลที่ตามมาคือนางไบ๋ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใดๆ เลยที่ออกโดยรัฐไทย จากข้อมูลเบื้องต้นจากพี่บุญ ทำให้มีความน่าเชื่อว่า นางไบ๋อาจตกหล่นการบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศพม่า ซึ่งเท่ากับว่านางไบ๋มีสถานะเป็น “คนไร้รัฐ” การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของนางไบ๋ ลุงอ่อง ก็คือ เนื่องจากข้อเท็จจริงของนางไบ๋ เป็นคนเข้าเมืองมาเพื่อมาหางานทำ นางไบ๋จึงควรไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเพื่อที่จะได้มีแบบพิมพ์ทะเบียนประวัติรับรองให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งหมายถึงการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐไทย |
[1] รายงานนี้อาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์นางบุญ พงษ์มา เจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ 12 กุมภาพันธ์ และ 17 เมษายน พ.ศ.2551
[2] นอกจากนี้ ยังมีผู้รวบรวมกรณีศึกษากรณีคนไร้รัฐไร้สัญชาติเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โปรดดู จุฑิมาศ สุกใส, ทบทวนเรื่องเล่าที่เคยเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เมื่อมีคนไร้รัฐไร้สัญชาติเข้ารับการรักษา, 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 ใน http://gotoknow.org/blog/health4stateless-a2/165528
[3] พันธุ์ทิพย์, อ้างแล้ว
[4] http://gotoknow.org/blog/ariyathesis/164870
ดีมากๆ