การจัดการความรู
KNOWLEDGE MANAGEMENT
"Knowledge Management" หมายถึง สุภาวดี ฉายวิมล (AIS : 2548) ให
การบริหารความรู หรือการจัดการความรู หรือการ ความสําคัญไววาความรูเปนตัวขับเคลื่อนหลักใน
บริหารจัดการความรูในที่นี้ก็คือนัยเดียวกันซึ่งตอไป การเปลี่ยนแปลง ความรูเกิดขึ้นทุกๆ วันถารวบรวม
ในเนื้อหานี้จะใชสัญลักษณ "KM" เปนหลักซึ่งจะ ไวจะเปนความรูขององคกรทําใหเกิดปญญาปฏิบัติ
พูดถึงประเด็นดังตอไปนี้ ตอยอดเกิดความรูใหมไมมีที่สิ้นสุด
KM คืออะไร สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ
มีองคความรูอะไรในหนวยงาน ราชการ : ก.พ.ร. (2547 : 19) ไดอธิบายเรื่องการ
ทําไมตองทํา KM บริหารความรูในองคกรวาเปนการนําความรูมาใช
จะดําเนินงาน KM ไดอยางไร พัฒนาขีดความสามารถขององคกรใหมากที่สุด
ประโยชนที่พึงได จาก KM โดยมีกระบวนการในการสรรหาความรูเพื่อถายทอด
บทสรุป KM และแขงขันไปยังบุคลากรเปาหมายไดอยางถูกตอง
เหมาะสม
1
KM (Knowledge Management) คืออะไร
การจัดการความรู..(Knowledge
การจัดการความรู จึงนาจะหมายถึงขอบขาย
องคประกอบเหลานี้ คือ
Management)
มีผูใหความหมายบางทัศนะ
1. เปนกระบวนการ หรือวิธีการรวบรวม
ตัวอยาง เชน วิจารณ พานิช (2547 : 4) นิยามวา
เปนกระบวนการ (Process) ที่ดําเนินการรวมกัน
โดยผูปฏิบัติงานในองคกร เพื่อสรางและใชความรู
ในการทํางาน ใหเกิดสัมฤทธิ์ผลดีขึ้นกวาเดิม
วีระเดช เชื้อนาม (2548) สรุปไววาเปน
วิธีการจัดการขอมูลที่เปนความรูใหเปนระเบียบ
ครบถวนตามที่ตองการ และงายตอการคนหาเพื่อ
เปนการเก็บรักษาความรูใหควบคูกับองคกร
ตลอดไป ซึ่งจําเปนตองมีระบบที่รวดเร็ว สะดวก
งายตอการคนหาและตัดสินใจ
ความรู
2. กระทําโดยผูปฏิบัติงานในองคกรนั้นๆ
3. เปนการสรรหา สราง รวบรวม
ความรูใหเปนระบบ
4. การเขาถึงและนํามาใชสะดวกงายตอ
การสืบคน
5. กอใหเกิดปญญาปฏิบัติในการ
ปฏิบัติงาน
6. ตองมีการถายทอดและพัฒนาไม
สิ้นสุด
7. การนํามาใชพัฒนาขีดความสามารถ
ขององคกร
8. มีการถายทอดและแบงปนความรูตอ
กัน
มีองคความรูอะไรในหนวยงาน
ความรู (Knowledge) ที่มีอยูในหนวยงาน
ซึ่งปฏิบัติสืบเนื่องติดตอกันมานอกเหนือจาก
ระเบียบ แบบแผน ขอกฎหมายแลวก็ยังมีเชน
ประสบการณบุคคล วิธีการพัฒนางาน การศึกษา
คนควา การวิจัย บทเรียนความสําเร็จ ความลมเหลว
เปนตน ทั้งที่เกิดขึ้นแลว กําลังเกิดขึ้น และจะ
เกิดขึ้นในอนาคต ลวนมีคุณคาที่กระจัดกระจาย ไม
มีการรวบรวมจัดระบบที่ดีพอ และบางอยางเหลือ
แตความสําเร็จใหเลาขาน โดยถูกลืมกระบวนการวิธี
ไปสูความสําเร็จนั้น
จากการสํารวจองคกรชั้นนําของโลก
(บดินทร วิจารณ 2547 : 39) คําถามวา
"ทรัพยากรอะไรที่จะกอใหเกิดมูลคาและคุณคาเพิ่ม
มากที่สุดในองคกร" ผลออกมาวา " คน " มี
ความสําคัญมากที่สุดถึง 43 % เงิน 19% องคกร
(Intellectual Capital) ซึ่งมีความนาเชื่อถือและ
ความสามารถในองคกรในหลายๆ ดาน เชน ภาวะ
ผูนํา ความรู ความสามารถ ขององคกร เปนตน
สํานักงานพัฒนาระบบราชการ ( ก.พ.ร. )
ไดจําแนกความรูไว 2 ประการ (2547 : 19, 20)
1. (Tacit Knowledge)
เปนความรูที่ไดจากประสบการณ พรสวรรค หรือ
สัญชาติญาณของแตละบุคคลในการทําความเขาใจ
ในสิ่งตาง ๆ เปนความรูที่ไมสามารถถายทอด
ออกมาเปนคําพูด หรือลายลักษณอักษรไดโดยงาย
เชน ทักษะการทํางาน งานฝมือ หรือการคิดเชิง
วิเคราะห บางคนจึงเรียกวาเปนความรูแบบ
"นามธรรม"
2. (Explicit Knowledge)
เปนความรูที่สามารถรวบรวม ถายทอดได โดยผาน
วิธีตางๆ เชน การบันทึกเปนลายลักษณอักษร ทฤษฎี
คูมือตางๆ และบางครั้งเรียกวาเปนความรูแบบ
"รูปธรรม"
นักวิชาการบางทานใหความเห็นวา ความรู
2
เชน การปรับกระบวนการและองคกร 17 % แบบ "นามธรรม" เปนความรูในตนจะอยูในสมอง
ความสัมพันธ 15% และสิ่งอํานวยความสะดวกอื่น
ๆ 6% นั่นหมายความวา คนมีความสําคัญมากที่สุด
เพราะเปนผูใชเทคนิคและทําใหเปนจริงในทุก ๆ
คน เชื่อมโยงกับประสบการณ ความเชื่อ คานิยม ไม
สามารถถายทอดออกมาไดทั้งหมด สวนความรูแบบ
"รูปธรรม" เปน "ความรูในกระดาษ" ซึ่งอยูใน
ดานไมวาจะเปนผลผลิต การบริการ
บริหารจัดการ
และการ
เอกสาร วารสาร คูมือ คําอธิบาย คอมพิวเตอร
Internet ฐานขอมูล (Context - Free) และย้ําวา ตอง
ดานทุนปญญาในองคกร บดินทร วิจารณ
(2547 : 36,37) ไดใหขอมูลไววา "คุณคา" ที่
สามารถวัดไดทางบัญชี (Tangible Asset) เพียง
20% แคอีก 80% เกิดจากคุณคาที่เกิดจากทรัพยสิน
ไมมีตัวตน (Intangible Asset) หรือทุนทางปญญา
รูจักใชความรูทั้งสองประเภทอยางสมดุล
จึงนาจะสรุปไดวาในสภาพความเปนจริง
ความรูในหนวยงานมีอยูหลากหลายมาก ทั้งความรู
เฉพาะตัว ความรูทั่วไป ความรูในคน ความรูใน
กระดาษ ซึ่งความรูในคนมีคุณคา และสําคัญสูงสุด
"ในการบริหารราชการแนวใหม
สวน
3
การนําความรูมาใชอยางสมดุล จึงเปนทางเลือกที่
ราชการจะตองพัฒนาความรู
ความเชี่ยวชาญให
ตองพยายามจัดการขับเคลื่อนอยางตอเนื่องในทุก
เพียงพอแกการปฏิบัติงานใหสอดคลองกับสภาพ
หนวยงาน
สังคม
ที่เปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็วและ
สถานการณของตางประเทศ
ที่มีผลกระทบตอ
ทําไมตองทํา KM
"ในโลกยุคสังคมแหงความรูยุคโลกาภิวัฒน
ประเทศไทยโดยตรง ซึ่งในการบริหารราชการตาม
พระราชกฤษฎีกานี้จะตองมีการวางแผนการปฏิบัติ
และยุคแหงการเปลี่ยนแปลง"
หนวยบริการ
ราชการทุกระยะ ตองมีการปรับแผนเพื่อใหบรรลุ
สาธารณะหรือที่เรียกวาหนวยราชการจะตอง
ปรับตัว เปลี่ยนกระบวนทัศนใหม และเปลี่ยนวิธี
เปาหมายตองมีการกําหนดผลสัมฤทธิ์ของงานที่เปน
ความจริง ฉะนั้น แนวความคิดของผูปฏิบัติงาน
ทํางานใหม
มิฉะนั้นสังคมไทยจะไมสามารถ
ภาครัฐ จะตองเปลี่ยนแปลงทัศนคติเดิมเสียใหมจาก
แขงขันไดในสังคมโลก (วิจารณ พานิช 2547 : 2)
การที่ยึดแนวความคิด วาตองปฏิบัติงานตามระเบียบ
พระราชกฤษฎีกาวาดวย หลักเกณฑและ
แบบแผนที่วางไว
ตั้งแตอดีตตอเนื่องจนถึง
วิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ.2546
ปจจุบัน เนนการสรางความคิดใหมๆ งานวิชาการ
บัญญัติไวในมาตรา 11 วา
ใหม
และนํามาปรับใชกับการปฏิบัติราชการ
"สวนราชการมีหนาที่พัฒนาความรูในสวน
ตลอดเวลาในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จึงกําหนด
ราชการ เพื่อใหมีลักษณะเปนองคกรแหงการเรียนรู
เปนหลักการวา
สวนราชการตองมีการพัฒนา
อยางสม่ําเสมอโดยตองรับรูขอมูลขาวสารและ
สามารถประมวลผลความรูในดานตางๆ เพื่อนํามา
ประยุกตใชในการปฏิบัติราชการไดอยางถูกตอง
รวดเร็วและเหมาะสมตอสถานการณ รวมทั้งตอง
ความรูเพื่อใหมีลักษณะเปนองคกรแหงการเรียนรู
อยางสม่ําเสมอ"
รายละเอียดคําอธิบายวิธีการจัดทําคํารับรอง
การปฏิบัติราชการและการติดตามประเมินผลการ
สงเสริมและพัฒนาความรู
ความสามารถ สราง
ปฏิบัติราชการ ตามคํารับรองการปฏิบัติราชการของ
วิสัยทัศน และปรับเปลี่ยนทัศนคติของขาราชการใน
สวนราชการ
ประจําปงบประมาณ 2548 ได
สังกัดใหเปนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการ
เรียนรูรวมกันทั้งนี้เพื่อประโยชนในการปฏิบัติ
กําหนดใหสวนราชการกลุมทาทายตองปฏิบัติไว 4
มิติ คือ (1) มิติดานประสิทธิผลตามยุทธศาสตร (2)
ราชการของสวนราชการใหสอดคลองกับการ
มิติดานคุณภาพการใหบริการ (3)
มิติดาน
บริหารราชการใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราช
กฤษฎีกานี้"
และในคูมือการดําเนินการตามพระราช
กฤษฎีกาดังกลาว ของสํานักงาน ก.พ.ร. ในหมวด
ที่ 3 การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอ
ภารกิจของรัฐ ขอ 3 ความวา
ประสิทธิภาพของการปฎิบัติราชการและ (4) มิติ
ดานการพัฒนาองคกร ซึ่งในมิตินี้ไดกําหนดตัวชี้วัด
ความสําเร็จการบริหารความรูในองคกรไวดวย
ความจําเปนของการทํา KM บดินทร
วิจารณ (2547 : 10) ใหทัศนะประกอบเหตุผล
สรุปวา
หนวยงานของเราปฏิบัติงาน เชน
ลักษณะเดียวกันกับหนวยงานในปจจุบันและ
อนาคตจะเปนในลักษณะคูแขงอยางหลีกเลี่ยงไมได
องคกรตองปรับตัวใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีใหม เขามาอยางตอเนื่องเปน
ตัวเรง
ความรูจะมากขึ้นเทาตัวในชวง 2 -3 ป
ขางหนาการเรียนรูที่เร็วกวาคูแขง (Faster Learning)
คือหนทางแหงชัยชนะ
โลกยุคใหม เนนทั้งความรูและความ
รวดเร็ว (Speed)
ภายในองคกรของเรามีลักษณะบางประการ
กลาวคือ
เราทําผิดซ้ําซากในสิ่งเดิม ๆ
ความรูอยูที่ผูเชี่ยวชาญ เมื่อลาออกไป
ความรูก็ไปกับตัวเขาดวยทําใหองคกรขาดความรู
นั้นไป
เรามี Best Practice ที่มีในองคกรหลาย
อยาง แตไมมีการจัดการและนํามาใชประโยชน
เรามีความคิดริเริ่มซ้ําซอนกันหรือเรื่อง
เดิมซ้ํา ๆ กัน
จึงควรจะสรุปไดวา การบริหารจัดการ
ความรูในองคกรไมเพียงเปนขอกําหนดที่สวน
ราชการตองปฏิบัติ ในสาระสําคัญนี้หนวยงานมี
ความจําเปนตองปรับตัวเปลี่ยนแปลงใหทันกับยุค
สมัยและคูแขง โดยการนําและพัฒนาองคความรูมา
ใชในการสรางคนสรางงาน สรางฐานความรูไปสู
ประสิทธิภาพในทุกดาน
จะดําเนินงาน KM ไดอยางไร
"รูอะไรไมสูรูวิชา" สุนทรภู กวีเอกของ
โลกบันทึกไวใหรุนหลังไดศึกษา ประเด็นที่ควร
คํานึง คือ จะรูอะไร อะไรควรรูหรือไมควร วิจารณ
พานิช (2547 : 4) ไดจําแนกระดับความรูไว 4
ระดับ กลาวคือ
1. Know - What เปนความรูเชิงทฤษฎี
ลวนๆ เปรียบเสมือนความรูของผูจบปริญญาตรี
หมาดๆ เมื่อนําความรูเหลานี้ไปใชงาน ก็จะไดผล
บาง ไมไดผลบาง
2. Know - How เปนความรูที่มีทั้งเชิง
ทฤษฎี และเชิงบริบทเปรียบเสมือนความรูของผูจบ
ปริญญาและมีประสบการณการทํางานระยะหนึ่ง
เชน 2 - 3 ป ก็จะมีความรูในลักษณะที่รูจักปรับให
เขากับสภาพแวดลอมหรือบริบท
3. Know - Why เปนความรูในระดับที่
อธิบายเหตุผลไดวาทําไมความรูนั้นๆ จึงใชไดผลใน
บริบทหนึ่ง แตใชไมไดผลในอีกบริบทหนึ่ง
4. Care - Why เปนความรูในระดับคุณคา
ความเชื่อซึ่งจะเปนแรงขับดันมาจากภายในจิตใจ
แตตองกระทําสิ่งนั้น ๆ เมื่อเผชิญสถานการณ
การจัดการความรู เปนกระบวนการที่เปน
วงจรตอเนื่องเกิดการพัฒนาสม่ําเสมอการจัดการ
ความรูเปนเครื่องมือ มิใชเปาหมาย
การจัดการความรูอยางงาย
วิจารณ พานิช (2547 : 9) แนะนําไววา
ตองดําเนินการอยางงายที่สุด ไมเนนการใช
เครื่องมือหรูหราหรือยุงยากเริ่มจากกิจกรรมดีๆ เชน
4
Best Practice กิจกรรมสรางสรรคงานประจําที่มีอยู
แลวในหนวยงานนํามาจัดประชุม แลกเปลี่ยน
เรียนรูโดยมีผูทรงคุณวุฒิชวยกระตุนรวมตั้งคําถาม
ใหกลุมเหลานั้นนําเสนอกิจกรรมของตนอยางมี
ชีวิตชีวา และเกิดการเรียนรูที่ทรงพลัง
และไดใหหลักการจัดการความรูไว...4
ประการ ไดแก (วิจารณ พานิช, 2547 : 5)
1. หลากหลายวิธี
คิดทํางานนั้นอยางสรางสรรค ถาหากภายในองคกร
มีความเชื่อ หรือวิธีคิดแตกตางกัน การจัดการจะมี
พลังซึ่งความแตกตางหลากหลาย (Heterogeneity)
มีคุณคามากกวาความเหมือน (Homogeneity)
2. รวมกันพัฒนาวิธีทํางานในรูปแบบใหมๆ
เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กําหนดไว ประกอบดวย
การตอบสนองความตองการ
(Responsiveness) ของผูรับบริการ หรือของสังคม
หรือความตองการที่กําหนดโดยผูบริหาร
นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งอาจเปน
วิธีการใหม ๆ
ขีดความสามารถ (Competency) ของ
บุคลากร
ประสิทธิภาพ (Efficiency)ในการทํางาน
3. ทดสอบและเรียนรู เนื่องจากกิจกรรม
จัดการความรูเปนกิจกรรมสรางสรรคซึ่งหมายถึง
การคิดแบบ "หลุดโลก" จึงตองมีวิธีดึงกลับมาสู
ความเปนจริงของโลก โดยทดลองทําเพียงนอย ๆ
ถาลมเหลวก็เสียหายไมมากนัก ถาไดผลดีก็ขยายให
มากขึ้น จนที่สุดขยายเปนวิธีทํางานแบบใหม หรือ
ได Best Practice ขึ้นใหมนั้นเอง
4. การนําความรูจากภายนอก... .อยาง
เหมาะสมโดยตองถือวาความรูจากภายนอกยังเปน
ความรูที่ยัง "ดิบ" ตองทําให "สุก" ใหพรอมใชใน
บริบทของเรา โดยการเติมความรูเชิงบริบทลงไป
และเสริมดวยประเด็นหาคําตอบ เชน
มีใครหรือเหตุการณใดเปนตัวกระตุนให
เกิดการพัฒนางานจนเกิด Best Practice
ชวงเวลาการพัฒนา มีใครบางเขามามี
สวนรวม รวมอยางไร เกิดกระบวนการอะไรบาง
เปนปจจัยไปสูความสําเร็จ ความยากลําบากมีอะไร
เอาชนะอุปสรรคไดอยางไร
ใชความรูอะไรบางในการดําเนินกิจกรรม
ดังกลาว เอาความรูมาจากไหน
มีแผนจะทําใหดีขึ้นอยางไร ตองการ
ความชวยเหลืออะไรบาง
คิดวาหนวยงานใดบางที่นาจะเรียนรูจาก
กิจกรรมกลุมของทานได
มีความรูอะไรบางที่พรอมจะแลกเปลี่ยน
กับเพื่อนรวมงาน ในหนวยงานอื่น ภายนอกองคกร
เปนตน
กระบวนการจัดการความรู บดินทร วิจารณ
(2547 : 45 - 46) แนะนําองคกรตางๆ ไว 5 ขั้นตอน
คือ
1. Dfine การกําหนดชนิดของความรูที่
ตองการหลักๆ ขององคกร
2. Create การสรางทุนปญญา หรือการ
คนหา ใชประโยชน จากสิ่งที่มีอยูแลว
การสอนงานภายในองคกร และอาจ
ตองเสาะหาจากภายนอกหรือการ
เรียนรูจากผูอื่น
3. Capture การเสาะหา และจัดเก็บองค
ความรูในองคกร ใหเปนระบบ
5
4. Share การแบงปนแลกเปลี่ยนเผยแพร
กระจาย ถายโอนความรู หลายรูปแบบ
และหลายชองทาง
5. Use การใชประโยชน การนําไป
ประยุกตใชงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์ และ
เกิดเปนปญญาปฏิบัติ
จาก 5 ขั้นตอนดังกลาว ตั้งแต การกําหนด
ความรูที่ตองการการสรางความรู การเสาะหาจัดเก็บ
การแบงปนแลกเปลี่ยน และการนําไปใชปฏิบัติงาน
ในธรรมชาติองคกร มีปจจัยที่เกื้อหนุนเปนพื้นฐาน
อยูแลว
ปจจัยที่เอื้อตอการจัดการความรูใน
หนวยงานทางการศึกษาที่เปนอยูพบวา ตั้งแตเริ่มตน
การปฏิบัติงานทั้งในตัวและรอบๆ ตัวบุคคลมีความ
รูอยูมากมาย เปนตนวา ความคิด กระบวนการคิด
การทํางานการจัดการเรียนการสอนผลงานวิชาการ
ของบุคคล ผลงานคนควาวิจัยประกอบการศึกษาตอ
ขาวสาร หนังสือพิมพ มุมหนังสือ หองสมุด
Intranet Internet เปนตน ในแงกระบวนการจัดการ
มีปจจัยเอื้อในการสนับสนุน ไดแก การดื่มน้ําชา
กาแฟในหนวยงาน (Coffee Talk) การสนทนา
การระดมความคิด การเขียนรายงาน การเขียน
บทความ การจัดประชุม การสัมมนา การเขาหา
แหลงเรียนรู การศึกษาดูงาน การรับฟงความเห็น
ผูปกครอง การจัดนิทรรศการ ตลาดนัดวิชาการ
การแลกเปลี่ยนเรียนรูในสถานศึกษา และระหวาง
สถานศึกษาหรือองคกรอื่น
ถาหากวาจะยืนยันวาการจัดการความรูเรามี
แลวยัง คําตอบไดวามีแลว ทําแลว และหลากหลาย
ดวยซ้ํา เพียงแตการจัดระบบและพัฒนานํามาใชเทา
นั้นเองที่ตองปรับปรุง ทบทวน
ในยุคปจจุบัน ICT เขามีเกี่ยวของในวง
การศึกษาคอนขางมาก การเรียนรู การเขาถึงความรู
ไดมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งที่เนนความรวดเร็ว
และไดความรูที่กวางขวาง คณะทํางาน สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (คําสั่ง
ที่ 36/2548 ลงวันที่ 14 มกราคม 2548) ไดสรุป
เสนอแนะระบบการบริหารจัดการความรู
(Knowledge Management System : KMS) โดยนํา
ICT มาใช ไววา ระบบการบริหารจัดการความรู
(KMS) ควรประกอบดวยระบบฐานความรู
(Knowledge Base System : KBS) ศูนยบริหาร
จัดการความรู (Knowledge Management Center :
KMC) ระบบการเขาถึงความรู (Knowledge Access
System : KAS)
ซึ่ง KBS ประกอบดวย 2 สวน คือ ระบบ
การจัดเก็บ Database และกลุมความรู (Knowledge
Group : KG) ที่แยกยอยออกเปนหมวดหมู
ตัวอยางเชน
- ความรูในการปฏิบัติงาน (Working
Knowledge)
- วิธีการปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยม(Best Practice)
- การศึกษารายกรณี (Case Study)
- ความรูจากภายนอกหนวยงาน (External
Knowledge)
- E - knowledge
- การสรุปยอหนังสือ (Book Briefing)
เผยแพรแกคนอื่น
- การถามผูเชี่ยวชาญ (Ask an Expert)
- การจัดชองทางแบงปนแลกเปลี่ยนความรู
(Knowledge Sharing Board)
6
การลงมือปฏิบัติ บดินทร วิจารณ (2547 :
221 - 225) ไดใหแนวทางพัฒนาที่เอื้อตอการ
ดําเนินงาน ดังนี้
1. การใฝรู ใฝเรียน (Personal Mastery)
2. การมีวิสัยทัศนรวมกัน (Shared Vision)
3. การเรียนรูเปนทีม (Team Learning)
4. โมเดลความคิด (Mental Model) เปน
กรอบความคิดที่จะสงผลตอการเรียนรูและเขาใจ
5. การเสวนากัน (Dialogue)
6. การคิดอยางเปนระบบ (Systems -
Thinking)
ในการดําเนินการจัดใหมีกระบวนการ
จัดการความรู จะเกิดขึ้นไดจริงในองคกรนั้น
จะตองไดรับการสนับสนุนจากผูนําสูงสุดในองคกร
จึงจะประสบความสําเร็จไดสูงมาก และเพื่อ
ประกันความสําเร็จนั้นจะตองมีการจัดตั้งทีมงาน
อยางเปนทางการ
ขั้นตอนการนําKM ไปสูการปฏิบัติ บดินทร
วิจารณ (2547 : 241 - 244) แนะนําไว ดังนี้
1. กําหนดและสรางทีมงานจัดการองค
ความรูในองคกร
2. กําหนดกลยุทธ KM ขององคกร
3. ดําเนินการสํารวจระบบการจัดความรูที่
มีอยูแลวในองคกร
4. คัดเลือกโดยการนํารอง
5. พัฒนาโครงสรางการจัดการ KM ใน
องคกร
6. กําหนดเทคโนโลยีสนับสนุนการ
จัดการ
7. กําหนดแผนปฏิบัติการหลัก
8. การติดตามควบคุมและปดโครงการ
เมื่อโครงการบรรลุเปาหมายรายปจะตองมี
การทบทวนกระบวนการทํางานทั้งหมดทั้งในสวน
ที่สําเร็จ และบทเรียนที่เกิดขึ้น เพื่อนํามาเปนขอมูล
ปอนกลับและปรับปรุงกระบวนการใหดียิ่งขึ้น
ตอไป
ขอควรคํานึงที่ KM ไปไมตลอดรอดฝงฝน
ไดแก
หนวยงานไมมีความตองการ แรงจูงใจ
หรือแรงกระตุน หรือเล็งเห็นประโยชนของ KM
เพียงพอ ซึ่งจะเปนเรื่องของอารมณ (EQ) มากกวา
ความรูในรายละเอียด (IQ)
ในการจัดทํา KM ไมมีการกําหนด
องคความรู ขององคกรที่สอดคลองกับภารกิจของ
หนวยงาน ไดสงผลถึงความสําเร็จของหนวยงาน
ผูนําองคกร ไมเขาใจและไมใหการ
สนับสนุน การสราง KM เปนไปไดยาก
ในองคกรยังไมไดมีคานิยม และปลูกฝง
วัฒนธรรมการเรียนรู และการแลกเปลี่ยนความรูให
เกิดขึ้นแตละบุคคล
การจัดการความรูไมไดเชื่อมโยงไปสู
เปาหมายเชิงธุรกิจขององคกร
ไมมีการวัดผลการดําเนินงาน ทําใหไม
สามารถปรับปรุงพัฒนาได
ไมมีระบบที่เอื้อตอการสรางบรรยากาศ
การเรียนรูและการสรางองคความรูในองคกร เชน
การใหรางวัล ทั้งรูปแบบที่เปนตัวเงิน หรือไมเปน
ตัวเงิน ที่จะสรางแรงจูงใจใหเกิด การแบงปน
ความรูกัน
นอกจากนั้นยังพบวา การโยกยายสับเปลี่ยน
ตําแหนงผูบริหารหนวยงานมักจะสงสัญญาณวา
"ผูนําคนใหมมาแลว" ที่จะตองปรับปรุง
7
เปลี่ยนแปลง แนวคิดใหมเฉพาะตน อุปมา "คนเกา
สรางเจดีย คนใหมมาก็รื้อเจดีย และสรางใหม.......
ไมสิ้นสุด" ขาดการตอยอดองคความรูขอมูลเดิมใน
การพัฒนาปญหาจึงวนเวียนซ้ําๆ ปรากฏอยูบางบาง
หนวยงาน
จึงพอจะสรุปไดวา การนํา KM มาใชใน
หนวยงานไมเปนเรื่องที่ยุงยากเลย ควรเริ่มตนจาก
วิธีงายๆ พัฒนาตอยอดไปตามลําดับ ปจจัยที่เอื้อตอ
การดําเนินงานทั้งองคความรู และวิธีการเราได
ดําเนินการเปนพื้นฐานอยูแลวการจําแนกองคความรู
ที่จําเปนนํามาใชและการวิเคราะหความรูนําเขาไป
เสริมสวนที่ขาด "บรรยากาศ" "ภาวะผูนํา" และ
"ทีมงาน" จึงควรเปนฐานหลักที่เขมแข็ง จึงจะ
ประกันความสําเร็จของการทํา KM ไปถึงฝงฝนได
ประโยชนที่พึงไดจาก KM
ในบทบัญญัติ มาตรา 4 แหง พ.ร.บ.
การศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กําหนดไววา " การศึกษา"
หมายความวา กระบวนการเรียนรู เพื่อความเจริญ
งอกงามของบุคคล และสังคมโดยการถายทอด
ความรู การฝก การอบรมการสืบสานทางวัฒนธรรม
การสรางสรรคจรรโลง ความกาวหนาทางวิชาการ
การสรางองคความรูจากการจัดสภาพแวดลอม
สังคม การเรียนรูและปจจัยเกื้อหนุนใหบุคคลเรียนรู
อยางตอเนื่องตลอดชีวิต
การจัดการความรู (KM) ก็คือแนวทาง
หนึ่งจะสงเสริมใหองคกรขับเคลื่อนเขาสูบทบัญญัติ
ดังกลาว และนอกจากนี้ สิ่งที่พึงไดของหนวยงาน
กลาวคือ
KM เปนเครื่องมือการปฏิบัติงาน
KM เปนเครื่องมือสนับสนุนงาน
KMเปนตัวชวยในการปรับปรุงและสราง
ผลงานอยางตอเนื่อง
KM เปนสวนหนึ่งของโครงการเสมอ
KM เปนพื้นฐานขององคกร
KM จะชวยในการ Traning บุคลากร
KM เหมือนเครื่องยนต ถา "เกา" วิ่งชา ถา
"ใหม" วิ่งเร็ว หนวยงานที่กาวหนาตองพึ่งพาความรู
ใหม
KM ทําได และเปนประโยชนแกทุก
หนวยงาน และในที่สุดแลว จะบรรลุเปาหมายและ
"ความรูที่สมบูรณมันจะทําใหเกิดความสุข ในขณะ
ที่กําลังทํางานนั่นเอง" (พุทธทาสภิกขุ , 2540 : 102)
นั่นคือ ถาหากนํา KM มาใชจะกอใหเกิด
ผลงานที่มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์สูงยิ่งขึ้น
บุคลากรผูปฏิบัติงานอันไดแก ขาราชการ ลูกจาง
ทุกระดับ แตที่ไดประโยชนมากที่สุดคือขาราชการ
ผูนอย และระดับกลาง ไดรับการพัฒนา หนวยงาน
มีฐานความรู เปนการเพิ่มพูนทุนความรูหรือทุน
ปญญา เกิดเกลียวความรู (Knowledge Spiral) ซึ่ง
จะชวยใหหนวยงานมีศักยภาพในการฟนฝาคว