การแก้ปัญหาหรือการเยียวยาก็ต้องช่วยกันดูแลรักษาทั้งระบบไม่ใช่แก้แต่สิ่งที่เห็นหรือจุดที่เป็นปัญหา
จากที่ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมฝึกในครั้งนี้ตลอดทั้ง ๔ วัน ดิฉันได้เรียนรู้หลายเรื่อง ดังนี้
-
Deep Listening ตลอดกระบวนการวิทยากรจะพูดย้ำและให้ความสำคัญกับ Deep Listening อยู่เสมอไม่ว่าจะเวลาทำสมาธิ ฟังบรรยาย เข้ากลุ่มย่อย รวมกลุ่มใหญ่ ให้ฟังอย่างลึกซึ้ง ใคร่ครวญ เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ แต่อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ลองทำเอง ยิ่งฟังได้ลึกซึ้งและเชื่อมโยงได้มากเท่าไร ยิ่งทำให้เรารู้จริงและทำให้เรามีสติมากขึ้นเท่านั้น --- ซึ่ง Deep Listening ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการใช้ KM ให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน
-
เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ สิ่งที่วิทยากรฝึกผู้เข้าร่วมอีกอย่างคือ อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเพราะต้องนำมาพิจารณา ใคร่ครวญ ทดลองใช้ แล้วจึงเชื่อ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นคำสอนของศาสนาพุทธ ดิฉันคิดว่าแนวคิดนี้ก็เหมือนกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการ KM ดังนี้
คำสอนทางพุทธศาสนา |
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ |
กระบวนการ KM |
|
๑ |
ฟังอย่างลึกซึ้ง แต่อย่าเพิ่งเชื่อ |
ตั้งสมมุติฐาน |
ฟังอย่างลึกซึ้ง แต่อย่าเพิ่งเชื่อ |
๒ |
พิจารณา ใคร่ครวญ |
พิจารณา หาข้อมูล วางแผนการทำลอง |
พิจารณา ใคร่ครวญ หาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม (BAR) |
๓ |
ทดลองปฏิบัติจริง |
ทดลองตามแผน |
ปฏิบัติจริง |
๔ |
พิจารณา ใคร่ครวญสิ่งที่ได้ทำ |
สรุปและวิเคราะห์ผลการทดลอง |
AAR |
๕ |
ตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ |
ตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ |
ตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ |
ทั้ง ๓ แนวคิดดังกล่าวเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการล้วนต้องนำไปปรับประยุกต์ใช้ เรียนรู้ต่อไปไม่สิ้นสุด
-
เชื่อมโยงกับทุกสิ่งรอบตัว สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกเรื่องคือการเชื่อมโยงของวิทยากร ถึงแม้วันสุดท้ายดิฉันจะไม่เข้าใจเนื้อหาที่วิทยากรต้องการถ่ายทอดเท่าไร แต่ตลอดกระบวนการทั้ง ๔ วันวิทยากรจะพูดเสมอว่าสิ่งที่เราทำ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นแม้เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ มันมีผลกระทบเชื่อมโยงต่อสิ่งอื่นๆ เหมือนที่พูดกันว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ดังนั้นการแก้ปัญหาหรือการเยียวยาก็ต้องช่วยกันดูแลรักษาทั้งระบบไม่ใช่แก้แต่สิ่งที่เห็นหรือจุดที่เป็นปัญหา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และในความจริงแล้วเราทุกคนก็เป็นต้นเหตุแห่งปัญหานั้นเช่นกันเพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น เพียงแค่จุดเกิดเหตุไม่ได้ตกตรงจุดที่เราอยู่เท่านั้นเอง
-
วิทยากร มีความนิ่ง ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นตามสถานการณ์มาก โดยแต่ละกระบวนการไม่เร่งรีบ ไม่บังคับผู้เข้าร่วมว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ กิจกรรมนั้นๆ ต้องจบกี่โมง วิทยากรจะสังเกตผู้เข้าร่วมและคอยปรับตลอดเวลาให้ได้ตามที่ผู้เข้าร่วมต้องการและรับได้ ไม่ใช่ปรับตามที่วิทยากรต้องการ คิดๆ แล้วก็คล้ายกับตอนไปร่วม workshop กับ สรส. ที่กระบวนการจะถูกปรับไปได้ตลอดเวลาแต่ปรับอย่างแนบเนียนและทำให้ผู้เข้าร่วมผ่อนคลาย
-
ล่าม เนื่องจากการอบรมนี้เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาที่ใช้เป็นศัพท์ชั้นสูง ไพเราะ และมีความลึกซึ้งมาก ดังนั้นการแปลจึงเป็นการช่วยกันตีความ ล่ามเพียงคนเดียวไม่สามารถแปลได้ครบถ้วน ซึ่งประทับใจทีมงานและผู้เข้าร่วม ที่ช่วยกันแปล ช่วยกันตีความเป็นอย่างดี กลายเป็นทีมล่ามเฉพาะกิจที่น่ารัก เห็นการทำงานกันเป็นทีมโดยไม่ได้นัดหมาย
สวัสดีครับ
ติดตามอ่าน ด้วยความสนใจ
เป็นการอบรมที่มีคุณค่าครับ
เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานความรู้และความคิดที่เป็นระบบ
ทำให้ย้อนคิดถึงการสอนการเรียนรู้เรื่องศาสนา การปฏิบัติธรรมของสังคมไทย
ซึ่งเป็นแบบของเรา
ทำให้คนไม่ได้เข้าถึงความรู้อย่างเป็นระบบ
เช่นการที่คนไทยชอบไปวัด เพื่อทำบุญ
ซึ่งก็ไปมุ่งอยู่ที่พิธีกรรม และการนั่งสมาธิ
นั่งสมาธิโดยยังไม่รู้หรือเข้าใจหลักการหรือกระบวนการของจิต
ยอมรับว่าการทำงานของผู้อบรมเหล่านี้มุ่งเผยแพร่ความรู้แก่ผู้อื่น ถือเป็นการให้ที่มีคุณค่า
เป็นความพยายามที่จะช่วยชีวิต(ทางจิตวิญญาน)ที่ดีครับ
ขอบคุณครับ