การฝึกฝนนี้เพื่อให้เราก้าวข้ามความคุ้นชินเดิม ความไม่มีสติ ไม่รู้ตัว เปลี่ยนเป็น การมีสติ การตื่นรู้
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
ช่วงเช้า
และแล้วการอบรมก็ถึงวันสุดท้าย... วันนี้เริ่มด้วยการทำสมาธิประมาณ ๔๕ นาที จากนั้นวิทยากรเน้นว่า การเจริญภาวนา เป็นสิ่งสำคัญของพระโพธิสัตว์ จึงได้แนะนำและท้าทายให้ลองฝึก step การนั่งสมาธิแบบ Tong Len ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ วิทยากรเรียกว่า วิธีแห่งความเป็นเลิศ ๓ ประการ ดังนี้
step ที่ ๑ เวลาที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแต่ละวัน วินาทีแรกที่ตื่นเราก็รู้ว่าเราตื่นแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่มักตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมต่างๆ แบบอัตโนมัติไม่รู้ตัว บางครั้งรู้ตัวว่าตื่นก็ตอนนั่งที่โต๊ะทำงานแล้ว ดังนั้นวินาทีแรกให้รับรู้ว่า เราตื่นขึ้นมาแล้วพร้อมกับยิ้มให้กับตัวเอง จิตใจจะได้ผ่องใสเบิกบาน และในระหว่างวันถ้ารู้สึกว่าตัวเองลืมตัวหรือเผลอตัว ไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวแล้วก็ให้ตื่นขึ้นโดยทำอะไรสักอย่างบอกกับตัวเองว่าเรารู้ตัวแล้วนะ..... step นี้ ถ้าจะให้ท้าทายขึ้นไปอีกคือ เวลาที่ลืมตาตื่นขึ้นมารู้ตัวหรือไม่ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก...
step ที่ ๒ เมื่อผ่าน step แรกแล้วให้เพิ่มเติมว่า เวลาตื่นขึ้นมาให้ตระหนักว่าเราเป็นหยดน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร เป็นหยดน้ำที่มีศักยภาพ มีความดีงาม เหมือนกับหยดน้ำหยดอื่นๆ เพราะบางครั้งเราเองมักไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็มีสิ่งเหล่านั้นเหมือนคนอื่นเช่นกัน การฝึกขั้นนี้ทำให้เราระลึกว่าทุกคนมีคุณค่า มีประกายของความดีงามทั้งนั้น ซึ่งจะทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
การฝึกฝนนี้เพื่อให้เราก้าวข้ามความคุ้นชินเดิม ความไม่มีสติ ไม่รู้ตัว เปลี่ยนเป็น การมีสติ การตื่นรู้
step ที่ ๓ ให้เราตระหนักรู้ว่าเราไม่ได้ทำสมาธิเพียงลำพัง ถึงแม้จะนั่งอยู่เพียงคนเดียว ก็ให้ระลึกอยู่เสมอว่า เรากำลังนั่งสมาธิ เจริญภาวนา เจริญสติ ร่วมกับผู้อื่นและทำเพื่อผู้อื่น
การฝึกฝน step ทั้ง ๓ นี้ ทุกครั้งก่อนจบการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน หรือ ก่อนนอน ให้อุทิศการกระทำที่ดีงานนี้ให้คนอื่นๆ ด้วย
ประเด็นในการแลกเปลี่ยนในกลุ่มใหญ่ที่สำคัญคือ คนไทยเราส่วนใหญ่ไปวัดกันมากแต่ไปเพื่ออยากได้ อยากขอ ให้กับตัวเองต่างๆ เช่น ไปวัดเพื่อให้ตัวเองสบายใจ ไปวัดเพื่อขออะไรสักอย่างให้ได้ ให้สมหวัง เป็นต้น แต่ไม่ได้อยากฝึกให้ตัวเองตื่นรู้ คนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่พระบอกหรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แต่คำสอนจริงๆ คือ เมื่อได้ยินได้เห็นแล้ว ต้องพิจารณา ตรวจสอบ ใคร่ครวญ ทดลองทำ แล้วจึงเชื่อ
สำหรับกิจกรรมต่อไปวิทยากรเชื่อมโยงให้เห็นภาพรวมของการฝึกจนถึงวันนี้ ดังภาพข้างล่าง ซึ่งดิฉันขอยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร (อาจเป็นเพราะสมองทึบ ไม่สั่งการ) เพราะวิทยากรเชื่อมโยงและอธิบายในเชิงลึกเรื่อง พรหมวิหาร ๔ บารมี ๖ อินทรี ๕ พละ ๕ ฯลฯ
กิจกรรมสุดท้ายของเช้านี้ ก็ให้จับกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปทำอะไรต่อไป --- เหมือน AAR เลยคะ
ช่วงบ่าย
กิจกรรมช่วงนี้ต่อจากตอนเช้าแต่ให้รวมกลุ่มใหญ่ โดยวิทยากรให้คำถาม ๒ ข้อ คือ ๑. ในฐานะปัจเจกสิ่งที่ได้เรียนรู้จะนำไปใช้ต่ออย่างไร และ ๒.ในฐานะเป็นกลุ่ม เครือข่าย กันจะช่วยเหลือกันอย่างไร โดยกิจกรรมนี้แล้วแต่ความสมัครใจ ใครมีข้อเสนอก็เสนอออกมา แต่จะถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่ม...
สุดท้ายก็จบด้วยการนั่งทำสมาธิแผ่เมตตาแล้วก็แจกที่คั่นหนังสือรูป YODA (ดังรูป) ให้ไว้เป็นที่ระลึกว่าทุกคนเป็นนักรบโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่เปรียบเหมือน YOD ในเรื่อง STAR WARS ล้อมวงจับมือกัน.... แยกย้ายกันกลับบ้าน
จากที่เล่ามาทั้ง ๔ บันทึกนี้ เป็นกิจกรรมโดยรวมที่ดิฉันได้เรียนรู้มา อาจจะไม่ละเอียดเท่าที่ได้ตอนฝึกจริงๆ เพราะการฝึกฝนจริงมีรายละเอียดเยอะมาก ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้หมด.. สำหรับบันทึกต่อไป (ตอนที่ ๕) ดิฉันจะขอสะท้อนในมุมมองของคนๆ หนึ่งที่ได้เข้าร่วมกระบวนการนี้.. ซึ่งแตกต่างจากผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ที่เดินทางตามสายพระโพธิสัตว์มาแล้วเบื้องต้น มีความคุ้นชิน และรู้จักกันดีแล้ว.. ติตตามบันทึกต่อไปนะคะ
URAImAN

