มงคลชีวิต 38 ประการ

มงคลที่ 1 ไม่คบคนพาล คนพาล คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ค น พ า ล ได้แก่ ชอบคิดชั่วเป็นปกตชอบพูดชั่วเป็นปกตชอบทำชั่วเป็นปกติการไม่คบคนพาล คือ การไม่ยอมมีพฤติกรรมสัมพันธ์ใดๆ ดังกล่าว ข้างต้นกับคนพาล ถ้าเรายังคบคนพาลอยู่ ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม รีบถอนตัวเสียโดยด่วน อย่าประมาท มิฉะนั้นจะพลาด ติดเชื้อพาลโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นพาลตามไปด้วย

มงคลที่ 2 คบบัณฑิต  บัณฑิต คือ คนที่มีจิตใจผ่องใส อยู่เป็นปกติ ทำให้มีความเห็นถูก ยึดถือค่านิยมที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา เป็นผู้รู้ดี เป็นผู้รู้ถูก เป็นผู้รู้ชอบ ลักษณะของบัณฑิต คือ ชอบคิดเป็นปกติ คือ คิดให้ทาน ให้อภัยอยู่เสมอ ชอบพูดดีเป็นปกติ คือ พูดคำจริง พูดคำมีประโยชน์ ชอบทำดีเป็นปกติ คือ มีเมตตากรุณาอานิสงส์ของการไม่คบคนพาล คือ ไม่ถูกชักจูงไปในทางผิด สามารถรักษาความดีเดิมไว้ได้ สร้างความดีใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่ถูกคนพาลทำร้าย ไม่ถูกตำหนิและถูกมองในแง่ร้าย มีความเจริญมีความสุข เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อพาลแพร่ระบาดไปเพราะขาดคนสนับสนุน

มงคลที่ 3 บูชาบุคคลที่ควรบูชา  การบูชาคือการเลื่อมใส ยกย่อง เชิดชูด้วยกิริยาอาการสุภาพที่เราแสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง บุคคลที่ควรบูชา คือบุคคลที่มีความดีควรค่าแก่การระลึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม ไดแก่ ผู้มีศีล สมาธิ ปัญญาสูงกว่าเรา อานิสงส์การบูชาบุคคลที่ควรบูชา คือ ทำให้ความเห็นที่ถูกเกิดขึ้นและเจริญงอกงาม ทำให้มีกิริยามารยาทน่ารัก งดงาม ทำให้จิตใจผ่องใส ทำให้มีสติสัมปชัญญะ ป้องกันการลืมตัวหลงผิด ทำให้เกิดกำลังใจ เป็นการกำจัดคนพาลโดยทางอ้อม เป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่น

มงคลที่ 4 อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ถิ่นที่เหมาะสม หมายถึง ถิ่นที่สิ่งแวดล้อมดี ไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพกายและใจ และยังสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยสามารถประกอบกิจการงานในหน้าที่อันป็นสัมมาอาชีพให้เจริญก้าวหน้าโดยง่ายและสร้างคุณงามความดีได้เต็มที่ วิธีอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม คือ เลือกท่ทอยู่ที่ทำงานที่เหมาะสม เราควรเลือกแสวงถิ่นที่เหมาะสมอยู่อาศัยให้ได้จึงจะเจริญ เช่นแสวงหาที่ทำงานดีๆ และพัฒนาที่อยู่ที่ทำงานให้เป็นถิ่นที่เหมาะสม

มงคลที่ 5 มีบุญวาสนามาก่อน บุญ คือสิ่งท่ซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจสะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี คุณสมบัติของบุญได้แก่ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด นำความสุขความเจริญมาให้ ติดตามตนไปทุกฝีก้าว เป็นของเฉพาะตน นำมาซึ่งโชคลาภ เป็นเกราะป้องกันภัย และเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน อานิสงส์การมีบุญวาสนามาก่อน ได้แก่ ทำให้มีปัจจัยต่างพร้อม สามาถทำความดีได้โดยง่าย อำนวยประโยชน์ทุกอย่าง เป็นต้นเหตุแห่งความสุข และเป็นเสบียงติดตัวไปภพหน้า

มงคลที่ 6 ตั้งตนชอบ คือ การตั้งเป้าหมายชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรมได้ถูกต้อง แล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง วิธีรักษาเป้าหมายชีวิตให้มั่นคง ได้แก่ ฝึกให้เป็นคนมีศรัทธา คือ มีเหตุผล เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ฝึกให้เป็นคนมีศีล อย่างน้อยศีล 5 ฝึกให้เป็นคนมีความรู้ เป้นพหูสูตร ฝึกให้เป็นคนมีจาคะ คือ รู้จักเสียสละ

มงคลที่ 7 เป็นพหูสูต หมายถึง ผู้ที่ควคามรอบรู้ เป็นผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรู้ เป็นผุ้ที่ไดศึกษาเล่าเรียนมามาก ได้ยินได้ฟังได้อ่านมาก ลักษณะความรู้ที่ที่สมบูรณ์ของพหูสูต ได้แก่ รู้ลึก คือ รู้เรื่องราวสาวไปหาเหตุในอดีตได้ลึกซึ้งถึงความเป็นมา รู้รอบ คือ ช่างสังเกต รู้สิ่งต่างๆรอบตัว ความเป็นไปของสิ่งต่างๆรอบตัว สิ่งที่ควรรู้ต้องรู้ รู้กว้าง คือ รูสิ่งรอบตัวแต่ละอย่างที่รู้ก็รู้อย่างละเอียด รู้ไกล คือ มองการณ์ไกล รู้ถึงผลที่จะตามมาในอนาคต ผู้รู้ที่ประกอบด้วยความรู้ 4 ประการนี้ ทั้งทางโลกและทางธรรมจึงจะเป็นพหูสูตที่แท้จริง

มงคลที่ 8 มีศิลปะ หมายถึง ฉลาดทำ อานิสงส์ของการมีศิลปะ ได้แก่ ทำให้มีความสามารถโดดเด่นกว่าผู้อื่น เลี้ยงตนเองได้ มีไหวพริบปฏิภาณดี มั่งคั่งสมบูรณ์ ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

มงคลที่ 9 มีวินัย หมายถึง ระบัยบ กฎเกณฑ์ สำหรับควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม ประโยชน์ของวินัย ได้แก่ วินัยนำไปดี คือ ทำให้ผู้รักษาวินัยดีขึ้น วินัยนำไปแจ้ง คือ เปิดเผยธาตุแท้ของคนได้ วินียนำไปต่าง คือดูความแตกต่างของคนจากวินัย

มงคลที่ 10 มีวาจาสุภาษิต  หมายถึง คำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใส มิใช่สักแต่พูด องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต ได้แก่ ต้องเป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ พูดด้วยจิตเมตตา พูดถูกกาลเทศะ

มงคลที่ 11 บำรุงบิดามารดา บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบุตร คือ เป็นต้นแบบทางกาย เป็นต้นแบบทางใจ คุณธรรมของลูกที่ควรมีคือ กตัญญูกตเวที อานิสงส์การบำรุงบิดามารดา ได้แก่ ทำให้เป็นคนมีความอดทน มีสติรอบคอบ เป็นคนมีเหตุผล พ้นทุกข็พ้นภัย ได้ลาภโดยง่าย แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน ทำให้เทวดาลงรักษา ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้า ทำให้มีความสุข

มงคลที่ 12 เลี้ยงดูบุตร สุดยอดผลงานของชาวโลกคือการมีลูกหลานเป็นคนดีไว้สืบสกุล วิธีเลี้ยงดูลูกทางโลก ได้แก่ กันลูกออกจากความชั่ว ปลูกฝังลูกในทางที่ดี ให้ลูกได้รับการศึกษา จัดแจงให้ลูกแต่งงานกับคนดี มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงกาลอันสมควร ข้อเตือนใจในการเลี้ยงลูก ได้แก่ อย่าตามใจเกินไป อย่าเคร่งระเบียบจนเกินไป ให้ความอบอุ่นแก่ลูกให้เพียงพอ เมื่อลูกทำผิดควรกล่าวสั่งสอน ต้องฝึกให้ลุกทำงานตั้งแต่ยังเล็ก และให้ธรรมะแก่ลูก 

มงคลที่ 13 สงเคราะห์ภรรยา (สามี) วิธีที่ทำให้ความรักยั่งยืน ได้แก่ การยึดหลักสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน การแบ่งปันแก่กัน ปิยวาจา พูดกันด้วยวาจาไพเราะ อัตถจริยา ฝึกฝนตนให้เป็นคนมีประโยชน์ สมานัตตตา วางตัวให้เหมาะสม อานิสงส์การสงเคราะห์ภรรยา (สามี) ได้แก่ ทำให้ความรักยืนยง สมานสามัคคีกัน ครอบครัวมีความสุข ได้รับการยกย่องสรรเสริญ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนรุ่นหลัง

มงคลที่ 14 ทำงานไม่คั่งค้าง วิธีทำงานให้เสร็จได้แก่ ฉันทะ คือความรักงานหรือความเต็มใจทำ วิริยะ คือความพากเพียรหรือความแข็งใจทำ จิตตะ คือความเอาใจใส่หรือความตั้งใจทำ วิมังสา คือการพินิจพิเคราะห์หรือความเข้าใจทำ วิธีฝึกฝนใจที่ดีที่สุดก็คือ การให้ทาน การรักษาศีลและการทำสมาธิให้ใจผ่องใส ทำให้เกิดปัญญาพิจารณาเห็นผลของงานได้ รู้และเข้าใจวิธีการทำงาน มีกำลังใจและมีใจจดจ่ออยู่กับงาน ไม่วอกแวก

มงคลที่ 15 บำเพ็ญทาน  ทาน แปลว่า การให้ หมายถึงการสละสิ่งของของตน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยความเต็มใจ ผลของการให้ทาน จะทำให้มีใจผ่องใสเยือกเย็น ไม่มีความเดือดร้อนใจ ผลบุญจากการให้ทานจะสะสมอยู่ในใจเรา ทำให้มีอำนาจมีพลังดึงดูดทรัพย์ได้ ถ้าใครสั่งสมการให้และการเสียสละมากจะมีพลังดูดทรัพย์มาก

มงคลที่ 16 ประพฤติธรรม คือการปรปะพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีสมกับที่เกิดเป็นคนและให้ความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง การปฏบัติตามหลักกุศลกรรมบถ 10 ประการได้แก่ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่เห็นผิดจากครองธรรม

มงคลที่ 17 สงเคราะห์ญาติ วิธีสงเคราะห์ญาติทางธรรมคือ ชักชวนญาติให้รู้จักประกอบการกุศล ชักนำให้ได้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ให้ตั้งอยู่ในศรัทธา สอนธรรมะให้ ชักนำให้ปฏิบัติธรรม การสงเคราะห์ญาติเปนความดี เป็นมงคลแก่ผู้ทำ แต่ทั้งนี้ต้องทำตามวิถีทางที่ถูกต้อง คือต้องไม่เอาการช่วยเหลือของญาติพี่น้องมาทำให้เสียความเป็นธรรมในหน้าที่ของตน

มงคลที่ 18 ทำงานไม่มีโทษ คือ งานที่ไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใครแต่เป็นประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่น งานที่ไม่มีโทษคือ ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม คนที่ทำงานไม่มีโทษนั้นจะหลับก็เป็นสุข จะตื่นก็เป็นสุข ไม่อายใครไม่ต้องหวาดระแวงใคร เพราะงานที่ทำเป็นประโยชน์แก่โลกล้วนๆไม่มีโทษเข้าไปเจือปนเลย เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้สันติสุขเป็นเครื่องตอบแทนไปชั่วกาลนาน

มงคลที่ 19 งดเว้นจากบาป วิธีงดเว้นจากบาปให้สำเร็จ ทำได้ด้วยใจ สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าใครมีใจชั่วแล้วการกระพูดการกระทำของเขาก็ย่อมชั่วตามไปด้วย เพราะการพูดชั่วทำชั่วนั้นความทุกข์ก็ย่อมตามสนองเขา แต่ถ้ามีใจบริสุทธิ์ การพูด การกระทำ ก็ย่อมบริสุทธิ์ตามไปด้วยเพราะการพูด การกระทำ ท่บริสุทธิ์ดีงามนั้น ความสุขก็ย่อมตามสนองเขาเหมือนเงาที่ไม่พรากไปจากร่างนั้น

มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเมา คือ การระมัดระวังเมื่อต้องใช้สิ่งเสพติดทั้งหลายในการรักษาโรคและเว้นขาดจากการเสพสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิดไม่ว่าวิธีใดก็ตามอานิสงส์จากการสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ได้แก่ ทำให้มีสติ ไม่เกิดการวิวาท มีแต่ความสุข ทำให้มีหิริโอตัปปะ

มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรม หมายถึง ไม่ประมาทในเหตุ ให้มีสติรอบคอบ ตั้งใจทำเหตุที่ดีอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลดีตามมานั่นเอง สิ่งที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ได้แก่ ไม่ประมาทในเวลา ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทใคความไม่มีโรค ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในการงาน ไม่ประมาทในการศึกษา ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม

มงคลที่ 22 มีความเคารพ หมายถึง ความตระหนัก ซาบซึ้ง รู้ถึงคุณงามความดีที่มีอยู่จริงของบุคคลอื่น ยอมรับนับถือความดีของเขาด้วยใจจริง แล้วแสดงความนับถือต่อผู้นั้นด้วยความแสดงความอ่อนน้อม อ่อนโยน อย่างเหมาะสมทั้งต่อหน้าและลับหลัง การแสดงความเคารพที่ถูกต้องตามหลักธรรมคือ การแสดงออกเพราะตระหนักในคุณงามความดีของสิ่งที่เคารพด้วยใจจริง

มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน เป็นการปรารถตนเองคือคอยตามพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง จับผิดตัวเอง สามารถประเมินค่าของตนเองได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่อวดดื้อถือดี สามารถน้อมตัวลงเพื่อถถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นเข้าสู่ตนเองได่อย่างเต็มที่ อานิสงส์ของการมีความถ่อตนได้แก่ ทำให้อยู่อย่างเป็นสุข ทำให้น่านับถือ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ทำให่ได้กัลยาณมิตร ทำให้ไม่ประมาท ตั้งอยู่ในธรรม

มงคลที่ 24 มีความสันโดษ แปลว่า ยินดี ชอบใจ พอใจ อิ่มใจ จุใจ สุขใจกับของของตน โดยย่อคือ ให้รู้จักพอ รู้จักประมาณ วิธีฝึกให้สันโดษ ได้แก่ ให้หมั่นพิจารณาถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ให้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เป็นการฝึกสันโดษขั้นพื้นฐานที่เราต้องปฏิบัติอยู่ทุกวันให้หมั่นให้ทานอยู่เสมอๆ เป็นการฆ่าความตระหนี่ ความโลภในตัวไปทีละน้อยๆ เมื่อทำบ่อยๆ เข้า ความสันโดษก็จะเกิดขึ้น ให้หมั่นรักษาศีล โดยเฉพาะศีล ๘ ผู้ที่รักษาศีล ๘ จะช่วยให้เกิดความสันโดษในหลายเรื่อง เช่น ศีลข้อ ๓ ทำให้สันโดษในกามคุณ  ให้หมั่นทำสมาธิเป็นประจำ เมื่อทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอจิตใจก็จะสงบนุ่มนวลขึ้น ความอยากเด่น อยากดัง หรืออยากได้ในทางที่ไม่ชอบก็จะค่อยๆ หายไป

มงคลที่ 25 มีความกตัญญูกตัญญูจึงหมายถึงการรู้จักบุญคุณ อะไรก็ตามที่เป็นบุญหรือมีคุณต่อตนแล้ว ก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย คนมีกตัญญูถึงแม้จะนัยน์ตาบอดมืดทั้งสองข้าง แต่ใจของเขาใสกระจ่างยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์รวมกันเสียอีก สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญู คือทุกสิ่งที่มีคุณแก่เรา ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ๕ ประการ ได้แก่ กตัญญูต่อบุคคล กตัญญูต่อสัตว์ กตัญญูต่อสิ่งของ กตัญญูต่อบุญ กตัญญูต่อตนเอง  อานนสงส์ของการกตัญญูได้แก่ ทำให้รักษาคุณความดีเดิมไว้ได้ ทำให้สร้างคุณความดีใหม่เพิ่มได้อีก ทำให้เกิดสติ ไม่ประมาท ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ ทำให้เกิดขันติ ทำให้จิตใจผ่องใส มองโลกในแง่ดี ทำให้เป็นที่สรรเสริญของคนดี ทำให้มีคนอยากคบหาสมาคม ทำให้ทั้งมนุษย์และเทวดาอยากช่วยเหลือ ทำให้ไม่มีเวรไม่มีภัย ทำให้ลาภผลทั้งหลายเกิดขึ้นโดยง่าย ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามการ คือการขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนจากผู้มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้น โดยเมื่อฟังธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่านั้น มาเป็นกระจกสะท้อนดูตนเองว่า มี คุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยู่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้อย่างไร  อานิสงส์ของการฟังธรรม ได้แก่  เป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ เพราะผู้แสดงธรรมย่อมจะศึกษา ค้นคว้าขบคิด นำข้อธรรมะต่างๆ มาแสดง ทำให้เราได้ยินได้ฟังธรรมะที่ไม่เคย ได้ยินได้ฟังมาก่อน  เป็นการทบทวนความรู้เดิม เป็นการปลดเปลื้องความสงสัยเสีย เป็นการปรับความเห็นให้ตรง คือในระหว่างการดำเนินชีวิตสู่จุดหมายของคนเรานั้น เราจะถูกมาร คือกิเลสและสิ่งแวดล้อมไม่ดีต่างๆ ทำให้ มีความเห็นผิดๆ เกิดขึ้นได้ การฟังธรรมจะช่วยให้เราเกิดความสำนึกตัวว่า ความคิดเห็นของเราได้บิดเบือนไปอย่างไร แล้วจะได้เลิกความเห็นที่ผิดเสีย ประคองความเห็นที่ถูกไว้

มงคลชีวิตที่ 27 ความอดทน มาจากคำว่า ขันติ หมายถึงการรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง ด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมีคนเทอะไรลงไป ของเสีย ของสกปรก หรือของหอม ของดีงามก็ตาม

ลั ก ษ ณ ะ ค ว า ม อ ด ท น ที่ ถู ก ต้ อ ง มีความอดกลั้น เป็นผู้ไม่ดุร้าย คือสามารถข่มความโกรธไว้ได้ ไม่โกรธ ไม่ทำร้าย ทำอันตราย ไม่ปลูกน้ำตาให้แก่ใครๆ คือไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเจ็บแค้นใจจนน้ำตาไหล มีใจเบิกบานแจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ คือมีปีติอิ่มเอิบใจเสมอๆ ไม่พยาบาท ไม่โทษฟ้า โทษฝน โทษเทวดา โทษโชคชะตา หรือโทษใครๆ

มงคลที่ 28 เป็นคนว่าง่าย คนว่าง่ายสอนง่าย คือคนที่อดทนต่อคำสั่งสอนได้ เมื่อมีผู้รู้แนะ นำพร่ำสอนให้ ตักเตือนให้โดยชอบธรรมแล้ว ย่อมปฏิบัติตามคำสอนนั้น ด้วยความเคารพอ่อนน้อม ไม่คัดค้าน ไม่โต้ตอบ ไม่แก้ตัวโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น วิ ธี ฝึ ก ใ ห้ เ ป็ น ค น ว่ า ง่ า ย ได้แก่ หมั่นนึกถึงโทษของความเป็นคนหัวดื้อว่ายาก ฝึกให้เป็นคนมากด้วยความเคารพ มองคนในแง่ดี ใครมาแนะนำ ตักเตือนเราไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม นึกขอบคุณเขาในใจ  ฝึกการปวารณา คือการออกปากยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตน ไม่ว่าผู้นั้นจะมีอายุมากกว่า เท่ากัน หรือน้อยกว่าก็ตาม ต้องฝึกสมาธิให้มาก เพื่อให้ใจผ่องใส หนักแน่น สามารถตรองตามคำแนะนำสั่งสอนของผู้อื่น มีใจสงบเยือกเย็นพอที่จะพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้

มงคลที่ 29 เห็นสมณะ สมณะ แปลว่า ผู้สงบ หมายถึง บรรพชิตที่ได้บำเพ็ญสมณธรรม ฝึกฝนตนเองด้วยศีล สมาธิ ปัญญา มาแล้วอย่างเต็มที่ จนกระทั่งมีกายวาจา ใจ สงบแล้วจากบาป สมณะทุกรูปจึงต้องเป็นบรรพชิต แต่บรรพชิตบางรูปอาจไม่ได้เป็นสมณะก็ได้  อานิสงส์ก า ร เ ห็ น ส ม ณ ะได้แก่ ทำให้ได้สติ ฉุกคิดถึงบุญกุศล เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามท่าน ตาแจ่มใสดุจแก้วมณี เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่าได้บูชาพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง ทำให้ได้สมบัติ ๓ คือมนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ โดยง่าย ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล คือการพูดคุยซักถามธรรมะซึ่งกันและกันระหว่างคน ๒ คนขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดปัญญา โดยรู้จักเลือกและแบ่งเวลาให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ได้รับความเบิกบานใจ มีความสุขความเจริญและบุญกุศลไปในตัวด้วย ข้ อ ค ว ร ป ฏิ บั ติ ใ น ก า ร ส น ท น า ธ ร ร ม ได้แก่ ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน หมั่นเจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำ แต่งกายสุภาพ กิริยาสุภาพ วาจาสุภาพ ไม่กล่าวค้านพุทธพจน์ ไม่พูดวาจาที่ทำให้เกิดความแตกร้าว ไม่แสดงอาการโกรธเมื่อถูกขัดแย้ง ไม่ปรารถนาลามก ตั้งจิตไว้ว่าจะสนทนาธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา ไม่พูดออกนอกเรื่องที่ตั้งประเด็นไว้ ไม่พูดนานไปจนน่าเบื่อ

มงคลที่ 31 การบำเพ็ญตบะ  ตบะ โดยความหมายแปลว่า ทำให้ร้อน ไม่ว่าด้วยวิธีใด การบำเพ็ญตบะหมายความถึงการทำให้กิเลส ความรุ่มร้อนต่างๆ หมดไป หรือเบาบางลง ลักษณะการบำเพ็ญตบะมีดังนี้ การมีใจสำรวมในอินทรีย์ทั้ง ๖ (อายตนะภายใน ๖ อย่าง) ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้หลงติดอยู่กับสัมผัสภายนอกมากเกินไป ไม่ให้กิเลสครอบงำใจเวลาที่รับรู้อารมณ์ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ (อินทรีย์สังวร) การประพฤติรักษาพรหมจรรย์ เว้นจากการร่วมประเวณี หรือกามกิจทั้งปวง การปฏิบัติธรรม คือการรู้และเข้าใจในหลักธรรมเช่นอริยสัจ เป็นต้น ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล และถึงพร้อมด้วยสมาธิ และปัญญา โดยมีจุดหมายสูงสุดที่พระนิพพาน กำจัดกิเลส ละวางทุกสิ่งได้หมดสิ้นด้วยปัญญา 

มงคลที่ 32 การประพฤติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์หมายความถึง การบวชซึ่งละเว้นเมถุน การครองชีวิตที่ปราศจากเมถุน การประพฤติธรรมอันประเสริฐ ท่านว่าลักษณะของธรรมที่ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์นั้น (ไม่ใช่ว่าต้องบวชเป็นพระ) มีอยู่ดังนี้คือ ให้ทาน บริจาคทานไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง หรือปัญญา ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ชอบ ที่ถูกที่ควร รักษาศีล ๕ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากับคนที่เราต้องพบปะด้วยทุกคน งดเว้นจากการเสพกาม ยินดีในคู่ของตน คือการมีสามีหรือภรรยาคนเดียว เพียรพยายามที่จะละความชั่ว รักษาซึ่งศีล ๘ ใช้ปัญญาเห็นแจ้งใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ศึกษาปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริง

มงคลที่ 33 การเห็นอริยสัจ  อริยสัจ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความเป็นจริงของสัตว์โลกทุกผู้ทุกนามต้องมีทุกข์ สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นอกจากเหตุแห่งทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ต้นตอของทุกข์ก็อยู่ที่ใจของเราด้วยนั่นก็คือความอยาก นิโรธ คือความดับทุกข์ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ความหลุดพ้น หรือหมายถึงภาวะของพระนิพพานนั่นเอง มรรค คือข้อปฏิบัติ หรือหนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ การเดินทางสายกลางเพื่อไปให้ถึงการดับทุกข์

มงคลที่ 34 การทำให้แจ้งในพระนิพพาน  นิพพาน คือ ภาวะของจิตที่ดับกิเลสได้หมดสิ้น หลุดจากอำนาจกรรม และไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก ซึ่งก็คือพ้นจากทุกข์นั่นเอง ลักษณะของนิพพานมีอยู่ ๒ ระดับคือ การดับกิเลสขณะที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ หรือการเข้าถึงนิพพานขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  การดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่เลย คือการที่ร่างกายเราแตกดับแล้วไปเสวยสุขอันเป็นอมตะในพระนิพพาน การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็ต้องปฏิบัติธรรมและเจริญสมาธิภาวนาจนถึงขั้นสูงสุด 

มงคลที่ 35 มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม  คำว่าโลกธรรม มีความหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำบนโลกนี้ ซึ่งเราไม่ควรมีจิดหวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ลักษณะของโลกธรรมมี ๔ ประการคือการได้ลาภ เมื่อมีลาภผลก็ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีแล้วก็ย่อมหมดไปได้ เป็นแค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น การได้ยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น เป็นสิ่งที่คนยอมรับกันว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอหมดยศก็หมดบารมี การได้รับการสรรเสริญ ที่ใดมีคนนิยมชมชอบ ที่นั่นก็ย่อมต้องมีคนเกลียดชังเป็นเรื่องธรรมดา การถูกนินทาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ การได้รับความสุข ที่ใดมีสุขที่นั่นก็จะมีทุกข์ด้วย มีความสุขแล้วก็อย่าหลงระเริงไปจนลืมนึกถึงความทุกข์ที่แฝงมาด้วย

การทำให้แจ้งในพระนิพพาน 

นิพพาน คือ ภาวะของจิตที่ดับกิเลสได้หมดสิ้น หลุดจากอำนาจกรรม และไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก ซึ่งก็คือพ้นจากทุกข์นั่นเอง

ท่านว่าลักษณะของนิพพานมีอยู่ ๒ ระดับดังนี้คือ

๑.การดับกิเลสขณะที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ หรือการเข้าถึงนิพพานขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ -สอุปาทิเสสนิพพาน

๒.การดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่เลย คือการที่ร่างกายเราแตกดับแล้วไปเสวยสุขอันเป็นอมตะในพระนิพพาน (ตรงนี้ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างมากไปกว่านี้ได้) -อนุปาทิเสสนิพพาน

การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็ต้องปฏิบัติธรรมและเจริญสมาธิภาวนาจนถึงขั้นสูงสุด 

๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 

คำว่าโลกธรรม มีความหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำบนโลกนี้ ซึ่งเราไม่ควรมีจิดหวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ท่านว่าลักษณะของโลกธรรมมี ๔ ประการคือ

๑.การได้ลาภ เมื่อมีลาภผลก็ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีแล้วก็ย่อมหมดไปได้ เป็นแค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น

๒.การได้ยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น เป็นสิ่งที่คนยอมรับกันว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอหมดยศก็หมดบารมี

๓.การได้รับการสรรเสริญ ที่ใดมีคนนิยมชมชอบ ที่นั่นก็ย่อมต้องมีคนเกลียดชังเป็นเรื่องธรรมดา การถูกนินทาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

๔.การได้รับความสุข ที่ใดมีสุขที่นั่นก็จะมีทุกข์ด้วย มีความสุขแล้วก็อย่าหลงระเริงไปจนลืมนึกถึงความทุกข์ที่แฝงมาด้วย

การทำให้จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีวิธีดังนี้คือ

๑.ใช้ปัญญาพิจารณา โดยตั้งอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พิจารณาอยู่เนืองๆ ถึงหลักธรรมต่างๆ

๒.เจริญสมาธิภาวนา ใช้กรรมฐานพิจารณาถึงความเป็นไปในความไม่เที่ยงในสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก และสังขาร 

มงคลที่ 36 มีจิตไม่โศกเศร้า  มีเหตุอยู่ ๒ ประการที่ทำให้จิตเราต้องโศกเศร้าคือ ความโศกเศร้าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก รวมถึงรักสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองด้วยและความโศกเศร้าที่เกิดจากความใคร่ การทำให้จิตใจไม่โศกเศร้านั้น มีข้อแนะนำคือใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เนืองๆ ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งของทั้งหลาย และร่างกายของเรา ไม่ยึดมั่นในตัวตน หรือความจีรังยั่งยืน ในคนหรือสิ่งของว่าเป็นของเรา ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้ร่างกายเราก็ใช้เป็นที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงด้วยกันทั้งนั้น 

มงคลที่ 37 มีจิตปราศจากกิเลส  กิเลส ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง ซึ่งได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ประเภทของกิเลสได้แก่ ราคะ

โทสะ โมหะ โทษของการมีกิเลสได้แก่  ราคะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว โมหะ มีโทษมาก แต่คลายช้า

มงคลที่ 38 มีจิตเกษม  เกษม หมายถึงมีความสุข สบาย หรือสภาพที่มีจิตใจที่เป็นสุข มีจิดเกษมก็คือว่ามีจิตที่เป็นสุขในที่นี้หมายถึงการละแล้วซึ่งกิเลส ที่ท่เป็นเครื่องผูกอยู่ ๔ ประการคือ การละกามโยคะ คือการละความยินดีในวัตถุ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียกว่ากามคุณซึ่งประกอบด้วย รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส การละภวโยคะ คือการละความยินดีในภพ โดยให้เห็นว่าสิ่งใดๆในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ หรือคงอยู่ตลอดไป การละทิฏฐิโยคะ คือการละความยินดีในความเห็นผิดเป็นชอบ โดยให้ดำเนินตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว การละอวิชชาโยคะ คือการละความยินดีในอวิชชาทั้งหลาย ความไม่รู้ทั้งหลาย โดยให้มุ่งปฏิบัติเพื่อปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง