การกำหนดโดยผู้ใช้ประโยชน์ ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากนัก

 

         การวิจัยที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้ถูกกำหนดแนวทางจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิจัยส่วนกลางหรือนักวิจัยอาวุโสที่เคยทำงานวิจัยมาก่อน ท่านเหล่านั้นได้อาศัยประสบการณ์ การทำงานในสาขาที่ท่านถนัด และพื้นที่ต่างๆ ตามสาขาวิชาที่ท่านทำงาน ซึ่งยังพบว่ามีช่องว่างของการกำหนดแนวนโยบายมากพอสมควร กล่าวคือ

 

๑.   เป็นการกำหนดแบบไม่มีส่วนร่วมจากนักวิจัยทั่วไป

๒.   เป็นการกำหนดโดยผู้ใช้ประโยชน์ ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากนัก

 

ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้ค้นหาวิธีการ

ที่จะทำให้นักวิจัยด้านต่างๆ ทั้งในระดับนักวิจัยอาวุโส นักวิจัยส่วนกลาง นักวิจัยส่วนภูมิภาค และผู้มีส่วนได้เสียกับผลงานวิจัย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและเป้าหมายการทำงานวิจัยสาขาต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ได้กำหนดหัวข้อไว้ ถึง ๑๐ หัวข้อด้วยกัน คือ

๑.   การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

๒.   ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล

๓.   การปฏิรูปการศึกษา

๔.  การจัดการทรัพยากรน้ำ

๕.  การพัฒนาพลังงานทดแทน

๖.   การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและลดการนำเข้า

๗.  การป้องกันโรคและการรักษาสุขภาพ

๘.  การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ

๙.   เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่ออุตสาหกรรม

๑๐.        การบริหารจัดการท่องเที่ยว

 

โดยแต่ละหัวข้อดังกล่าว ได้เชิญ

  • นักวิชาการในพื้นที่ทำงานวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง
  • ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • และ ภาคเอกชน ซึ่งทำงานด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว

        

การดำเนินการดังกล่าว เป็นมิติใหม่ของการทำงานกำหนดยุทธศาสตร์งานวิจัย ที่มีผล เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ใช้ประโยชน์งานวิจัยโดยตรง

 

ซึ่งแตกต่างจากในอดีต

ที่การกำหนดยุทธศาสตร์นั้น ทำกันเฉพาะในกลุ่มนักวิจัยระดับสูง แม้แต่นักวิจัยระดับท้องถิ่นก็เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกรอบงานที่กำหนดไว้โดยนักวิจัยส่วนกลาง

 

และในทางปฏิบัติก็มักจะกากบาทหัวข้อวิจัยที่เกี่ยวข้องในแบบฟอร์มการเสนอขอโครงการวิจัยให้ครบตามเงื่อนไข โดยอาจไม่มีความเข้าใจว่า ทำไม? จึงกำหนดไว้เช่นนั้น

 

และอาจจะไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ถ้าประเด็นที่นักวิจัยสนใจ แต่ไม่อยู่ในกรอบประเด็นการวิจัยนั้น ควรจะทำอย่างไร

 

และยิ่งซ้ำร้ายกว่านั้น ก็คือ

ประเด็นวิจัยที่นักวิจัยกำหนดขึ้นนั้น อาจจะไม่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับความจำเป็นที่แท้จริง ของผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยเหล่านั้นก็ได้

 

         การประชุมระดมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า นักวิจัยที่ไม่เคยทำงานร่วมกับชุมชน มักจะตั้งประเด็น หรือจัดลำดับที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับลำดับความสำคัญที่แท้จริงของประเด็นปัญหา และการแก้ปัญหา

 

เช่น ในประเด็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียง

นักวิจัยเสนอว่า ควรจะทำวิจัยด้านการตลาด เป็นเรื่องแรก เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตร หรือประกอบอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

ซึ่งในเรื่องนี้ กลุ่มเกษตรกรที่ทำงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาแล้ว ได้ชี้แจงว่า การตลาดนั้นจะต้องทำต่อเนื่องหลังจากที่เกษตรกรได้สร้างผลผลิตมาแล้วอย่างต่อเนื่องกัน

การทำการตลาดล่วงหน้า ได้เกิดปัญหาขึ้นมามากมาย

 

กล่าวคือ

         อาจมีตลาดพร้อม แต่ไม่มีสินค้า

ซึ่งจะทำให้เกิดเสียความเชื่อถือของผู้ที่อยู่ในระบบการค้าต่อระบบการผลิต ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

 

         และในอีกกรณีหนึ่ง นักวิชาการเสนอว่า

คนที่จะพัฒนาจิตสำนึกได้ดีนั้น จะต้องเป็นคนที่มีความพอเพียงเสียก่อน

 

ซึ่งแตกต่างจาก ประสบการณ์ภาคประชาชนที่พบว่า

 

ความพอเพียงต้องเกิดจากจิตสำนึกที่ดี มากกว่าการผลิตได้มากหรือน้อย

 

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า

แม้นักวิชาการภูมิภาคที่เคยทำงานกับชุมชน ก็ยังขาดความเข้าใจชุมชนและแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้จริง

แต่ถ้าเป็นนักวิจัยที่อยู่ส่วนกลาง ที่ไม่เคยสัมผัสปัญหาชุมชนในเชิงลึก ยิ่งน่าจะมีโอกาสผิดพลาดค่อนข้างมาก

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในแผนและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ

 

         ผมจึงเชื่อว่า การกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยที่ดีนั้น จะต้องมีการกำหนดแผนและยุทธศาสตร์แบบมีส่วนร่วม ระหว่าง นักวิจัยระดับต่างๆ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลงานวิจัยโดยตรง โดยเฉพาะชุมชนหรือภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

 

         แนวทางที่จะนำไปสู่การกำหนดตัวชี้วัด ที่อาจจะทำได้ในทางปฏิบัติก็คือ

การกำหนดระดับการมีส่วนร่วมในเชิงต้นทุนของโครงการ

ซึ่งถ้าผู้ได้รับประโยชน์เห็นคุณค่าของงานวิจัยก็น่าจะกล้าลงทุน ร่วมกับงานวิจัยในระดับต่างๆ ซึ่งจะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นประโยชน์จริง

แต่ถ้าแม้ผู้ได้รับประโยชน์ก็ยังไม่เห็นความสำคัญ ก็น่าจะจัดความสำคัญของโครงการนั้นไว้ในอันดับท้าย ๆ

 

         วิธีการเช่นนี้ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการพัฒนาโครงการวิจัยที่เป็นประโยชน์

 

         ประเด็นของการลงทุนร่วมนั้น อาจกำหนดได้หลายวิธีด้วยกัน  เช่น

  • ตั้งแต่ในเชิงของมูลค่าการใช้ที่ดิน
  • การใช้แรงงาน หรือ
  • การใช้ระบบการผลิต เป็นปัจจัยในการทำงานวิจัย
  • หรือ งบประมาณร่วมวิจัย

ซึ่งสามารถนำมารวมกับงบประมาณที่ขอจากหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยได้  เป็นประมาณการงบประมาณที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด แทนการนำเสนองบบางส่วนที่เคยเป็นมาในอดีต

 

         ในกรณีที่ มีส่วนร่วมจากผู้ใช้ประโยชน์ในอัตราสูง ก็น่าจะเชื่อได้ว่า โครงการนั้นเป็นประโยชน์มากกว่าโครงการที่มีส่วนร่วมในอัตราต่ำ

 

         วิธีการเช่นนี้ น่าจะเป็นหลักการที่นำไปปรับใช้ได้ในโครงการวิจัยต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานวิจัยที่ไม่บรรลุเป้าหมาย ที่มักเรียกกันว่า การวิจัยเพื่อขึ้นหิ้ง แทนการวิจัยเพื่อการเข้าห้าง

 

หรือ งานวิจัยเพื่อการขอตำแหน่ง" แทนที่จะเป็นงานวิจัยเพื่อการพัฒนา

 

         ผมจึงเชื่อว่า ถ้าเรามีการปรับแผนไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราคงจะมียุทธศาสตร์การวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และลดการสูญเสียงบประมาณวิจัยโดยที่ได้ประโยชน์น้อย ดังเช่นที่เคยเป็นมาในระยะไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา