ใช้เวลาหลายเดือนพอสมควร ที่ค่อยๆ ติดตามเรียนรู้เรื่องราว และองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง "สวัสดิการชุมชน" จากบันทึกประสบการณ์ต่างๆ มากมายใน gotoknow และได้พลอยตื่นเต้นติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการทำงานชุมชนที่เราเองก็มองเห็นภาพนั้นด้วย แม้จะไม่รู้อีกนานเท่าไรสำหรับการเดินทางสู่เป้าหมายนั้นบ้าง...
ตลอดเวลาของการเรียนรู้ ได้นำกลับมาไตร่ตรองกับสิ่งที่เป็นไปในพื้นที่ โดยเฉพาะกับประสบการณ์ของตรงนี้ที่คนเก่าๆ ได้เริ่มต้นปลูกรากไว้นานพอสมควรแล้ว เรารุ่นใหม่ก็พยายามเรียนรู้ และสานต่อ พร้อมทั้งหาเครื่องมือที่มีประสิทธิผลในยุคสมัยปัจจุบันนี้
หลายครั้งเมื่อกล่าวถึงงานที่ทำมาแล้ว และอยากจะทำ ก็ได้รับคำชี้แนะ แนะนำ และให้กำลังใจจากหลายท่าน โดยเฉพาะ อ.ปัทมาวดี ที่มักจะบอกว่า นั่นก็คือ "สวัสดิการชุมชน" ด้วยเหมือนกัน ทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของคำนี้ ที่ครอบคลุมกว้างขวางมาก..
สุดท้าย เมื่อได้อ่านบันทึกของคุณ violet หรือคุณรัช ในบันทึก "มาตรวจสอบความหมาย..สวัสดิการ..ของคนทำงานเกาะติดชุมชน" ที่ได้บันทึกกระบวนการที่ อ.ตุ้ม (อ.ทิพวัลย์ ม.เกษตร) ใช้ในการอบรม พร้อมแจกแจงรายละเอียดของสวัสดิการ ทั้ง ๙ อย่าง (แม้จะได้ยินบ่อยๆ ถึงสวัสดิการชุมชนทั้ง ๙ ที่ครอบคลุมทั้งชีวิต แต่เพิ่งได้ถึงบางอ้อว่า ทั้ง ๙ นี้คืออะไรบ้าง??)
จึงได้พลอยมองย้อนกลับมา และได้เห็นว่า แท้จริงแล้วสิ่งทั้งหมดที่เราทำกันอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบัน ก็คือสิ่งเดียวกับที่คนในแวดวงเรียกกันว่า "สวัสดิการ" นั่นเอง!!
เริ่มจากการรู้จัก "คน" และเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนต่างๆ ในชีวิต และได้ค่อยๆ หารือกัน ร่วมมือกัน แก้ปัญหาต่างๆ ที่ประสบในชีวิตภายนอก นับตั้งแต่ ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินซื้อที่ดินที่ทำกินและลงหลักปักฐาน ก็ได้มีโครงการธนาคารข้าว ทุ่งนารวม หรือกองทุนพัฒนาต่างๆ ที่ร่วมกันกับชาวบ้านเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน http://gotoknow.org/blog/pilgrim/98787
หรือเมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพ ก็ช่วยกันเบื้องต้นทั้งเฉพาะหน้าพาไปโรงพยาบาล และระยะยาวที่สร้างกองทุนสุขภาพชุมชน รวมทั้งงานให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องในการทำกายภาพเด็กพิการ เตรียมคลอด หรือการให้ความรู้เพื่อป้องกันโรคเอดส์ เป็นต้น
งานด้านการศึกษา ทั้งในระบบสำหรับเด็กและเยาวชน หรือการจัดอบรมเรียนรู้สำหรับผู้นำชาวบ้านหรือเยาวชน ให้ตระหนักในประเด็นต่างๆ เช่น ปัญหาสังคมในเมืองและบนดอย หรือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการทำมาหากิน อาทิ ด้านการเกษตร หรือฝึกอาชีพ เพื่อให้ครอบครัวมีงานทำจะได้อยู่ด้วยกันในพื้นที่ เป็นต้น
งานด้านสืบสานคุณค่าประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวัน และในงานประเพณีประจำปี
งานด้านสิทธิมนุษยชน หรือการระงับข้อพิพาท คดีความต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมและสันติสำหรับบุคคลและชุมชน
แม้กระทั่งงานด้านจิตใจ เพื่อให้คนมีที่ยึดเหนี่ยวท่ามกลางสภาพปัญหาชุมชนและสังคมปัจจุบัน
เลยได้พลันเข้าใจความหมายของสวัสดิการเอาเองว่า คือสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของคนต่อคน ชีวิตต่อชีวิต ..เป็นสิ่งที่เกิดจาก "ความรัก" ที่มีให้กัน และก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ชีวิตของตัวเราเองและคนที่เรารักมีความสุข ในการดำเนินบนโลกใบนี้ !!
สวัสดีค่ะ
- ขอบคุณที่ให้สวัสดิการค่ะ
จั่วหัวซะตกใจเลย
ค่อนข้างเห็นด้วยนะครับ ความรักเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปสู่การช่วยเหลือ เจือจุน ซึ่งกันและกัน
ต้องขอโทษคุณชุติด้วยนะคะที่ทำให้ตกใจ
พอดีเขียนอารมณ์ "คลิก" น่ะค่ะ แบบเพิ่ง get เพิ่งถึงบางอ้อ อะไรทำนองนี้ ไม่ได้ตั้งใจประชดนะคะ
ถ้าเป็นเศรษฐศาสตร์ อะไรก็ตามที่ทำให้เราดีขึ้น (better off) เป็นสวัสดิการทั้งสิ้นค่ะ
ถ้าสวัสดิการของเรา(ปัจเจก)ดีขึ้น สวัสดิการสังคมก็จะดีขึ้น แต่บางครั้ง บางอย่างทำให้เราดีขึ้น แต่คนอื่นกลับแย่ลง อย่างนี้ไม่แน่ว่า สวัสดิการสังคมจะดีขึ้นหรือเปล่า ต้องชั่งน้ำหนักค่ะ เช่น รัฐบาลสร้างเขื่อน คนอยู่ท้ายเขื่อนดีขึ้น (ได้รับสวัสดิการ) เพราะรัฐช่วยควบคุมน้ำให้ แต่คนอยู่เหนือเขื่อน ถูกน้ำท่วม ต้องอพยพออก อย่างนี้ สวัสดิการคนเหนือเขื่อนแย่ลงค่ะ รัฐต้องคิดดีๆ
ส่วน สวัสดิการชุมชน มักใช้ในลักษณะที่คนในชุมชน ร่วมกันทำ ร่วมกันรับประโยชน์
สวัสดิการจะมี 5 ประเภท 7 ประเภท 9 ประเภท ก็แล้วแต่หน่วยงานจะแบ่งเพื่อความสะดวกในการทำงานค่ะ
ในความหมายของอาจารย์ป๋วย สวัสดิการคือ คุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย... การเมือง กฎหมาย ก็เกี่ยวข้องกับสวัสดิการค่ะ คนไร้สัญชาติถูกจำกัดสิทธิ ก็ทำให้สวัสดิการเขาแย่ลง
ศาสนาช่วยจรรโลงจิตใจให้มีความสุขที่แท้ ศาสนาก็ช่วยสร้างสวัสดิการค่ะ
ความรักที่มีการให้และห่วงใยนั้น เป็นสวัสดิการแน่นอนค่ะ
ขอบคุณ อ.ปัท มากค่ะ ที่ให้สวัสดิการทั้งทางสติปัญญา และกำลังใจเสมอๆ ค่ะ
ขอมอบ "ความรัก" เป็นสวัสดิการให้อาจารย์ด้วยเช่นกันนะคะ