หลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประกอบด้วย “หลักการ ๓” “ อุดมการณ์ ๔ “ และ “วิธีการ ๖” ซึ่งได้ถูกประกาศเป็นเวลายาวนานนับพันปีนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง...หากผู้คนในสังคมได้น้อมนำหลักธรรมนี้มาเป็น “เข็มทิศ” ในการดำรงชีวิต... ความรัก ความสุข ความร่มเย็น และสันติภาพ ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

วันพรุ่งนี้ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก็จะเป็นวันบุญใหญ่อีกวันหนึ่งของพุทธศาสนิกชน คือ วันมาฆบูชา

"มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ และ มาฆบูชา นั้น ซึ่งย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ วันมาฆบูชา จึงตรงกับ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

ตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็กอยู่นั้น มีเพลงที่คุณครูให้ร้องเกี่ยวกับวันมาฆบูชา ยังจำเนื้อร้องได้จนบัดนี้ว่า มาฆะ มาฆบูชา รู้กันว่า วันเพ็ญเดือนสาม คนไทยน้ำใจงาม วันเพ็ญเดือนสามมาทำบุญกัน จาตุรงคสันนิบาตร วันประหลาด น่าอัศจรรย์ พระอรหันต์มาชุมนุมกันตั้งพันกว่าองค์...

จำได้อีกว่า พวกเราช่วยกันประสานเสียงร้องเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมา ด้วยความร่าเริงเบิกบานกันอยู่หลายรอบ ซึ่งนับเป็นกุศโลบายที่ได้ผลยิ่ง เพราะทำให้เราจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ของวันสำคัญนี้ได้ขึ้นใจ แล้วจากนั้นคุณครูก็จะค่อย ๆ อธิบายขยายความ...ให้พวกเราซึมซับรับรู้...มากขึ้นและมากขึ้น 

ทว่า มาถึงวันนี้...ท่ามกลางบริบทสังคมไทยที่เปลี่ยนผ่าน จะเหลือใครสักอีกกี่คนที่รับรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของวันมาฆบูชานี้...

ในวาระวันมาฆบูชาปีนี้ จึงขอนำความรู้เกี่ยวกับวันมาฆบูชามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว G2K นะคะ (ข้อมูลส่วนใหญ่เรียบเรียงมาจากหนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติค่ะ)

...วันมาฆบูชาเป็นวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต"หรือ "การประชุมด้วยองค์ ๔ " กล่าวคือ มีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ (๑) เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย (๒) พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น (๓) พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์ (๔) เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

ในวันนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง "โอวาทปฎิโมกข์" แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ซึ่ง โอวาทปฎิโมกข์ นี้เป็นทั้ง หลักการ อุดมการณ์ และ วิธีการปฏิบัติ ที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม เป็นคำสอนอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาต่าง ๆในชีวิต เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปคือ ให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดีให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส

และขอนำรายละเอียดของหลักธรรมซึ่งประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ และ วิธีการ ๖ มาอธิบายขยายความเพิ่มเติมดังนี้นะคะ

หลักการ ๓ หมายถึง

(๑) การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่ การงดเว้น การลดละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ สำหรับความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ ส่วนความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

(๒) การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ สำหรับความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม การทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำให้เกิดความสามัคคี และพูดถูกกาลเทศะ ส่วนการทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละ การไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตาและปรารถนาดี และมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๓) การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ ซึ่ง "นิวรณ์" นี้มี ๕ ประการ คือ ๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ) ๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท) ๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ) ๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ๕. ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผลจริงหรือไม่

วิธีการทำจิตให้ผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวงด้วยการถือศืลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์ ๔ หมายถึง

(๑) ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ (๒) ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น (๓) ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (๔) นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จาการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วิธีการ ๖ หมายถึง

(๑) ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือกล่าวโจมตีใคร (๒) ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น (๓) สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม (๔) รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ (๕) อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม (๖) ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพ และประสิทธิภาพที่ดี

.........

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ ตัวเองคิดว่าหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประกอบด้วย หลักการ ๓”“ อุดมการณ์ ๔ และ วิธีการ ๖ซึ่งได้ถูกประกาศเป็นเวลายาวนานนับพันปีนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง...หากผู้คนในสังคมได้น้อมนำหลักธรรมนี้มาเป็น เข็มทิศ ในการดำรงชีวิต... ความรัก ความสุข ความร่มเย็น และสันติภาพ ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ...

 

เรามาส่ง ความรัก ให้กันและกันอีกครั้งในวันมาฆบูชานะคะ... รักทั้งตัวเองและรักทุก ๆ คน ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม... ละชั่ว ทำดี และทำใจให้ผ่องใส...อย่าลืมไปทำบุญกันที่วัดใกล้บ้าน และชวนคนที่เรารักไปด้วยนะคะ ...อนุโมทนาบุญค่ะ