ครั้งเมื่อเราทำงานในงานคลินิกให้คำปรึกษา
หน้าที่หลัก คือ ให้คำปรึกษาก่อนแต่งงานบ้าง ก่อนเจาะเลือด HIV
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เราเห็น คือ ความเห็นแก่ตัวของคนทั่วไป
เกิดอะไรขึ้นกับระบบการให้คำปรึกษา
ข้าพเจ้ารู้สึกสงสาร ผู้เกี่ยวพันกับผู้รับบริการของข้าพเจ้า
เมื่อครั้งที่เราตกลงให้บริการ สิ่งหนึ่งคือ การให้สัญญาว่า เราจะปกปิดความลับของผู้รับบริการเสมอ ด้วยใจจริง
แต่สิ่งที่สะท้อนกลับ เมื่อผุ้รับบริการทุกรายหรือส่วนใหญ่ที่ทราบผลเลือดว่าติดเชื้อเอดส์
เขาไม่ยินยอมบอก ภรรยาหรือผู้ร่วมชีวิต เป็นอันขาด ด้วยจิตที่วาดหวังว่า
ถ้าหากทราบคงจากไปเป็นแน่แท้เพราะเกิดจากการมักง่าย หาเศษหาเลย ไม่จริงใจต่อกัน
"แล้วจะทำอย่างไรเมื่อต้องหลับนอนกับแฟน" ข้าพเจ้าถาม
"ผมก็ใส่ถุงยางสิครับ" ผู้รับบริการตอบ
"เขาไม่สงสัยหรือค่ะ" ข้าพเจ้าถามต่อ
คุณจะทำอย่างไรกับชีวิตคนที่คุณรัก ต้องมารับชะตาชีวิตแบบนี้โดยที่เขาเหล่านั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั้นนะสิ รู้แต่ว่าต้องครอบครองไว้กับเราคนเดียว
สิ่งสุดท้าย เมื่อถึงวาระสุดท้าย เมื่อพบกับเขาอีกครั้ง คู่ชีวิตไม่รู้เรื่องอะไรมาปรนนิบัติอย่างดีกับเขา
ไม่วายเราเจ้าหน้าที่ต้องปัดการตอบปัญหาว่าเป็นโรคอะไร ถึงเจ็บป่วยนานขนาดนี้
เจ้าหน้าที่ต้องอ้ำอึ้ง ด้วยสิทธิหน้าที่ผู้ป่วย ที่ต้องปกปิดเป็นความลับ หากผู้ป่วยไม่ยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรย่อมไม่มีการเปิดเผย
สุดท้ายของทุกราย เมื่อเขาตายกับเรา เราต้องเปิดเผยข้อมูลเขาต่อหน้าคู่ชีวิต ว่าเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจำสีหน้าเศร้าสร้อยสิ้นหวังของบรรดาคู่ชีวิต ติดตาได้ดี ทั้งเศร้าสร้อยสิ้นหวัง
นี่หรือ คู่ชีวิต ความเห็นแก่ตัวของคน
หากทำได้น่าจะแก้กฎ กติกา ที่ตกลงร่วมกัน หรือแก้ที่ต้นเหตุคือ การรักเดียว ใจเดียว ไม่นอกใจกัน ปัญหานี้คงหมดไป ไม่ต้องมาคิดกันให้ปวดหัวอีกครั้ง
สวัสดีครับ คุณเพชรน้อย
เป็นกรณีศึกษาที่ดีมากครับ
ได้เปิดเผยความจริงบางด้านของความเห็นแก่ตัว
ขอบคุณครับ
น่าเห็นใจทั้งผู้ป่วย และน่าเห็นใจของคนในครอบครัว
แต่การพูดความจริงของผู้ป่วยกับครอบครัว โดยยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจเพราะสิ่งที่เกิดเป็นการกระทำของตนเองทั้งสิ้น การที่คนในครอบครัวได้รับรู้ได้มีการป้องกันที่ถูกต้องก็จะไม่เป็นการทำร้ายใครต่อไป หรือถ้าคนในครอบครัวรับไม่ได้ผู้ป่วยก็ควรยอมรับและแยกตัวไป อย่าว่าแต่เป็นเอดส์เลย เป็นมะเร็งผมก็จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มิได้หมายความว่าจะฆ่าตัวตายหรอกนะ แต่ผมจะจัดการเรื่องทรัพย์สิน เรื่องงาน แล้วปลีกวิเวก เข้าป่า ปฏิบัติธรรม หากถึงคราวก็จะได้ไปอย่างไม่มีห่วงใดๆ แต่ถ้าไม่ถึงคราวและการฝึกสมาธิช่วยทำให้มะเร็งมันฝ่อลงผมก็จะได้กลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัว
มีบางคนถามว่าแล้วไม่คิดรักษาหรือ ผมบอกว่าถ้าการรักษาเป็นภาระให้คนอื่นผมไปเองดีกว่า ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ แต่มันเป็นทางเลือกที่จะไม่ทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อน แต่ไม่กี่วันมานี้ได้เห็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่หมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน แต่แกอยู่มา ๓ ปีแล้ว ออกกำลัง ไปรักษาตามคำสั่งหมออย่างเคร่งครัด หัวเราะทุกวัน ร่างกายก็ไม่ได้ผ่ายผอมอะไร แต่ระมัดระวังอาหารการกิน ปลูกผักกินเอง ซึ่งมันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งครับ
สวัสดีคะอาจารย์ small man
- ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่ให้ข้อคิดเห็น
-----------------------------------------------------------------
สวัสดีอาจารย์บัวปริ่มน้ำ
- อาจจะเล่ายังไม่ทันจบค่ะ เพราะคู่ชีวิตมาดูแล เพราะเขาไม่รู้เรื่องโรค หรือการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงมาก่อน ทำด้วยความรักและใสซื่อ
- พอเราแจ้งผลเมื่อญาติเสียด้วยโรคอะไร ล้มแทบใส่ นี่หรือคือ คู่ชีวิต น่าจะบอกเสียแต่แรก เพราะเขาก็รักเหมือนเดิม อยู่ด้วยเหมือนเดิม แต่สุดท้ายกลับถูกหักหลัง รู้เมื่อสายเสียแล้ว คุณเจ้าหน้าที่ก็โดนเหมือนกันที่ไม่เตือนเขา รู้ทั้งรู้ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องโทษระบบอย่างเดียว หรือไม่ก็แก้กฎหมายนี่เสีย
สวัสดีค่ะท่าน
เป็นเรื่องที่เราชี้แนะไม่ได้ว่าคุณต้องทำอย่างโน้นต้องทำอย่างนี้
เรามีหน้าที่แค่ ชี้ช่องทาง ให้เหตุผลใน 2 ประเด็น เพื่อให้เขาเลือกเสมอ
ถ้าเลือกอย่างนี้ จะเป็นอย่างไร ถ้าเลือกแบบนี้จะเป็นอย่างไร ให้ช่างน้ำหนักดู
เราสะท้อนได้แต่ว่า ถ้าหากเป็นเรา "ก็คงเสียใจ"เท่านั้น
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมของแต่ละคนที่ทำไว้ (เริ่มเชิงพุทธศาสนาตามที่ร่ำเรียนมา อีกแย้วค่ะ)
- ขอบคุณค่ะ
พบบ้างเหมือนกันครับ..
ล่าสุดที่ผ่านมา...
ทางเดียวที่ทำได้คือกล่อม เขาให้บอก โดยพยามและพยาม ใความจริง ข้อมูล
และความจริงใจของเราที่สื่อออกไป..
ได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ...ทำให้ดีที่สุดครับ
ขอบคุณเรื่องเล่าที่มีแง่มุมดีๆนะครับ